นิยม ชี้ธรรมะไม่ชโลมใจนายกฯ หวั่นวิกฤตศรัทธาพระพุทธศาสนา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๙ กันยายน ๒๕๖๓

นิยม เวชกามา ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบทบาทของนายกรัฐมนตรีในมิติพระพุทธศาสนา หลังมีเหตุการณ์พระสงฆ์ถูกจับสึกและหนีไปต่างประเทศ พร้อมตั้งคำถามถึงการคุ้มครองพุทธศาสนาตามรัฐธรรมนูญและการเป็นพุทธศาสนิกชนของผู้นำ รวมถึงผลักดันร่างกฎหมายตั้งกองทุนอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอร่วมอภิปรายในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องวิกฤติทางเศรษฐกิจและวิกฤติทางการเมือง ท่านประธานครับ ผมเองก็ขออภิปรายถึงท่านนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน แต่ว่าคนละประเด็นครับ ของผมต้องกราบเรียนว่าเป็นการอภิปรายเพื่อสอบถามนายกรัฐมนตรีในแง่มุมของพระพุทธศาสนา ถ้าถามว่าแล้วมันเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจอย่างไร เกี่ยวครับ มาดูต่อไป เนื่องจากมันเป็น ประวัติศาสตร์รัฐสภาแห่งนี้ จากการที่สภาแห่งนี้ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาถึงวันนี้ มีนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๙ คือท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สภาแห่งนี้ก็ไม่เคยมี ปรากฏว่า ส.ส. พรรคฝ่ายค้านอภิปรายนายกรัฐมนตรีในเรื่องพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น วันนี้ผมก็ขออภิปรายถามนายกรัฐมนตรีว่าจากนี้ต่อไปพฤติการณ์ของท่านนายกรัฐมนตรี ว่ามันเกี่ยวอย่างไร ผมต้องสอบถามท่านนะครับ เพราะมันเป็นประเด็นที่พี่น้องพุทธศาสนิกชน พระสงฆ์ สามเณร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธ ชาวพุทธไม่ว่ายากดีมีจน เศรษฐี มหาเศรษฐีได้รับธรรมะเข้าไปก็ชุ่มฉ่ำใจทำให้เป็นคนดี แต่พุทธศาสนิกชนในประเทศไทย ๙๔.๕ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๖๐ ล้านกว่าคน ก็แบบนี้ เคารพนับถือ มีจิตเป็นเมตตา แต่แปลก จริง ๆ ชาวพุทธก็ยังสอบถาม ผมในฐานะเป็น ส.ส. ซีกนี้ก็ถามว่าแล้วธรรมะพวกนี้ทำไม ไม่ไปชโลมใจท่านนายกรัฐมนตรีให้เห็นดีเห็นงามกับพี่น้องชาวพุทธบ้าง วันนี้พระสงฆ์องค์เจ้า ต่างหวาดกลัวท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรียังอยู่ในนี้ เขาบอกเขาอยู่ ไม่ได้หรอก พระบ้านผมวันนี้ทั้งหมดทั้งประเทศไทยหายไป ๘๐,๐๐๐ กว่ารูป ตั้งแต่ พระ ๗ รูปถูกจับสึก วันนี้เหลืออยู่ ๒๒๐,๐๐๐ รูป จาก ๓๐๐,๐๐๐ รูป ท่านประธานครับ อันนี้ผมต้องเรียนถามว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าวพระผมถูกจับสึกไป ๗ รูป โดยมีพระระดับ ผู้ใหญ่ ๓ รูปคือเป็นชั้นพรหมทั้ง ๓ รูป คือพระพรหมสิทธิ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระพรหมดิลก วัดสามพระยาวรวิหาร ส่วนพระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศาราม ท่านหนีไป ประเทศเยอรมันทัน แล้วก็พระระดับพระราชาคณะ รวมแล้ว ๗ รูป อันนี้คือประเด็นว่า วันนี้พระพวกนี้ศาลเขามีคำตัดสินแล้ว เมื่อศาลตัดสินปรากฏอย่างชัดเจนว่าพระที่ถูกฟ้อง ไม่ได้ทุจริต ไม่ได้นำเงินไปใช้อย่างอื่น แต่นำเงินมาประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ประชาชน ประเทศชาติ อันนี้ผมจะบอกว่าจะมีรัฐธรรมนูญ บอกว่ามันเกี่ยวกับงบประมาณอย่างไร ศาลก็ยืนยันชัดเจนว่าพระพวกนี้ไม่ได้เอาเงินไปใช้ผิดทาง ผิดประเภท แล้วก็ไม่ต้องคืนเงิน ให้แก่รัฐ ซึ่งปรากฏตามคำพิพากษาแล้ว ชาวพุทธก็อยากถามนายกรัฐมนตรีว่ามีแนวคิด อย่างไรที่จะคืนผ้าเหลืองให้พระพวกนี้ไหม ในเมื่อเกมมันจบ ท่านประธานครับ ผมเอง ได้จัดสัมมนาให้พระจำนวน ๘๐๐ รูปที่จังหวัดสกลนคร วัดพระธาตุเชิงชุม โดยเงื่อนไข ที่จัดก็เพราะว่าพระพวกนี้ถูกจับสึก แล้วพระอีกหลายแสนรูปอย่าให้มีเหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเกี่ยวข้องกันตรงประเด็นนี้ท่านประธาน ว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๖ ผมขออนุญาตขึ้นจอแล้วเขียนไว้ว่า รัฐพึงอุปถัมภ์ มีงบประมาณนะครับ รัฐพึงอุปถัมภ์และ คุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ในการคุ้มครองอุปถัมภ์พุทธศาสนาอันเป็นศาสนา ที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา การเผยแพร่พระธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท คำว่าเถรวาทคือศาสนาในประเทศไทย นี่ละครับ เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และมีมาตรการมีกลไกในการป้องกัน ไม่ให้บ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่ารูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าว ผมต้องถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าวันนี้ ท่านได้ทำตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมถามท่านเลยครับ ท่านได้ทำตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะพี่น้องประชาชนชาวพุทธมีความแคลงใจในท่านนายกรัฐมนตรี ผมไปจังหวัดสกลนคร ที่จัดสัมมนาพระ ๘๐๐ รูป บังเอิญอีก ๒๐๐ รูปเป็นพระที่นิมนต์มาจากธรรมยุต จากป่าโดยเฉพาะ ท่านฝากคำถามมาร่วมกับพุทธศาสนิกชนว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นพุทธศาสนิกชนหรือไม่ ผมอยากฟังคำตอบท่านครับ อันนี้คือประเด็น ส่วนประเด็นสุดท้ายซึ่งผมต้องพูดถึงวันนี้ไม่พูดไม่ได้ คือผมนำเสนอกฎหมายพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองส่งเสริมพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งหลายท่าน ในสภาแห่งนี้ พรรคเพื่อไทย ผมคงไม่เอ่ยชื่อหมด ผู้เสนอตามกฎหมายคือ ๒๐ ท่าน ก็มีท่านไพจิตร ท่านสุทิน ท่านขจิตร ท่านสมคิด และอีกหลายท่านไม่ได้เอ่ยชื่อ ก็เซ็นร่วมกัน ท่านบอกเป็นกฎหมายการเงิน ใช่ เป็นกฎหมายการเงิน เพราะชาวพุทธ อยากจะให้มันมีกองทุนที่จะดูแลแก่พระสงฆ์ แก่พุทธศาสนิกชนชาวพุทธ แต่วันนี้ท่านไม่ให้ ท่านไม่เซ็นรับรอง อันนี้คือการเกี่ยวพันกับงบประมาณตรงนี้ มีหนังสือจาก สำนักนายกรัฐมนตรีมาบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มีบัญชาไม่รับรอง พระราชบัญญัติอุปถัมภ์และส่งเสริมพุทธศาสนาแห่งชาติของนายนิยม เวชกามา และคณะ พรรคเพื่อไทย ลามไปถึงพระราชบัญญัติเดียวกันของหมอประสงค์ อันนี้ผมต้องถาม นายกรัฐมนตรีว่านายกรัฐมนตรีมีเจตนาอะไร ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เนื่องจากเงินส่วนนี้ เงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท กองทุนผมขอตั้งไว้เป็นทุนประเดิม เป็นเงินภาษีของชาวพุทธ ๖๐ กว่าล้านคน ขอท่านล้านเดียวท่านไม่ให้ จะด้วยเหตุผลใดผมอยากฟังคำตอบท่าน เพราะเงินนี้เงินเขา ภาษีของชาวพุทธล้วน ๆ แล้วขอไม่ได้หรือ ความจริงเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่ขอไปนี่ คิดจากประชากรพุทธแล้วคนละ ๑๕.๓๘ บาทเท่านั้นท่านประธาน อันนี้คือ เงินงบประมาณ วันนี้ผมจึงถามว่าเศรษฐกิจมันไปไม่ได้ ชาวพุทธเขาก็ไม่มีเงิน พระสงฆ์ ที่รอเงิน ๖๐ บาทก็ไม่ได้ อันนี้คือความยาก ความแค้นเข็ญของพี่น้องชาวพุทธศาสนิกชน ท่านให้ทางอื่นมากกว่านี้ ซื้อรถถัง ซื้อเรือดำน้ำ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทยังจะซื้อได้ เงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาทสำหรับพี่น้องชาวพุทธผม ท่านให้ไม่ได้เชียวหรือ เนื่องจากเวลาจำกัดอีก ผมต้องถามท่านว่าจากความยากจนของพี่น้องชาวพุทธส่วนใหญ่ของประเทศ ท่านคิด จะช่วยเหลือเขาอย่างไร ผมต้องถามท่านนะ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องตอบผมหน่อย พี่น้องชาวพุทธศาสนิกชนเขารอฟังอยู่ เพราะด้วยความคับแค้นใจ ความเคลือบแคลงสงสัย ในใจ ตลอดถึงวัดพระพยอมถูกยึดที่ดินไป ท่านก็ไม่ได้ดูแลท่าน ทั้ง ๆ ที่ซื้อมาโดยชอบ ด้วยกฎหมาย แม้ในกระบวนการศาลจะถูกต้องก็ตาม ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งดูแลพุทธศาสนา ในส่วนของตามรัฐธรรมนูญนี้ผมฝากท่านว่าดูแลหน่อย ขอบคุณมาก