สาทิตย์ เสนอตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 1 ล้านล้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๔ · ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้กว่า 1 ล้านล้านบาทอย่างเข้มงวด พร้อมท้วงติงความไม่สมดุล ความซ้ำซ้อน และความเสี่ยงในการจัดสรรงบประมาณที่อาจถูกครอบงำโดยผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการจัดสรรงบแบบท็อปดาวน์เพื่อให้การเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาลอย่างแท้จริง

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมกับเพื่อนสมาชิก ในพรรคประชาธิปัตย์อีก ๕ ท่าน ซึ่งประกอบไปด้วย คุณชัยชนะ เดชเดโช จากจังหวัด นครศรีธรรมราช คุณอันวาร์ สาและ จากจังหวัดปัตตานี คุณพนิต วิกิตเศรษฐ์ ระบบบัญชี รายชื่อ คุณเทพไท เสนพงศ์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช และคุณประกอบ รัตนพันธ์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงเพื่อนสมาชิกในพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีมติร่วมกันที่ให้มี การเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนด ผมเรียนท่านประธานว่าเหตุผล ที่พวกกระผมในพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอเป็นญัตตินี้ขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่าการกู้เงิน ตามพระราชกำหนดกู้เงินนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดผลกระทบจาก การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา เราได้มีการอภิปรายกันมากมายในขั้นตอนของการอนุมัติพระราชกำหนด ในสัปดาห์แรก ของการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าเรื่องของการตั้งคณะกรรมาธิการนั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในเบื้องต้น มีความไม่แน่นอนว่าจะมีการเห็นด้วยกับทุกฝ่ายให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อมา ติดตาม ตรวจสอบการใช้เงินกู้ซึ่งจำนวนมหาศาลมาก อย่างน้อยที่สุดในฉบับที่ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินนั้นจำนวนเงินถึง ๑ ล้านล้านกว่าบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนสูงที่สุด ในประวัติศาสตร์การกู้เงินของชาติเรา ผมต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันผลักดัน ช่วยกัน สร้างความสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมา แล้วดูเหมือนว่าในขณะนี้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรก็เห็นตรงกันว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกู้นี้ขึ้นมา ในเบื้องต้นทีเดียวนั้นผมเข้าใจว่า หลายฝ่ายมีความเข้าใจผิดว่าการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่คล้าย ๆ กับ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ ก็คือดูแต่ละโครงการและอาจจะมีอำนาจในการอนุมัติ ซึ่งผมก็บอกหลาย ๆ คน ไปว่าไม่ใช่ อำนาจในการอนุมัติโครงการนั้นโดยตัวพระราชกำหนดและโดยตัวการปฏิบัติ เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารคือรัฐบาล ซึ่งก็มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาแล้วชุดหนึ่ง แล้วก็จะมีคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการกลั่นกรอง และอำนาจอนุมัตินั้น ก็เป็นของคณะรัฐมนตรี