รังสิมันต์ โรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓

รังสิมันต์ โรม อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้มาตรการและงบประมาณในช่วงวิกฤตโควิด โดยเน้นย้ำว่าต้องศึกษาผลกระทบด้านสิทธิเสรีภาพและการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของกฎหมายฉุกเฉินด้วย

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก็ขออภิปราย ญัตตินี้เพื่อสนับสนุนให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้งบประมาณ และมาตรการแก้ไขปัญหาภายใต้วิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หลายท่านที่อภิปรายในญัตตินี้ เราจะพบว่าการอภิปรายของสมาชิก ท่านผู้ทรงเกียรติหลายท่านมุ่งไปที่การอภิปรายในเรื่องของงบประมาณ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ถูกต้องครับ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้และต้องทำ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเกี่ยวพันกับ จำนวนเงินที่มากมายมหาศาล แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะย้ำว่าในการอภิปราย ในการทำ ในเรื่องของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ มีอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ไม่น้อยไปกว่างบประมาณ นั่นก็คือในเรื่องของมาตรการที่มีการใช้และกระทบต่อประชาชน ตลอดในช่วงของการเข้าใช้อำนาจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในเรื่องของมาตรการนี้เอง ก็สอดคล้องต้องกันกับการเสนอของท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลที่มุ่งหวัง ที่จะเห็นว่าคณะกรรมาธิการนี้จะศึกษาที่มากไปกว่าแค่งบประมาณ แต่รวมถึงมาตรการ ต่าง ๆ ที่รัฐได้มีการใช้ด้วย ดังนั้นนอกจากเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ แล้วประเด็นในเรื่องของการ จำกัดสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและยังคงมีอยู่ ก็เป็นเรื่องที่สมควรแก่เหตุ ที่คณะกรรมาธิการนี้จะต้องมาศึกษาด้วยว่า สุดท้ายมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาเกินเลย เหมาะสม หรือเกินกว่าเหตุกันแน่ ท่านประธานครับ ตั้งแต่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พระราชกำหนดการบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ การประกาศนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๓ จนถึงวันนี้มีการประกาศใช้มาแล้ว ๗๘ วัน ต่ออายุมาแล้ว ๒ ครั้ง และล่าสุดก็มีการ เริ่มโยนหินถามทาง ถามออกไปว่าควรหรือไม่ที่จะมีการต่ออายุ คอนเซ็ปต์ (Concept) ง่าย ๆ ของการโยนหินถามทางก็คือการ์ด (Guard) อย่าตก พระราชกำหนดฉุกเฉิน ผมขอ เรียกเป็นชื่อเล่นเรียกว่าพระราชกำหนดฉุกเฉิน เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจต่อรัฐบาลเพื่อเพิ่ม อำนาจให้กับตัวเอง โดยสามารถทำได้ด้วยตัวเอง การประกาศใช้และการต่ออายุแต่ละครั้ง ไม่ต้องขอความเห็นจากผู้ใด ไม่ต้องมาอ้อนวอนขอจากสภาผู้แทนราษฎรว่าจะประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินได้หรือไม่ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่ปรากฏว่าอำนาจลักษณะนี้ เป็นอำนาจที่ทำให้เกิดการจำกัดสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง ดังปรากฏว่ามีการประกาศให้มี การเคอร์ฟิว (Curfew) มีการห้ามชุมนุม และสามารถที่จะห้ามนำเสนอข่าวบางอย่างได้ จริงอยู่ว่าเมื่อเราเข้ามาดูในเนื้อหาของการประกาศต่าง ๆ ที่มุ่งแก้ไขในสถานการณ์โควิด (COVID) เมื่อเราไปดูแล้วเราจะพบว่าการแก้ไขต่าง ๆ มีการอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ก็มีการ อ้างพระราชบัญญัติอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งเอาจริง ๆ สิ่งที่ทำให้เกิดการแก้ไขหรือควบคุมโรค เอาเข้าจริงแล้วเป็นกฎหมายอย่างอื่น ตัวพระราชกำหนดไม่ได้ถูกใช้มากมายขนาดนั้น คือที่ผมบอกว่าไม่ถูกใช้มากมายขนาดนั้นไม่ใช่ว่าไม่ถูกใช้ในการประกาศต่าง ๆ มีการ ประกาศอ้างอิงไปยังพระราชกำหนดฉุกเฉินตลอดครับ แต่โดยเนื้อหาของพระราชกำหนด จริง ๆ แล้วไม่ได้เข้าไปแก้ไขหรือมุ่งแก้ไขในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ แต่ใช้ พ.