วรรณวรี ตะล่อมสิน วิจารณ์ความล้มเหลวของมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีหลังครบ ๑๐๐ วัน โดยชี้ว่าวงเงิน Soft Loan ที่ปล่อยกู้ได้เพียง ๒๒ เปอร์เซ็นต์จากเป้าหมาย และเสนอให้เพิ่มการค้ำประกันจาก บสย. จาก ๓๐ เป็นอย่างน้อย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลอย่างเยอรมันและญี่ปุ่น วรรณวรี ตะล่อมสิน หารือเรื่องวงเงินซอฟต์โลนที่เหลืออยู่และเสนอให้ปรับเงื่อนไขการค้ำประกันของ บสย. เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่อง โดยชี้ว่าธุรกิจหลายกลุ่มได้รับผลกระทบต่อเนื่องแม้ไม่ใช่ธุรกิจหลัก และเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนวิธีคิดจากการออกนโยบายแบบไม่เข้าใจสถานการณ์จริง เป็นการรับฟังปัญหาตัวจริงของผู้ประกอบการเพื่อแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ
เรียนประธานสภา ที่เคารพนะคะ ดิฉัน นางสาววรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตยานนาวา บางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล สิ่งที่นายกรัฐมนตรีตอบตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ ก็ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับเอสเอ็มอี (SMEs) เลยนะคะ ดิฉันอยากจะไปย้อนไปว่าดิฉันเคยอภิปราย เรื่อง พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) เอาไว้เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ว่า พ.ร.ก. นี้ เขียนโดยคนบนหอคอย ซึ่งท่านก็ไม่ได้มีความเข้าใจความต้องการของเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็มีการเขียนเงื่อนไขต่าง ๆ ล็อกเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ทำให้กิจการที่เขาเดือดร้อนจริง ๆ ไม่สามารถเขาถึงวงเงินนี้ได้ในประเด็นหลัก ๒ ประเด็น ก็คือ
ประเด็นที่ ๑ ไม่มีการระบุเงื่อนไขว่าผู้กู้จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน จากโควิด (COVID) ทำให้กิจการที่สุดท้ายได้รับวงเงินก้อนนี้เป็นกิจการขนาดกลางชั้นดี ที่ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงนักเหมือนอย่างกลุ่มโรงแรมหรือท่องเที่ยว
ประเด็นที่ ๒ คือ พ.ร.ก. นี้มีการกำหนดเอาไว้ว่าผู้กู้จะต้องเป็นผู้มีวงเงิน กับแบงก์เท่านั้น ซึ่งเอสเอ็มอี (SMEs) ในประเทศไทยมีวงเงินกับแบงก์แค่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ในวันนั้นพรรคก้าวไกลได้เสนอให้ท่านปรับนโยบายเพื่อให้เข้าถึง แล้วก็สอดคล้องกับ ความเดือดร้อนของเอสเอ็มอี (SMEs) ใน ๓ ข้อหลัก ๆ
ข้อแรก เสนอให้กำหนดเงื่อนไขของเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ควรได้รับวงเงินให้ชัด ว่าต้องเป็นกลุ่มที่เดือดร้อนก่อน
ข้อที่ ๒ ให้แบ่งวงเงินนี้ออกมาเป็น ๒ ก้อน โดยให้ทั้งกลุ่มรายกลางและ กลุ่มรายย่อย
ข้อที่ ๓ คือจะต้องให้วงเงินนี้กับเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ไม่มีวงเงินกับธนาคารด้วย
ข้อเสนอที่ดิฉันและพรรคก้าวไกลได้เสนอไปตั้งแต่วันที่ ๓๐ พฤษภาคมนั้น จนถึงวันนี้ครบ ๑๐๐ วันพอดี ก็ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรใด ๆ ให้สอดคล้อง ซึ่งเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีความเดือดร้อนในกลุ่มแรก ๆ เขาตายไปเรียบร้อยแล้วนะคะ ปิดกิจการ ชำระบัญชีไปนานแล้ว ถ้าเป็นคนก็ทำบุญครบ ๑๐๐ วันพอดี ทีนี้เราลองมาดูนะคะว่า พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) มีการปล่อยกู้ไปแล้วมากน้อยแค่ไหน พ.ร.