แต่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะต้องทำหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ ว่าโครงการทั้งหลายที่มีการอนุมัติไปโดยคณะรัฐมนตรีนั้นมีการเสนอโครงการและอนุมัติไป ตรงตามวัตถุประสงค์ของตัวพระราชกำหนดที่อนุมัติโดยสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ นี่เป็นประเด็นใหญ่ ผมก็ต้องขอบคุณความใจกว้างของฝ่ายรัฐบาลด้วยที่ยอมรับให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารเอง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ในสภาผู้แทนราษฎรนั้นฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการมาจากทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล เพราะผมมองว่า เพื่อประเทศชาติ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนแล้วเราไม่ควรมีขีดคั่นความเป็นรัฐบาล หรือความเป็นฝ่ายค้าน แต่เราต่างเป็นตัวแทน เป็นสมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนของราษฎร ทั่วทั้งประเทศที่ต้องมาปกป้องดูแลตัวเม็ดเงินที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยตรง ผมเรียนท่านประธานว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้มีความจำเป็นมาก ความจริงแล้วในชั้น ของการอนุมัติพระราชกำหนดนั้นเราพูดกันไปชั้นหนึ่งแล้ว แต่ข้อสังเกตทั้งหลายที่มี การอภิปรายกันในชั้นอนุมัติพระราชกำหนดนั้นปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นมารองรับ และกลายเป็นเรื่องที่ทำให้หลายฝ่ายมีความวิตกกังวลมากขึ้นว่า ตัวโครงการทั้งหลายที่เสนอ เข้ามาขอเงินกู้นั้นเริ่มปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางที่บอกว่า โครงการทั้งหลายนั้น มีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตัวคณะกรรมาธิการชุดนี้จึงจำเป็นและอาจจะ ต้องทำงานหนักมาก ๆ อาจจะหนักกว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่เกิดขึ้นเสียอีก ความจริงแล้ว ตัวโครงการที่มีการเสนอกันมา เราพูดกันในชั้นของการอนุมัติพระราชกำหนดว่า เรามีระยะเวลาที่กำหนดไว้ในการเสนอโครงการสั้นมาก ความจริงตอนเรากำลังอภิปราย เรื่องพระราชกำหนดอยู่มีการชี้แจงไปยังทุกจังหวัดให้มีการเสนอโครงการมายัง คณะกรรมการกลั่นกรองคือที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และมีการกำหนดเวลาไว้ค่อนข้างสั้นประมาณ ๑ สัปดาห์เศษ ๆ กว่าที่สภานี้จะอนุมัติไป ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่จังหวัดต่าง ๆ ก็มีการดำเนินการในการที่จะคัดเลือก โครงการกันไปแล้วค่อนข้างที่จะมาก แต่ว่าในการเสนอโครงการต่าง ๆ เข้ามานั้นผมเองก็เคย พูดไปบอกว่าตัวเงื่อนไขหรือกรอบที่พระราชกำหนดต้องการให้เกิดขึ้นตามแผนงานสุดท้าย คือ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราเขียนไว้ค่อนข้างที่จะดีนะครับ แต่มันค่อนข้างกว้าง เช่นมันมี ๔ ข้อ ตั้งแต่ ๓.๑-๓.๔ เราพูดถึงเรื่องกิจกรรมพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพ บริการสาขาเศรษฐกิจสำคัญ เรื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นชุมชน เรื่องกระตุ้นการบริโภค ภาคครัวเรือน และเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

