วรรณวิภา ไม้สน ตั้งข้อสังเกตถึงการนิยามอัตราการว่างงานที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง พร้อมตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลรัฐและเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส มุ่งเน้นการแก้ปัญหาแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการรักษางานร่วมกับภาคเอกชนและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแทนการเยียวยาเฉพาะหน้า
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในสัดส่วน ของเครือข่ายแรงงาน และแน่นอนค่ะว่าประเด็นที่ดิฉันจะอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถาม ข้อเท็จจริง ก็คงจะดีไม่พ้นการบริหารที่มีผลกระทบโดยตรงต่อคนที่เป็นกำลังหลัก เป็นกำลัง ที่สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศนี้ นั่นก็คือทุกคนผู้มีงานทำทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่อยู่ ในระบบ แรงงานนอกระบบ หรือแม้แต่พนักงานออฟฟิศ รวมถึงบรรดาข้าราชการที่หลายคน ไม่คิดว่าตัวเองเป็นแรงงาน เพราะเชื่อว่าอาชีพตัวเองนั้นสูงส่งกว่าแรงงานหลายประเภท ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ๆ เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่จัดอยู่ในกลุ่มกำลังแรงงานทั้งหมด ของประเทศ ซึ่ง ณ ขณะนี้กำลังแรงงานของในประเทศไทยมีอยู่เกือบ ๓๘ ล้านคน และในบรรดา สาขาอาชีพต่าง ๆ อย่างที่เราทราบกันดีตามสื่อสาธารณะต่าง ๆ พูดถึงตัวเลขคนตกงาน ที่คาดการณ์ว่าจะมีมากกว่า ๘ ล้านคน โดยที่ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ อ้างอิงการคาดการณ์นี้จากตัวเลขการเลิกจ้างอุตสาหกรรมก่อนเกิดโควิด (COVID) และกลุ่มสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่เสี่ยงต่อการตกงาน แต่ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่เข้าทำงานวันแรกก็บอกเลยค่ะ ว่าตัวเลขเหล่านั้นไม่จริง เพราะคำนวณจากสำนักงานประกันสังคมที่จ่ายประกันว่างงาน มีเพียง ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน เห็นได้ชัดเลยว่าไม่ว่าจะเปลี่ยนเจ้ากระทรวงไปกี่คน สลับเก้าอี้รัฐมนตรีกันกี่หน แต่คนที่ได้รับผลกระทบก็คือแรงงานทั้งหมด เพราะสิ่งที่ ประชาชนอยากได้ยินจากปากท่านรัฐมนตรีก็คือท่านจะทำอย่างไรเพื่อให้ตัวเลขนั้น ไม่เป็นไปตามที่สื่อต่าง ๆ นำเสนอ ท่านมีวิธีแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้ตัวเลขนั้นเป็นไป ตามความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นนั้น แต่กลับมาบอกว่าตัวเลขนั้นจริง ตัวเลขนี้ไม่จริง อย่างนี้ จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างไรคะ แล้วตัวเลขการจ่ายเงินประกันว่างงานนี้ จะใช้เป็นหลักในการอ้างอิงคนว่างงานทั้งประเทศได้จริงหรือ แต่ก็ไม่แปลกใจค่ะ เพราะในขณะเดียวกันแม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรีเอง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มักจะนำไปพูดเสมอ ๆ ว่ารัฐบาลบริหารประเทศดี เศรษฐกิจดี โดยอ้างตัวเลขของ การว่างงานไทยต่ำเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก แต่ไม่น่าแปลกใจเลยค่ะท่านประธาน เพราะบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ก็ได้อธิบายว่าการที่ประเทศไทยมีอันดับความทุกข์ยาก น้อยที่สุดในโลกเป็นเพราะการนิยามตัวเลขอัตราการว่างงานของประเทศไทยนั้น แปลกประหลาด แตกต่างจากประเทศอื่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นต้นมา ค่าเฉลี่ยอัตรา การว่างงานของประเทศไทยไม่เคยสูงกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์เลย โดยข้อมูลล่าสุดจากธนาคารโลก ระบุว่าค่าเฉลี่ยอัตราว่างงานทั่วโลกอยู่ที่ ๕.