ก. นี้กำหนดระยะเวลา ๖ เดือน ให้แบงก์พาณิชย์มายื่นขอกู้กับแบงก์ชาติ และตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่เดือนกว่า ๆ เท่านั้นก็จะครบกำหนดแล้วนะคะ จนถึงตอนนี้สามารถปล่อยไปได้ ๑๑๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เท่านั้นจาก ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นแค่ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินทั้งหมด ซึ่งดิฉัน ถือว่าล้มเหลว ผิดพลาด แล้วก็พลาดเป้าไปมากนะคะ และมาตรการต่อเนื่องของวงเงิน ซอฟต์โลน (Soft Loan) ที่ดิฉันเห็นว่ามีมากขึ้นก็คือมาตรการที่ บสย. ค้ำประกันการกู้ ในปีที่ ๓ ระยะเวลา ๘ ปี ค้ำประกันให้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ วงเงิน ๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งดิฉัน ก็เห็นว่าดี แต่มันยังดีไม่พอนะคะท่านประธาน ด้วยเหตุผล ๒ ข้อคือ
ข้อแรก ในสถานการณ์ปกติ บสย. ก็ค้ำให้กับธุรกิจตามปกติที่เรต (Rate) ๓๐ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ถ้าคิดจะช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เดือดร้อนจริง ๆ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่พอ ท่านต้องช่วยอย่างน้อย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ถ้าเทียบกับประเทศที่เขายินดีจะช่วย เอสเอ็มอี (SMEs) จริง ๆ อย่างประเทศเยอรมัน หรือประเทศญี่ปุ่น เขาช่วยให้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ
ข้อ ๒ ก็คือ วงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) นี้ ยังเหลือวงเงินอีกประมาณ ๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับวงเงินที่ บสย. ช่วยค้ำที่ตัวเลข ๕๗,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น แค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เขาได้รับผลกระทบจริง ๆ มีเยอะมากที่เขา ไม่มีความมั่นใจว่าเขาจะสามารถหาเงินมาคืนได้ภายในระยะเวลา ๒ ปี และเขาต้องการให้ บสย. ช่วยค้ำ และในมุมมองของแบงก์พาณิชย์ หาก บสย. ช่วยเหมือนไม่ได้เต็มใจช่วยแบบนี้ แบงก์พาณิชย์ก็ไม่กล้าปล่อยเช่นกัน ซึ่งในภาพใหญ่แล้วดิฉันยังไม่เห็นเลยว่ามีการ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขใด ๆ หรือกฎเกณฑ์ของ พ.ร.ก. นี้ให้เข้ากับสถานการณ์เลย ไม่มีการมอง อย่างคนที่เข้าใจสถานการณ์ อย่างคนที่เข้าใจเอสเอ็มอี (SMEs) และถ้ายิ่งชักช้าไปกว่านี้ เอสเอ็มอี (SMEs) ก็มีแต่ทยอยปิดตายกันไปเรื่อย ๆ คนตกงานสะสมก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน และวันนี้สิ่งที่ดิฉันอยากจะเสนอเพิ่มเติมเพื่อให้ท่านปรับเกณฑ์ พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) นี้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ถึงแม้จะรู้สึกว่าดิฉันกำลังพูดกับกำแพง แต่ก็ต้องพูด เผื่อว่าท่านจะรู้สึกเห็นใจเอสเอ็มอี (SMEs) ตัวจริงที่เขาเดือดร้อนจริง ๆ ขึ้นมาบ้างนะคะ ท่านประธานทราบไหมคะ ธุรกิจที่ตายไปเยอะและตายไปก่อนเพื่อนเลยก็คือกลุ่มท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สปา บริษัททัวร์ (Tour) พวกนี้ตายก่อน เพราะว่าได้รับผลกระทบ เต็ม ๆ ส่วนกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มต่อ ๆ มา แล้วก็จะกระทบมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย ก็มีแทบทุกกลุ่มธุรกิจ ดิฉันขอยกตัวอย่าง ๑ ในเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ดิฉันไปคุยด้วย เมื่อไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา เป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปิดกิจการมาแล้ว ๒๐ ปี มีพนักงาน ไม่ถึง ๑๐ คน และจนถึงวันนี้เขายังดำเนินกิจการอยู่นะคะ เขาก็ขายทั้งหน้าร้าน แล้วก็ ขายออนไลน์ (Online) ซึ่งต้องบอกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่เขาไม่ได้รับผลกระทบ โดยตรงจากสถานการณ์โควิด (COVID) และถึงแม้รัฐจะมีมาตรการผ่อนคลายต่าง ๆ เปิดห้าง เปิดสถานที่ เปิดตลาดให้ประชาชนกลับไปทำมาหากินตามปกติ แต่ยอดขายของ ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าร้านนี้ ๓ เดือนที่ผ่านมาก็ลดลงเรื่อย ๆ เพราะกำลังซื้อมันลดลงส่งผลให้ สภาพคล่องของเขาก็ลดลง ซึ่งเจ้าของก็เล่าให้ฟังว่าเขามีเงินกู้กับแบงก์มาหลายปีแล้ว จ่ายเงินตรงทุกงวดด้วย ก็ไปขอวงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) เพราะต้องการความช่วยเหลือ ด้านสภาพคล่อง แต่กลับโดนแบงก์ปฏิเสธเพราะว่าให้เหตุผลว่าวงเงินเต็ม กรณีแบบนี้ เกิดขึ้นกับธุรกิจแทบจะทุกกลุ่ม ไล่มาตั้งแต่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์แล้วก็ธุรกิจต่อเนื่อง เช่น วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า กลุ่มธุรกิจส่งออก สินค้าพวกฟุ่มเฟือย พวกเสื้อผ้า เครื่องประดับ กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที (IT) รวมไปถึงเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งหลายแหล่ที่อยู่ในซัพพลายเชน (Supply Chain) ของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ ตั้งแต่ ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ไปจนถึงร้านค้าเล็ก ๆ ตามตลาด ตามชุมชนที่ขายของเหล่านี้ทั้งหมดได้รับ ผลกระทบจากกำลังซื้อที่หายไป แล้วก็จะหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต หลายรายที่ได้ไปคุย ก็บอกว่าสามารถต่อชีวิตเขาได้อีก ๓-๖ เดือนเท่านั้นนะคะ และปัญหาหลักที่เขาจะเจอก็คือ ขาดสภาพคล่อง ข้อเสนอของดิฉันก็คือตอนนี้ท่านยังมีวงเงินเหลืออีก ๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันเสนอให้ท่านกันวงเงินออกมา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งให้กู้กับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งที่ผ่านมาเขาไปกู้แต่เขากู้ไม่ผ่าน และถ้าจนถึงวันนี้กลุ่มเหล่านี้ยังดำเนินกิจการได้อยู่ และเขามีวงเงินกับแบงก์ ท่านต้องช่วยอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องพิสูจน์ความเดือดร้อน โดยที่ เสนอให้วงเงินกู้ ๕-๑๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ปี ๒๕๖๒ อย่างเช่นร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าร้านนี้ ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เพราะว่าเขาไม่ใช่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด (COVID) ในอนาคตถ้าสถานการณ์โควิด (COVID) ดีขึ้น มีวัคซีนเขาก็สามารถกลับมาค้าขาย ได้อีกตามปกติ ซึ่งเขาแค่ขาดสภาพคล่อง ซึ่งท่านต้องเข้าไปส่งเสริมสภาพคล่องให้เขา ผ่านช่วงนี้ไปได้ ดิฉันหวังว่าทีมเศรษฐกิจของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จะรับฟังและเปลี่ยนวิธีคิด จากการคิดบนหอคอยแล้วส่งนโยบายลงมา เปลี่ยนเป็นการรับฟังเสียงของเอสเอ็มอี (SMEs) ตัวจริงว่าเขาเดือดร้อนอย่างไร สุดท้าย พลเอก ประยุทธ์ ดิฉันไม่ได้รังเกียจทหาร แต่การที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ที่มีพื้นเพมาจากการเป็นทหารมาทั้งชีวิต แล้วมาอยู่ ในตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจในวันนี้ แล้วออกนโยบายที่ช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) แบบที่ว่า สักแต่ว่าออกว่าช่วย สะท้อนว่าท่านไม่เคยเข้าใจเศรษฐกิจ ท่านไม่เคยเข้าใจชีวิตของเถ้าแก่ ของเจ้าของกิจการหรือว่าแค่เข้าใจชีวิตของคนคนหนึ่งที่เขาต้องเอามือก่ายหน้าผากคิดทั้งคืน ว่าพรุ่งนี้เขาจะหาเงินจากไหนมาจ่ายเงินเดือนลูกน้อง มาจ่ายเงินเดือนพนักงาน มาพยุงธุรกิจ ของเขาให้อยู่รอด ดิฉันเคยเป็นแบบนั้น ดังนั้นดิฉันเข้าใจว่าการรอนโยบายของท่าน อีกแค่เพียง ๑ คืน การรอให้ท่านเลิกเล่นการเมืองชิงอำนาจกันในรัฐบาล การรอให้ท่านหันมามอง และมีความจริงใจในการช่วยเหลือธุรกิจตัวเล็ก ๆ สุดท้ายมันคือความสิ้นหวัง สิ้นหวังต่อ รัฐบาลนี้ และสิ้นหวังต่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดิฉันขอเสนอให้ พลเอก ประยุทธ์ ออกไปได้แล้ว ลาออก แล้วก็คืนอำนาจให้ประชาชน ขอบคุณค่ะ