แต่ผมบอกว่าระยะเวลาที่มันสั้นแล้วการชี้แจงที่ไม่ละเอียดนั้นอาจจะมี การหยิบโครงการเก่าขึ้นมาปัดฝุ่น ที่น่ากังวลที่สุดก็คือเป็นการตกลงร่วมกันระหว่าง ตัวจังหวัดเองกับตัวผู้รับเหมา เพราะฉะนั้นแทนที่จะตรงตามวัตถุประสงค์ว่าต้องการ สร้างงาน สร้างรายได้ จะกลับกลายเป็นการสร้างงานให้กับผู้รับเหมา หรือสร้างรายได้ให้กับ ผู้มีอิทธิพลที่เป็นผู้รับเหมาประจำท้องถิ่นนั้น ๆ ไป ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน ในตัวพระราชกำหนดฉบับนี้ แต่เมื่ออภิปรายไปเสร็จแล้วปรากฏว่าหลังจากนั้นมีการเสนอ โครงการเข้ามายังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นจำนวนมาก ผมถือโอกาสนี้ขอบคุณทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินะครับ ในเว็บไซต์ (Website) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เปิด ให้เห็นข้อมูลที่มีการเสนอโครงการเข้ามาในส่วนที่เรียกว่าไทยมี (ThaiME) ขณะนี้มีสื่อบางฉบับ บางส่วนได้มีการนำเสนอข่าวนี้ไปแล้ว ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นประโยชน์ ข้อที่เขาเอาไป วิพากษ์วิจารณ์คืออะไรครับ เพียงแค่วันที่ ๙ มิถุนายนที่ผ่านมานั้นโครงการ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการเสนอมาแล้ว ๓๑,๘๐๑ โครงการ เป็นวงเงิน ๗๘๓,๓๔๘ ล้านบาท วงเงินมี ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สัปดาห์เดียวหลังจากที่สภาเราอนุมัติพระราชกำหนดนี้ไป มีความสามารถเสนอกันมาจากทุกจังหวัด จากทุกส่วน รวมถึงกระทรวงด้วยถึง ๗๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกินกว่าจำนวนที่กรอบวงเงินกำหนดไว้คือ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปเป็นเท่าเลยครับ

แต่เรื่องที่มันถูกวิพากษ์วิจารณ์มากในขณะนี้ ซึ่งต้องขอขอบคุณเว็บไซต์ (Website) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและไทยมีที่เปิดให้เห็น รายละเอียดต่าง ๆ นี้ ผมว่าเป็นประโยชน์มาก มันมีความไม่ชอบมาพากลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เกิดขึ้น เช่นใน ๓ แผนงาน โครงการที่ตามพระราชกำหนด ๔ ข้อที่ผมพูดไปนั้นปรากฏว่า ในแผนงานที่ ๑ คือ ๓.๑ ที่เรียกว่าเป็นแผนงาน โครงการลงทุนกิจกรรมพัฒนาที่พลิกฟื้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีข้อเสนอเข้ามาถึง ๑๖๔ โครงการ ๒๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในแผนงาน ๓.๒ พูดถึงเรื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชนเสนอเข้ามา ๑,๓๔๕ โครงการ เป็นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ข้อ ๓.๓ ที่เราเรียกว่าเป็นแผนงานโครงการส่งเสริมการ กระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน รวมถึงการลงทุนต่าง ๆ นั้นยังไม่มีโครงการ เสนอเข้ามา ส่วนใน ๓.๔ มีข้อเสนอเข้ามาถึง ๒๙๒ โครงการ ๘๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็คือ เป็นเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ใน ๓ ส่วนนี้สะท้อนอะไรบางอย่างนะครับ ถ้าเราบอกว่าต้องการไปสร้างงาน ต้องการไปสร้างรายได้ แต่ใน ๓.