กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หารือเรื่องงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและเกษตรกรจำนวน 555,000 ล้านบาท โดยชี้ว่าระบบปัจจุบันมีปัญหาความไม่ทั่วถึง ความล่าช้า และฐานข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จึงเสนอให้ใช้กำนันผู้ใหญ่บ้านหรือท้องถิ่นเป็นผู้สำรวจเพื่อเพิ่มความแม่นยำ พร้อมเน้นย้ำว่าการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และยืนยันว่าจะตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้ขออภิปรายญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณและมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาทางสภาผู้แทนราษฎรของเราได้ผ่าน พระราชกำหนด ๓ ฉบับ ที่มีเม็ดเงินถึง ๑.๙ ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่พวกเราไม่เคยประสบมาก่อน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย หมายถึงคนทั้งโลกที่ทุกรัฐบาล ในโลกนี้ได้เตรียมงบประมาณรายจ่ายเป็นงบฉุกเฉินขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็ประมาณ ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งก็ถือว่ามีความจำเป็นนะครับ แต่ว่าในความเร่งรีบ แล้วก็ความเร่งด่วนทำให้ขาดรายละเอียดในกรอบการใช้และระยะเวลาในการกลั่นกรอง อนุมัติค่อนข้างน้อย ซึ่งการเสนอญัตตินี้ก็เพื่อจะทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้สภาผู้แทนราษฎรของเราได้ช่วยกันในการที่จะทำให้งบประมาณรายจ่ายในการใช้เงินกู้ รวมทั้งเงินอื่น ๆ อีก ๑.๙ ล้านล้านบาทให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน แล้วก็ ให้ลดการรั่วไหล สิ่งที่ไม่โปร่งใส แล้วก็ลดการทุจริตลง ซึ่งการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบ ในครั้งนี้ก็คิดว่าจะเป็นหัวใจอันหนึ่งที่ทำให้การใช้จ่ายงบประมาณในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จ แล้วเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนนะครับ
พระราชบัญญัติแรกก็คือพระราชบัญญัติกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งในส่วนของ กระทรวงสาธารณสุข ด้านการแพทย์มีการเตรียมงบไว้ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท งบทั้งหมด ๑.๙ ล้านล้านบาท เป็นงบของทางด้านสาธารณสุข ทางการแพทย์ก็คิดว่าน้อยก็คือ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าในความที่น้อย ผมก็ติดตามว่าทางรัฐบาล ทางกระทรวง สาธารณสุขจะไปใช้อย่างไรบ้าง ก็ทราบมาว่าจะมีงบในส่วนของสำนักงานหลักประกัน สุขภาพ แห่งชาติหรือ สปสช. ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็เตรียมงบในเรื่องของค่าแล็บ (Lab) ค่าชุดพีพีอี (PPE) ค่ารักษา ซึ่งตรงนี้ก็ต้องเรียนท่านประธานและพี่น้องประชาชนว่า โรงพยาบาลหรือหน่วยงานทางด้านสาธารณสุขถ้าเจอโรคโควิด (COVID) เขาไม่ต้องใช้เงิน ของโรงพยาบาลก็คือว่าทุกเรื่องที่เขาไปทำเกี่ยวกับโควิด (COVID) สามารถจะเบิกงบคืนได้ จากทาง สปสช. ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้เตรียมงบส่วนนี้ให้ สปสช. ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเป็น ค่าแล็บ (Lab) ค่าชุดพีพีอี (PPE) ค่ารักษาพยาบาล ค่าเวชภัณฑ์ต่าง ๆ แล้วก็คิดว่าน่าจะมี คนตกงานอีกประมาณ ๑ ล้านคน ซึ่งก็คิดว่าจะมีการเปลี่ยนสิทธิจากประกันสังคมเป็นสิทธิ สปสช. อีก ซึ่งสิทธิ สปสช. ต่อหัวตอนนี้รัฐบาลก็สนับสนุน ๑,๓๗๐ บาท ซึ่งถ้ามีการเปลี่ยนสิทธิ รัฐบาลต้องเตรียมเงินอีก ๑,๓๗๐ ล้านบาท ในช่วงเปลี่ยนสิทธิก็ยังมีช่วงที่ประกันสังคม เขายังดูแลต่ออีก ๖ เดือน ก็คิดว่าตอนนี้ถ้า ๖ เดือนนี้คนตกงานแล้วกลับไปทำงานใหม่ เงินก้อนนี้ก็ไม่ต้องใช้ ตอนนี้ก็คิดว่ารัฐบาลอาจจะต้องเตรียมงบกลางในการที่จะให้กับ สปสช. ในกรณีที่มีผู้ใช้งบของ สปสช. เพิ่มขึ้นนะครับ
อันที่ ๒ เป็นที่น่ายินดีที่สภาเราได้อภิปรายเรื่องของความเสียสละของ อสม. อสม. คือหัวใจ คือเสาหลักของระบบสาธารณสุขไทย คือผู้ที่ทำงานโดยอาสาสมัครเข้ามา เรามี เบี้ยที่ช่วย อสม. ค่าป่วยการตอนนี้อยู่ที่ ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขก็เตรียม ค่าป่วยการให้ อสม. ๕๐๐ บาท อีก ๑๙ เดือน จำนวน อสม. ๑,๐๕๐,๐๐๐ คน ก็เตรียมงบ ไว้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คิดว่าประมาณเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๓ ถึงเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๔ ก็คิดว่า อสม. ที่ทำงานหนักก็จะมีขวัญกำลังใจที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะเป็นเงินที่ไม่มาก แต่ก็จะช่วยค่าน้ำมัน ค่ารถ ค่าอื่น ๆ ก็จะช่วยให้พี่น้อง อสม. ทำงานได้มีประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้นนะครับ
