ธีรัจชัย ชี้รัฐบาล 3 ป. คือต้นตอปัญหา ไม่ใช่สภา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๓ กันยายน ๒๕๖๓

ธีรัจชัย พันธุมาศ วิพากษ์การตั้งคณะกรรมาธิการรับฟังเสียงเยาวชนว่าเป็นเพียงพิธีการถ่วงเวลาของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ขาดความชอบธรรม และเรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลฟังข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษาอย่างจริงจัง ไม่ใช่การปราบปรามหรือมองเป็นศัตรู

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตท่านประธานในการอภิปรายเกี่ยวกับรายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณามติให้รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวกระผมเองนั้น ได้อ่านรายงานของท่านคณะกรรมาธิการก็มีความรู้สึกเห็นถึงความตั้งใจในข้อจํากัดในช่วงที่มี ข้อจํากัดมาก ข้อจํากัดที่มีความสําคัญก็คือข้อจํากัดในความเชื่อถือของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งมีอุปสรรคจากการที่ทางการประชุมในครั้งตั้งกรรมาธิการนั้นมีการคัดค้านว่าไม่ควรตั้ง ควรที่จะให้รัฐบาลนั้นเป็นผู้รับฟังเอง ทําให้กลุ่มเยาวชน นิสิต นักศึกษา ที่เป็นผู้ที่เคลื่อนไหว จริง ๆ แสดงออกจริง ๆ ในการที่จะให้รัฐบาลนั้นแก้ไขปัญหาซึ่งจะสร้างอนาคตอันมืดมน ให้เขา ตัวจริงไม่ได้มาให้ข้อเท็จจริง มีแต่เยาวชนบางกลุ่มซึ่งอาจจะไม่ใช่คนที่เคลื่อนไหวจริง เข้ามาให้ข้อเท็จจริง ในเนื้อหาของรายงานฉบับนี้ก็มีข้อเสนอแนะหลายอย่างก็หาได้ตามสื่อ ผมเข้าใจว่าเมื่อมีข้อจํากัดในความเชื่อถือ คนไม่ให้ความร่วมมือก็จะต้องมีลักษณะประมาณนี้ สิ่งที่ผมเรียนว่าเหตุใดถึงไม่มีความร่วมมือก็คือว่าผู้ที่ก่อเกิดปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่ก่อเกิดปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการก็เป็นคนรุ่นใหม่ หลายท่านเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดก้าวหน้าอยากจะเห็น บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ผมเข้าใจ และผมเคารพและเชื่อมั่น และชื่นชมกับท่าน เหล่านี้ที่เป็นกรรมาธิการ แต่ตัวจริงก็คือตัวรัฐบาลครับ รัฐบาลสืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร รัฐบาลสืบเนื่องมาจากการใช้อํานาจในการที่ร่างกฎกติการัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการสืบทอด อํานาจ ไม่ว่าจะเป็น ส.ว. ๒๕๐ คน ที่มาใช้ในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ที่มาในการควบคุม การปฏิรูปประเทศ ที่มาในการกําหนดกฎหมายยุทธศาสตร์ที่ใช้เสียง ส.ว. ๒๕๐ เสียง บวกกับ ส.ส. อีก ๑๒๖ เสียง ก็สามารถที่จะคุมกฎหมายออกอะไรก็ได้ ชนะเสมอ ที่มาของรัฐบาลที่มีผู้นําไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนนั่นคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือเรียกกันว่า ๓ ป ทั้ง ๓ ท่านนี้เป็นแกนนําที่สําคัญในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่มา รัฐประหาร และเป็นการวางกลไก มีการวางกลไกในส่วนขององค์กรอิสระ ไม่ว่า กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ที่ใช้กลไกในการที่จัดการพลิกจากตัวเองที่มาตั้งพรรคการเมือง และเป็นฝ่ายแพ้การเลือกตั้งเข้ามาสู่การกุมอํานาจ มีการยุบพรรคการเมืองเพื่อดูด ส.