๓ ยังไม่มีโครงการเสนอเข้ามาเลย ซึ่งอันนี้ก็ต้องตามดู ต่อไปว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร แต่ในโครงการที่เสนอมาแล้วมีทุกแบบครับ ผมเรียน ท่านประธานเลยครับ กู้เงินไปซื้อโทรทัศน์ก็มีนะครับ เสนอโครงการมา ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้วหลายโครงการด้วย ไปซื้อทีวี (TV) ทำป้าย มีโครงการหลายที่กลายเป็นเรื่องของ การปรับภูมิทัศน์ ซึ่งชัดเจนว่าอาจจะมีบริษัทรับเหมาเข้าไปทำ เหล่านี้เป็นต้น บางสื่อก็มี การนำเสนอแล้วว่าโครงการที่ไปเสนอนั้นวงเงินเท่ากันหมดเลย ไล่เลียงกันไปเลย เป็นวงเงิน ที่ตั้งไว้เป๊ะเลย เช่น ๕๐,๐๐๐ ไล่กันเลย หรือ ๕๐๐,๐๐๐ ก็ไล่กันไปเลย ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น คณะกรรมาธิการชุดนี้จึงจำเป็นมาก ๆ แล้วยิ่งล่าสุดมีข่าวออกมาว่าทางสำนักงาน คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติทำหนังสือไปถึงกระทรวงมหาดไทย บอกว่างบซึ่งเสนอ เรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้งของกระทรวงมหาดไทยที่เสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการ ทรัพยากรน้ำแห่งชาตินั้นความจริงตั้งใจจะเป็นงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ และสำนักงาน ทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำลังกลั่นกรองนั้นเกรงว่าจะมีการซ้ำซ้อนกับที่หน่วยงานต่าง ๆ หรือในจังหวัดต่าง ๆ เสนอขอเงินในเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วย ยิ่งทำให้เห็นว่าความซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นก็ดี ความไม่ชอบมาพากลในการเสนอโครงการต่าง ๆ ก็ดี หรือความเร่งด่วนแล้วเหมือนกับหยิบโครงการเก่ามาปัดฝุ่นก็ดี เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น ผมเรียนท่านประธานว่าความจำเป็นของคณะกรรมาธิการชุดนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมี การจัดตั้งขึ้นแล้วคงจะต้องทำงานหนักมากขึ้นด้วย เรื่องใหญ่ก็คือว่าจนถึงขณะนี้ตัวรัฐบาลเอง ยังไม่ได้มีการกำหนดกรอบวงเงินใน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหลัง ที่ชัดเจนว่าแต่ละแผนงาน จะกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณเท่าไร ถ้า ๓.๑ ตอนนี้เสนอมา ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท กรอบวงเงินคือเท่าไร ในข้อ ๓.๒ แผนงานเสนอมา ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเต็มเงินกู้ไปแล้ว กรอบคือเท่าไร ๓.๓ เรื่องนี้คือเรื่องใหญ่สุดไม่มีข้อเสนอมาเลยกำหนดกรอบวงเงินไว้เท่าไร และอันสุดท้ายเช่นเดียวกัน เมื่อไม่มีการกำหนดกรอบวงเงินทุกอย่างก็เหมือนเปิดประตู ให้สามารถเสนอได้ทุกเรื่องทุกราวเข้ามา เราก็ยังไม่รู้ว่าตัวคณะกรรมการกลั่นกรองจะทำงาน อย่างไร ที่สำคัญก็คือว่าแม้ว่าการส่งสัญญาณจากส่วนกลางชัดมาก ท่านเลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่าทุกโครงการในเงินกู้ จะต้องเป็นเรื่องของการสร้างงานและสร้างรายได้ ตัวโครงการเท่าที่ผมไปดูรายละเอียด ในไทยมี (ThaiME) นี่ พยายามเขียนโยงให้เป็นไปตามแบบฟอร์มที่ทางคณะกรรมการ กลั่นกรองหรือทางรัฐบาลกำหนด แต่เหมือนกับเป็นการเติมข้อความจริง ๆ แต่ตัวสาระของ กิจกรรมไม่ใช่ คณะกรรมาธิการชุดนี้เมื่อมีการจัดตั้งขึ้นโดยสภาคงต้องทำงานหนักมากขึ้นครับ แต่ผมมีข้อเสนออยู่ ๒ ข้อ