อันที่ ๓ คือสำรองไว้กรณีมีการระบาดครั้งที่ ๒ อีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือ กรณีเซกคันด์ เวฟ (Second wave) มีการระบาดขึ้นมาอีก มีการเตรียมวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ เบี้ยเลี้ยงอะไรต่าง ๆ ก็คิดว่าตัวนี้ก็อาจจะต้องสำรองไว้ แต่ผมคิดว่า เซกคันด์ เวฟ (Second wave) ของเราถึงแม้จะเกิดขึ้นก็ไม่รุนแรงเพราะว่าเรามีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง มีการปิดประเทศแล้ว การที่จะเปิดประเทศด้วยความปลอดภัยตอนนี้ผมคิดว่าช้าด้วยซ้ำไป นะครับ แล้วเซกคันด์ เวฟ (Second wave) ที่จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องกลัว แต่ว่าเรา ต้องตระหนักแล้วก็วางแผนให้อย่างดี ซึ่งผมคิดว่าเซกคันด์ เวฟ (Second wave) ที่เกิดขึ้น เราสามารถจะควบคุมได้นะครับ
อันที่ ๔ การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของโรงพยาบาลในทุกระดับ ก็คืออีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นทาง รพ.สต. คือสถานีอนามัยเดิม ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมด ๙,๘๖๓ แห่ง ต้องใช้งบประมาณประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปอีก ๓,๐๐๐ ล้านบาท โรงพยาบาลชุมชนอีก ๔,๐๐๐ ล้านบาท โรงพยาบาลชุมชนก็ได้ประมาณ ๒.๕-๑๑ ล้านบาท แล้วก็งบ ให้ทางสาธารณสุขจังหวัดและสาธารณสุขอำเภอทั้ง ๗๖ จังหวัดอีก ๑,๕๐๐ ล้านบาท ก็คิดว่างบทั้งหมด ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทก็น่าจะเป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องทางสาธารณสุข แต่คิดว่าการลงทุนด้านสาธารณสุขก็ยังไม่เพียงพอนะครับ เพราะผมคิดว่างบทาง รพ.สต. ๓๐๐,๐๐๐ บาท ต่อ รพ.สต. ก็ยังถือว่าน้อยเกินไปนะครับ อย่างต่ำผมคิดว่าน่าจะ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ที่จะไปแอดเดอร์ (Adder) เพื่อให้เขาได้สร้างระบบทางสาธารณสุข ที่ใกล้บ้านใกล้ใจให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นมานะครับ และนอกจากนั้นก็ยังมีงบค่าใช้จ่าย ในการพัฒนาระบบและความสามารถของสาธารณสุขที่อยู่นอกกระทรวงสาธารณสุข ก็คือ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอีก ๕,๐๐๐ ล้านบาท
อันที่ ๕ คืองบช่วยเหลือ เยียวยา ชดเชย ให้ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ อีก ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้ต้องยอมรับว่ามีความจำเป็น จริง ๆ เราทำช้า ด้วยซ้ำไป ก็คืออะไรครับ คือระบบที่ชดเชยให้พี่น้องประชาชนก็คือ ๑. ไม่ทั่วถึง ๒. ช้า ปกติปิดปุ๊บต้องจ่ายปั๊บ แล้วก็การเยียวยายังมีปัญหาในเรื่องของฐานข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็ บางคนได้บางคนไม่ได้ คนจนใช้ไอที (IT) ไม่เป็น แล้วก็ฐานข้อมูลบางคนทำงานด้วย พ่อเป็น เกษตรกรด้วย จะไปเบิกของคนทำงานฐานข้อมูลก็บอกว่าเป็นครอบครัวเกษตรกรก็ไม่ให้เบิก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ทำให้เกิดความล่าช้า ซึ่งผมคิดว่าถ้ารัฐบาลไว้ใจให้ทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือทางนายก อบต. นายกเทศบาลได้ทำเป็นผู้สำรวจ ฐานข้อมูลจะแม่นและรวดเร็ว แล้วก็ ในเรื่องของการใช้เงินก็คิดว่าถ้าใช้เงินในการชดเชยอย่างไรก็ไม่พอ แต่ถ้าท่านได้เปิดประเทศ ให้ผ่อนคลายมาตรการให้เหมาะสม คือว่าช่วงที่ระบาดเราก็ต้องควบคุมให้เต็มที่ แต่ช่วงที่มี การผ่อนคลายของโลกแล้ว ถ้าเรามีการผ่อนคลายได้เร็วกว่านี้เราก็สามารถจะทำให้ ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต่างจังหวัดบางทีไม่มีโรคมาตั้งเดือน ๒ เดือนก็ยังไม่มีการผ่อนคลาย ทำให้เขาลำบาก ในการใช้ชีวิตมาก แล้วก็ธุรกิจเขาก็ลำบาก ซึ่งระบบสาธารณสุขของเราที่จะทำให้พี่น้อง ประชาชนเรียกว่าเข้มแข็งและปราศจากโควิด (COVID) ก็คือการใช้หน้ากากอนามัย การล้างมือ การที่มีระยะห่าง ก็คิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้โควิด (COVID) ไม่สามารถ จะแพร่ในประเทศไทยได้ ผมก็เชื่อมั่นว่าการเยียวยาและการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในครั้งนี้ เราจะตรวจสอบ เราจะช่วยกันในการจะทำให้การใช้จ่ายงบประมาณได้ตรงกับปัญหา แล้วก็ เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน ขอบคุณมากครับ