ร.บ. อื่น แต่ที่ท่านใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินก็เพื่อที่ท่านจะทำให้เกิดความมั่นใจต่อผู้ใช้ว่าท่านไม่ต้อง รับผิดชอบ เนื่องจากว่าในสาระของพระราชกำหนดฉุกเฉินตัดอำนาจของศาลปกครองที่จะ เข้าไปดูว่าการประกาศต่าง ๆ ที่อาศัยพระราชกำหนดถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เกินกว่าเหตุ หรือไม่ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เจ้าหน้าที่รัฐสามารถอาศัย พระราชกำหนดกระทำการอย่างกว้างขวางโดยไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะถูกฟ้องเป็นคดี ต่อศาลแต่อย่างใด พระราชกำหนดฉุกเฉินจึงกลายเป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาเพื่อให้ เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเอาผิดย้อนหลัง ผลที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐจะสามารถออกประกาศและคำสั่งต่าง ๆ ในลักษณะที่เน้นเข้มข้นไว้ก่อน โดยไม่คำนึงให้ละเอียดถี่ถ้วนอย่างรอบคอบและสมเหตุสมผลว่า สุดท้ายได้สัดส่วนกับ ความรุนแรงของสถานการณ์หรือไม่ คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่ ดังปรากฏว่า มีหลายจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยโควิด (COVID) จำนวนถ้านับเป็นวันนานมากก็ยังมีการ ประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จนประชาชนเขาสงสัยกันว่าตกลงแล้วที่ประกาศพระราชกำหนด ฉุกเฉินเป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนติดโรค หรือเป็นการป้องกันรัฐบาลไม่ให้ประชาชนมา ชุมนุมประท้วงกันแน่ ซึ่งในลักษณะนี้เองที่ทำให้เกิดความเหิมเกริมในหมู่เจ้าหน้าที่ มีการใช้ อำนาจในทางปราบปรามและดำเนินคดี แทนที่ท่านจะประสานความร่วมมือหรือช่วยอำนวย ความสะดวกให้แก่ประชาชน กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เกือบทุกเรื่อง แจกของช่วยชาวบ้านก็ว่าผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ติดป้ายประท้วงรัฐบาลก็ว่าผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน คัดค้านโครงการของรัฐก็ว่าผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ดื่มเหล้ากันในบ้านก็ว่าผิด พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อ้างจนอดสงสัยไม่ได้ว่าสุดท้ายนี่คือการตีเนียนเอา พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาเป็นเครื่องมือเพื่อข่มเหงประชาชนหรือไม่ โดยที่ท่านไม่จำเป็นต้องรับผิดแต่อย่างใด เคราะห์กรรมจึงตกอยู่กับประชาชนที่ต้องอยู่ภายใต้สภาวะที่จำกัดจำเขี่ยของสถานการณ์ ฉุกเฉินที่ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าฉุกเฉินอย่างไร ตัวเลขต่าง ๆ ที่ออกมาเป็นสิ่งที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ความเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินหมดสิ้นไปแล้ว ท่านไม่มีความชอบธรรมที่จะประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินอีกต่อไป การคงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ จึงขาดความเหมาะสม ท่านประธานที่เคารพ หลักที่ควรจะเป็น ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ นี่คือหลักทั่วไป การที่รัฐจะจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐต้องใช้สิ่งนี้ คือคิดให้หนักแน่น คิดให้ดีว่าการใช้อำนาจแต่ละครั้งกระทบต่อประชาชน มากน้อยเพียงใด แต่ปรากฏว่าวันนี้ตามคำขวัญ รัฐใช้ความคิดน้อย สุดท้ายกลายเป็นว่า เมื่อรัฐคิดน้อยประชาชนจึงต้องใช้ความคิดมาก ๆ ว่าจะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่รัฐ ใช้ความคิดน้อยนี่อย่างไร รัฐบอกมาตลอดว่าการ์ด (Guard) อย่าตก การ์ด (Guard) อย่าตก แต่สภาพความเป็นจริงในวันนี้คือประชาชนถูกมัดมือชกด้วยมาตรการของรัฐ ถูกใช้เป็นโล่ มนุษย์รับคมหอกคมดาบของพิษเศรษฐกิจ เพื่อให้รัฐบาลได้ประกาศชัยชนะอยู่ด้านหลัง ท่ามกลางการล่มสลายของคนยากคนจน สุดท้ายวันนี้ประชาชนไม่รู้แล้วว่ากำลังชกกับอะไรอยู่ กันแน่ ผลกระทบจากการใช้อำนาจภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินมีให้เห็นกันทั่วประเทศ ผมขอยกตัวอย่าง ที่จังหวัดภูเก็ต หนึ่งในจังหวัดที่มีมาตรการเข้มข้นที่สุด