ข้อ ๑ อยากเสนอไปยังรัฐบาล เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะทำให้การทำงาน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นจะมีความง่ายดายขึ้นในการช่วยกันติดตามโครงการ การใช้งบเงินกู้ตัวนี้ ท่านยังมีเวลาทำทัน นั่นก็คือว่าในตัวคณะกรรมการกลั่นกรองนี้ เมื่อรับ โครงการต่าง ๆ ที่มาจากหน่วยงานและจังหวัด ๓๐,๐๐๐ กว่าโครงการ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปเยอะ จริง ๆ แล้วในตัวไทยมี (ThaiME) ยังไม่ได้บอกว่าโครงการ ที่เสนอจากส่วนกลางโดยตรง เช่น จากกระทรวง หรือเป็นโครงการที่เป็นนโยบายโดยตรงของ รัฐบาลมีหรือไม่ ตรงนี้สำคัญมาก ความจริงตัวเงินกู้นี้เป็นตัวโครงการที่เป็นงบประมาณพิเศษ คือกู้เงินมาแล้วต้องการหวังผลในระยะเร็วเพื่อไปแก้ไขปัญหาความเสียหายที่เกิดจาก ผลกระทบการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) เพราะฉะนั้นโครงการลักษณะนี้ควรจะเป็น ลักษณะที่กำหนดไปจากข้างบนหรือภาษาในการทำโครงการเรียกว่าท็อปดาวน์ (Top down) มากกว่าจะเป็นโครงการที่มาจากบอตทอม อัป (Bottom up) คือจากข้างล่าง ขึ้นมาข้างบน เพราะรัฐบาลมีความประสงค์ชัดเจนที่เขียนแผนงานของพระราชกำหนด ครม. ฟังเรื่องนี้แล้วอาจจะปรับเปลี่ยนได้ ตัวกรรมการกลั่นกรองอาจจะต้องเพิ่มเติมว่า โครงการที่นำไปสู่การสร้างงานสร้างรายได้นั้นบางส่วนต้องกำหนดโดยตรงไปจากส่วนกลางมากกว่า ที่จะให้จากข้างล่างขึ้นมา แล้วก็เป็นการหยิบโครงการเก่ามาปัดฝุ่นหรือมีการตกลงกันแล้ว ในแต่ละจังหวัดว่าใครจะทำโครงการไหน อย่างไร ซึ่งจะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของแผนงาน ในตัวพระราชกำหนดที่มีการกำหนดไว้ นี่คือเบื้องต้นที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ตัวคณะกรรมาธิการชุดนี้จึงจำเป็นและสำคัญ

ข้อเสนอสุดท้าย ซึ่งอันนี้เป็นการเสนอไปถึงตัวคณะกรรมาธิการ ถ้าสภาลงมติ จัดตั้งแล้วต้องทำงานโดยตรงแล้วเสนอไปยังรัฐบาลด้วยก็คือว่า ถ้าจะให้บังเกิดผลชัดเจน ในการติดตามตรวจสอบเรื่องของโครงการที่เกิดจากเงินกู้ทั้ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเยียวยา ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือไปเรื่องสาธารณสุข รวมถึงอีก ๒ พระราชกำหนดหลังก็ดี ตัวคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ถูกจัดตั้งนี้ต้องทำงานแบบคู่ขนานกับคณะกรรมการกลั่นกรอง และกับคณะรัฐมนตรีด้วย คู่ขนานหมายความว่าเมื่อคณะกรรมการกลั่นกรองกลั่นกรองโครงการแล้ว ครม. อนุมัติ ข้อมูลทั้งหลายจะถูกส่งตรงมายังคณะกรรมาธิการ แต่ต้องเปิดช่องว่าถ้าคณะกรรมาธิการ มีการพิจารณาโครงการใดแล้วมีข้อสังเกตในเชิงที่อาจจะขอให้ชะลอโครงการหรือทบทวน โครงการใหม่ คณะรัฐมนตรีกับคณะกรรมการกลั่นกรองก็ควรที่จะพร้อมเปิดช่องทาง ในการทำงานคู่ขนานกัน ถ้าทำงานกันไปในลักษณะอย่างนี้ผมคิดว่าเงินกู้ที่เกิดขึ้นมา ๑ ล้านล้านบาท หรือ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ก็น่าจะตรงกับวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลตั้งไว้ แล้วตรงกับวัตถุประสงค์ของสภานี้ที่ได้อนุมัติพระราชกำหนดไป เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ และผมเชื่อว่าจากนี้ไปหลายฝ่ายจะติดตามเรื่องงบประมาณที่เกิดจากเงินกู้ โครงการต่าง ๆ ทั้งหลายโดยใกล้ชิดและโดยละเอียดมากขึ้น เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการชุดนี้ และเสนอแนวทางการทำงานเอาไว้ เพื่อที่จะให้บังเกิดผลประโยชน์ สูงสุดต่อการพิทักษ์ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณท่านประธานครับ

ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (นายภราดร ปริศนานันทกุล กับคณะ เป็นผู้เสนอ)