ส. เข้าไปในพรรคเพื่อให้ความได้เปรียบและครองอํานาจต่อไป แต่การบริหารประเทศนั้น ไม่ได้ บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและมีฝีมือ และส่งตรงต่อประชาชนอย่างแท้จริง มีปัญหาความอยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมประเทศไทย ซึ่งเสื่อมที่สุดในรอบเป็นร้อยปี ที่ผ่านมา นั่นเป็นสาเหตุของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ถึงออกมา ผมเชื่อว่าเขาต้องการครับ ต้องการที่คุยกับตัวจริงมากกว่าตัวแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นคนหนุ่ม ที่เป็น กรรมาธิการเหล่านี้เขาไม่ต้องการ เหมือนกับว่าผู้อํานวยการโรงเรียนให้นักเรียนนั้นไปบอก ปัญหากับครูประจําชั้น แต่ผู้อํานวยการไม่ดู เขาคิดอย่างนั้นเขาถึงไม่มาให้ความร่วมมือ ท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนี้คนที่จะต้องฟังจริง ๆ คือรัฐบาล คือ พลเอก ประยุทธ์ พลเอก ประวิตร พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา จะต้องมาฟังโดยตรง แต่การฟังโดยตรงไม่ใช่ฟัง แบบหูทวนลมฟังและผ่านไป การฟังต้องฟังด้วยจิตใจที่มีเจตนาที่จะมองเห็นประโยชน์ ประเทศชาติเป็นสําคัญ แต่ถ้าเกิดมาฟังแบบหูทวนลมมันไม่ได้ ถ้าฟังแบบเป็นพิธีการก็ไม่ได้ เหมือนกับที่เราตั้งคณะกรรมาธิการก็ตั้งเป็นพิธีการ เหมือนกับการถ่วงเวลาซึ่งนักเรียน นักศึกษาเขาเห็น เหมือนกับตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตั้งมาเกือบปี ถ้าไม่มีม็อบ (Mob) ก็ไม่เสร็จ นั่นคือกระบวนการพิธีกรรมในการถ่วงเวลา ดังนั้นทางฝ่ายรัฐบาล ท่าน ๓ ป จะต้องเข้ามาฟัง แล้วก็ต้องมาแก้ไขจริง ๆ แต่ท่าทีที่ผ่านมานั้นไม่มีครับ ไม่มีท่าที ในการที่จะแก้ไขปัญหาใด ๆ เลย มีท่าทีคือมองนักศึกษาเป็นศัตรู จะโค่นล้มรัฐบาล ปากหนึ่ง ก็บอกว่าไม่ทําอะไร แต่อีกส่วนหนึ่งตํารวจไปคุกคาม ไปจับดําเนินคดี อีกส่วนหนึ่งก็คือ ไปประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ขึ้นมาเป็นเงื่อนไขทั้งที่โรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ไม่ได้มี การระบาดในประเทศไทย แต่ใช้เป็นเงื่อนไขในการที่ตัดทอนกําลังผู้ที่เห็นต่าง ผู้ที่คิดมา เคลื่อนไหวในการที่จะเรียกร้องอนาคตของตัวเอง ขอเรียนว่าการต่อสู้ของนักเรียน นิสิต นักศึกษานั้นไม่ใช่การต่อสู้ในเชิงเกลียดชังรัฐบาลเหมือนตอน ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ หรือปี ๒๕๓๕ แต่เป็นการต่อสู้เพื่ออนาคตของเขาเอง เป็นการต่อสู้เพื่อปัจจุบัน ของนักเรียน นิสิต นักศึกษาของเขาเองที่มองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง ถ้าท่านพลเอก ทั้ง ๓ ท่าน ๓ ป ทั้ง ๓ ท่าน มีความจริงใจที่อยากเห็นบ้านเมืองเดินต่อไป ไม่ไปสู่ความตึงเครียด และนองเลือด ผมคิดว่าควรจะฟังและแก้ไข และการแก้ไขไม่ใช่ว่ามาแก้ไขแบบมีลูกเล่นติ๊ดชึ่ง มีแท็กติก (Tactic) เช่นอาจจะปล่อยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น วางโครงสร้าง ส.ส.ร. แบบเอื้อต่อฝ่ายกุมอํานาจนั้นจะมีเสียงข้างมากในการรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ร. และมากําหนดรัฐธรรมนูญแบบสืบทอดอํานาจต่อ ถ้าทําอย่างนั้นปัญหาไม่มีทางจบ เราจะมองแบบยุค ๑๔ ตุลาคม ๖ ตุลาคมไม่ได้ครับ เดี๋ยวนี้การตรวจสอบทางสื่อมวลชน โซเชียล (Social) ข้อเท็จจริงมันตรวจสอบได้ทั้งหมด ถ้าจริงใจต้องทําอย่างจริงใจ กติกาที่ออกมา ในการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ต้องให้กระจายถึงคนทุกกลุ่มได้มีโอกาสเข้ามาร่างรัฐธรรมนูญ ของประชาชนอย่างแท้จริง อย่าทํา ผมเตือนว่าอย่าทํา ถ้าท่านทําไม่จบ และท่านนั้นจะเป็น ผู้ที่ถูกตราบาปในชีวิต ท่านร่ํารวยมากแล้ว มีอํานาจวาสนามากแล้ว ถอยเถอะครับ เพื่อประเทศชาติ ถอยเถอะครับเพื่ออนาคตของเยาวชน นิสิต นักศึกษา ที่จะต้องเติบโต และอยู่กับโลกต่อไป ท่านอายุเหลือไม่มากแล้ว ขอให้ท่านทําเพื่อประเทศไทยสักครั้งหนึ่ง แต่ถ้าท่านไม่ทําก็ช่วยไม่ได้ที่ท่านจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนที่อาจจะเป็น ๓ ป เหมือน ๓ ทรราชในอดีตก็ได้ครับ