๓ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ของคนไทยอยู่ที่เพียงแค่ ๐.๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนประเทศที่เศรษฐกิจดีและพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ มีอัตรา การว่างงานที่สูงกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศเยอรมนี ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน ประเทศออสเตรเลีย หรือประเทศฟินแลนด์ ประเทศไทยมีอัตราการว่างงาน ที่น้อยที่สุด ทั้ง ๆ ที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเหลือไม่ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ เดือนเมษายนที่ผ่านมา มันดูย้อนแย้งกันไปหน่อยไหมคะ การนิยามการว่างงานของไอแอลโอ (ILO) หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศ คือผู้ว่างงานคือผู้ที่ไม่มีงานทำ หรือหากมีงานทำ ก็ทำไม่ถึง ๑ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ย้ำนะคะ ว่างงานคือคนที่ทำงานน้อยกว่า ๑ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือต่อให้ทำน้อยกว่า ๑ ชั่วโมง แต่ถ้าได้ค่าจ้างแบบใดแบบหนึ่งก็ถือว่าคุณเป็น คนที่มีงานทำแล้ว ยกตัวอย่างเช่นคุณหาของขายระหว่างรองานใหม่ ได้เงิน ๒๐ บาทต่อวัน ก็ถือว่ามีงานทำ คุณมีงานที่ต้องทำแม้แต่ไม่ได้เงิน แต่ได้ค่าตอบแทนเป็นอาหาร ๓ มื้อ ก็ถือว่ามีงานทำแล้วเช่นกัน ประเทศไทยเราใช้ตรรกะแบบนี้มาเป็นเกณฑ์วัดคุณภาพชีวิต ของประชาชนทั้งประเทศเรื่องของการมีงานทำ ก็ไม่น่าแปลกใจเลยค่ะว่าทำไมประเทศไทย ถึงเป็นประเทศที่ทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก
อีกประเด็นก็คืออัตราการว่างงานที่ต่ำเกินไป อาจเป็นผลจากการที่แรงงาน ไม่กล้าหางานใหม่ ไม่พร้อมหางาน ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ต้องการทำงานหรือขี้เกียจ ทุกคนที่ทำงานต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกัน คือรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ แต่ก็ไม่กล้า ที่จะเสี่ยงหางานใหม่เพราะกลัวว่าท้ายที่สุดแล้วจะกลายเป็นคนที่ไม่มีงานทำเลยในขณะที่ งานเก่าเองก็ให้ค่าตอบแทนไม่เพียงพอต่อการอยู่รอด หลายภาคส่วนไม่มีทางเลือก ต้องทนทำงานที่ไม่มั่นคงต่อไปตามยถากรรม ดิฉันอยากจะสื่อว่าแบบสำรวจที่ดี เราต้องสำรวจคนทุกกลุ่มและยอมรับตัวเลขจริง เพราะมันจะช่วยสะท้อนปัญหาความเป็นอยู่ ของคนในประเทศ ทำให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจหาแนวทางรับผิดชอบอย่างตรงโจทย์ ตรงจุดจริง ๆ โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้ ยิ่งต้องเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงให้ประชาชนรู้ด้วย รัฐบาลที่ดีควรส่งเสริมให้คนกล้าใช้ชีวิต กล้ามีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่ใช่อยู่อย่างแร้นแค้น กลัวอดตายตลอดเวลา แต่ท่านประธานคะ ก็ใช่ว่ารัฐบาลไม่คิดจะทำอะไรเลย ล่าสุดมีถึง ๒ โครงการที่ออกมาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ ดิฉันขอฝากคำถามให้ท่าน ได้ไปคิดต่อนะคะว่า ๒ โครงการนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์จริงหรือไม่ เพราะการ เยียวยาแรงงานในระบบที่ดีที่สุด คือการรักษางาน เชื่อว่าแรงงานหลายคนกังวลมากที่สุด ตอนนี้ก็คือความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน ขณะที่หางานให้คนตกงาน อีกทางหนึ่งที่ท่าน ต้องทำก็คือทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ท่านต้องมาจัดเอกซ์โป (Expo) แบบนี้อีกเป็นครั้งที่ ๒ ท่านประธานทราบไหมคะว่าตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันมีหลายสถานประกอบการที่มีการกดดัน ให้ลูกจ้างลาออกเองหรือเปิดสมัครใจลาออกเยอะมาก และคนที่จะตกงานเป็นอันดับแรก ๆ ก็คือลูกจ้างชั่วคราวหรือซับคอนแทรกต์ (Subcontract) นั่นเอง สิ่งที่ดิฉันและพรรคก้าวไกลเน้นย้ำ พูดหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะในสภาหรือนอกสภา นั่นคือการทำเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกับเอกชนเหล่านี้ เพื่อรักษางานที่มั่นคง เพราะคนหลายคน ที่มีงานทำอยู่ในขณะนี้ไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายใจเลย เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะตกงานเมื่อไร งบประมาณในการจัดจ็อบเอกซ์โป ๒๐๒๐ (Job EXPO 2020) จากการที่ประชาชนจบใหม่ ได้งานทำแต่เป็นสัญญาจ้าง ๑๒ เดือน ไม่มีความมั่นคงในอาชีพที่ได้รับเลย มันคุ้มค่าจริงหรือไม่ แบบนี้ประชาชนจะเชื่อได้อย่างไรว่าท่านจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาจริง ๆ การจัดงานที่หางาน ให้ทำชั่วครั้งชั่วคราว สัญญาจ้างแบบนี้ท่านมองว่าเป็นผลดีแล้วควรสนับสนุนใช่หรือไม่ และท่านเคยคิดไหมว่าถ้าหมดสัญญาแล้วชีวิตเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป ไหนจะภาระหนี้สิน ส่งลูกเรียน เลี้ยงดูพ่อแม่ ทุกท่านเคยเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ไหมว่าความรู้สึกที่ว่ายิ่งทำงาน ทำไมยิ่งจนลง ถ้าท่านเคยรู้สึกแบบนี้ท่านจะรู้เลยว่าการมีงานมั่นคงระยะยาวมีคุณค่าต่อการ ใช้ชีวิตของประชาชนมากแค่ไหน เพราะฉะนั้นงบประมาณที่จัดไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเป็นการแก้ไขปัญหา แก้สถานการณ์แบบขอไปทีไม่ตรงโจทย์และความต้องการ ของประชาชนที่เผชิญอยู่ ไม่แก้ปัญหาระยะยาวเชิงโครงสร้าง ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ คงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม และสุดท้ายก็ได้แก้ไขปัญหาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ไม่จบไม่สิ้น การอุดและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุย่อมดีกว่าที่จะตามมาแก้ทีหลังและชดเชยเยียวยากันทีหลัง ส่วนมาตรการลดหย่อนเงินสมทบประกันสังคมก็เช่นกัน สิ่งที่อยากจะถามคือลูกจ้าง ได้ประโยชน์จริงหรือ แล้วเป็นการผลักภาระให้ประกันสังคมหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ มีเหตุการณ์จากผลของการประกาศกฎกระทรวงที่ทำให้สถานประกอบการไม่ยอมจ่ายค่าจ้าง กรณีให้หยุดงานตามมาตรา ๗๕ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่ก็ต้องผลักภาระไปให้ประกันสังคมจ่ายแทน การลดเงินประกันสังคมจะเป็นผลร้าย ครั้งที่ ๒ แก่กองทุนประกันสังคมหรือไม่หากมีการตกงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วอย่างนี้ ความมั่นคงในชีวิตของประชาชนจะเหลืออะไร มาอีกมิติหนึ่งในด้านการเมืองและการรวมตัว ของแรงงาน นับตั้งแต่วันที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารจนถึงวันที่มีการ เลือกตั้ง การรวมตัวกันของแรงงานนับว่าแทบไม่มีเลย แค่รวมกลุ่มพูดคุยเรื่องสิทธิ ของแรงงานในสถานประกอบการยังต้องมีทหารมาเฝ้า มีการปิดตัวของโรงงานเลิกจ้างหลายที่ แต่ก็รวมกลุ่มรวมตัวเรียกร้องต่อนายจ้างไม่ได้ เมื่อครั้งเลือกตั้งแล้วมีวิกฤติเศรษฐกิจไม่พอ หนำซ้ำยังมีโควิด-๑๙ (COVID-19) เข้ามาอีก รัฐบาลก็ยังใช้ พ.ร.บ. ต่าง ๆ ออกมาควบคุม ห้ามมีการรวมตัวอีก สิ่งที่ประเทศอังกฤษทำเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่เศรษฐกิจ ก็คือให้บทบาทแก่สหภาพแรงงานได้ใช้พลังร่วมกันในการจัดระเบียบเจรจาต่อรองโดยมี ส่วนร่วมกับรัฐบาลและนายจ้าง เพื่อประโยชน์ของคนทำงานตัวอย่างนี้ส่งผลให้มีมาตรการ เร่งด่วนเพื่อช่วยให้แรงงานพ้นวิกฤติ และแน่นอนว่าวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) มีผลระยะยาว ทั่วทั้งโลกและทั้งทางเศรษฐกิจในการสร้างหายนะให้กับคนงานทั้งประเทศ สิ่งที่ทำได้ และควรจะทำคือรัฐบาลควรสนับสนุนการรวมตัวที่เป็นสิ่งที่จำเป็นในสถานการณ์อย่างนี้ ข้อเสนอนี้จึงอยากเรียนแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ที่มีความจริงใจจะช่วย แรงงานจริง ๆ คือต้องรีบรับอนุสัญญาไอแอลโอ (ILO) ระหว่างประเทศ ข้อ ๘๗ ว่าด้วยเรื่อง สิทธิการรวมตัว และข้อ ๙๘ ว่าด้วยเรื่องเจรจาต่อรอง แรงงานเรารอรับข้อเสนอนี้มาเป็น ร้อยปีแล้ว ยิ่งวิกฤติเช่นนี้ยิ่งต้องรีบรับเพราะเรื่องนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณเลยแม้แต่บาทเดียว แถมสอดคล้องกับสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ถ้ายังอ้างโน่นอ้างนี่แล้วยังไม่รับอนุสัญญา ฉบับนี้เท่ากับว่ารัฐบาลไม่ยอมรับการรวมตัวใช่หรือไม่ ท่านประธานคะ ก่อนหน้านี้ดิฉันเป็น คนหนึ่งที่เคยคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัวและไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ตอนนี้ดิฉันเข้าใจแล้วว่า การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน การเมืองเป็นสิ่งที่กำหนดทุก ๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับการ ใช้ชีวิตประจำวันของเรา เพราะถ้าการเมืองดีเราคงไม่ต้องมาพูดว่าการทำงานอาชีพเดียว คงไม่พอกิน ถ้าการเมืองดีลูกของดิฉันคงได้รับเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้าและได้เรียนฟรี ที่ฟรีจริง ถ้าการเมืองดีก่อนหน้านี้ดิฉันคงไม่ต้องทำงานแบบเดิมมาเกือบ ๒๐ ปี แต่ยังคง ได้รับค่าจ้างเป็นรายวันที่รวมกันแล้วยังไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน ถ้าการเมืองดีดิฉัน เป็นเพียงคนเดียวไม่ต้องทำงานหนักเพื่อส่งเสียทั้งลูก เลี้ยงดูทั้งพ่อและแม่ เนื่องจากทุกคน ได้รับสวัสดิการที่ดีและไม่เหลื่อมล้ำจากรัฐ ถ้าการเมืองดีดิฉันคงไม่ต้องมายืนอยู่ตรงนี้ตอนนี้ จุดนี้แล้วมาเป็นฐานะนักการเมืองแบบนี้ ถ้าการเมืองดีเราคงมีผู้นำประเทศที่มาจากการ เลือกตั้งและทำตามนโยบายที่สัญญาไว้ มีรัฐบาลที่ทำงานยึดโยงและเห็นหัวประชาชน ถ้าการเมืองดีทุกคนจะอยู่ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญเดียวกัน และถ้าการเมืองดี ประเทศนี้คงไม่เกิดรัฐประหารอีกต่อไป ขอบคุณค่ะ