เคยมีคำสั่งให้ปิด รอยต่อของเขตการปกครองถึงระดับตำบลเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน ปรากฏว่ามีคนตกงาน เพราะเดินทางข้ามตำบลไปทำงานไม่ได้ หรือนายจ้างก็ต้องแก้ปัญหาคือไปเสียเงินเช่าห้องพัก ให้พนักงานอาศัยในตำบลเดียวกับที่ทำงาน ชาวบ้านไม่สามารถที่จะเดินทางไปติดต่อราชการ หรือทำธุรกรรมต่างตำบลได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชาชนชาวมุสลิมประสบกับความยากลำบากในการประกอบศาสนกิจช่วงถือศีลอด เพราะเคอร์ฟิว (Curfew) ทำให้เหลือเวลาหาอาหารรับประทานหลังพระอาทิตย์ตก และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นได้อย่างจำกัด ห้างร้านปิดทำการอย่างรวดเร็ว ในบางอำเภอมีการปิด ช่องทางเข้าออก ถึงขนาดเอาแท่งปูน ท่อระบายน้ำ มากั้นไว้จนเกิดเป็นความขัดแย้ง ในหมู่ประชาชนภายในอำเภอ ชาวบ้านบางคนเขาก็มาแอบกระซิบกับผมว่าสงสัยโควิด (COVID) ติดกันช่วงกลางคืน กลางวันไม่ติดเราเลยต้องมีเคอร์ฟิว (Curfew) หรือกระทั่ง ที่จังหวัดปทุมธานี อย่างอำเภอคลองหลวง ร้านเหล้าปิดสนิทไม่มีรายได้มากกว่า ๓ เดือน ร้านอาหารต้องทำการปิดล่วงหน้าก่อนเคอร์ฟิว (Curfew) ๒ ชั่วโมง ทำให้ขาดรายได้ คนทำงานกลางคืนเช่นคนรับจ้างขนของตามตลาดไม่สามารถทำงานได้ ช่วงที่ผ่านมาผมได้มี โอกาสไปลงพื้นที่ในจังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินผมก็ลงพื้นที่ มาโดยตลอด ผมได้มีโอกาสไปทำโครงการโรงทานน้ำใจเป็นธนาคารอาหาร ทำมาตั้งแต่ช่วงต้น เดือนพฤษภาคมจนถึงสิ้นเดือน ภาพที่ผมเห็นคืออะไร ผมเห็นพี่น้องประชาชนมาต่อคิว ต่อแถว เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจนี้เกิดขึ้นอย่างสาหัสสากรรจ์ ต่อพี่น้องประชาชน ประชาชนที่เกือบจะตายด้วยไวรัสโควิด (COVID) มีไม่มาก แต่ประชาชน ที่เกือบจะตายด้วยความอดอยากกลับกลายเป็นสิ่งที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป นี่คือเรื่องจริง ที่เกิดขึ้น นี่จึงเป็นแค่เพียงตัวอย่างของบางจังหวัดเท่านั้นที่แสดงให้เห็นถึงความเดือดร้อน ความเสียหายที่ประชาชนต้องพบเจอ ประชาชนไม่สามารถที่จะฟ้องกลับต่อรัฐต่อคนที่ออกมาตรการต่าง ๆ ที่อาจจะไม่จำเป็น ต่อการแก้ไขสถานการณ์ได้เลย ประชาชนได้แต่ตั้งคำถามว่าภาครัฐเคยได้ศึกษาบ้างหรือไม่ว่า มาตรการที่ออกมานั้นส่งผลข้างเคียงต่อประชาชนมากขนาดไหน บาดลึกขนาดไหน ความจริงแล้วประชาชนพร้อมที่จะสนับสนุนให้รัฐบาลใช้มาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อป้องกันโควิด (COVID) ไม่มีประชาชนคนใดที่อยากจะมีความเสี่ยงไปติดไวรัส ซึ่งไม่รู้ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพเขามากน้อยขนาดไหน แต่พอมาตรการของรัฐออกมาแบบนี้ เข้มข้นขนาดนี้ เจ็บปวดขนาดนี้ ประชาชนเขาเลยตัดพ้อต่อว่าว่าโควิด (COVID) ไม่กลัวแล้ว กลัวอดตาย นี่คือความจริง ประชาชนอาจจะฟ้องรัฐไม่ได้เพราะท่านอาศัย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่คำถามของประชาชนที่ควรจะได้รับคำตอบและผู้ที่จะให้คำตอบที่ประชาชนสงสัยได้ก็คือ คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นตามญัตตินี้ ที่จะต้องไปสำรวจผลกระทบทั้งหมดจาก การใช้มาตรการของรัฐในสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ผ่านมาว่ามีมูลค่าความเสียหายเท่าไร มีผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างไม่เป็นธรรมมากแค่ไหน รุนแรงเพียงใด แล้วจัดทำเป็นรายงาน เสนอต่อรัฐสภา อย่างน้อยก็ให้ได้เป็นที่รับรู้แก่สังคมในวันนี้และวันหน้า ให้คนไทยทุกคน ได้ตัดสินกันเองว่ามาตรการที่ออกมานั้นคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนจริงหรือไม่ ผมขอย้ำอีกครั้งว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นตามญัตตินี้จะต้องไม่จำกัดบทบาท หน้าที่ของตัวเอง เหลือเพียงแค่ตรวจสอบเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณเท่านั้น แต่จะต้อง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะการใช้อำนาจรัฐภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วย เพื่อให้เกิดการศึกษาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่มิติเศรษฐกิจเท่านั้น ขอบคุณครับ