ณัฐวุฒิ ชี้แนวทางศึกษาเพศวิถี-เสนอศูนย์รับมือคดีละเมิดทางเพศ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒ กันยายน ๒๕๖๓

ณัฐวุฒิ บัวประทุม ชี้แจงแนวทางการศึกษาเพศวิถีศึกษาที่เน้นการรู้จักพื้นที่ส่วนตัวและการเคารพผู้อื่น พร้อมเสนอให้พัฒนาช่องทางรับเรื่องร้องทุกข์ผ่านแอปพลิเคชันและแชตบอตเพื่อรองรับกลุ่มเปราะบางอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังหารือข้อจำกัดของพนักงานสอบสวนหญิงและเสนอจัดตั้งศูนย์รองรับระดับจังหวัดที่มีทีมสหสาขาวิชาชีพ พร้อมเน้นการเยียวยาผู้เสียหายอย่างองค์รวมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยมีระบบเคสเมเนเจอร์และการประเมินความเสี่ยงผู้ก่อเหตุเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำอย่างสมดุล

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ผมอนุญาตขอบคุณฝากท่านประธานไปยัง ท่านสมาชิก และขอตอบข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกอยู่ ๓ กลุ่มด้วยกันครับ

กลุ่มที่ ๑ ๓ ท่านแรกคือกลุ่มที่ท่านพูดถึงประเด็นเรื่องของศีลธรรมหรือ เรื่องของการสอนเรื่องเพศวิถีศึกษาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ท่านนิยม เวชกามา คุณหมอบัญญัติ เจตนจันทร์ ท่านฐิตินันท์ แสงนาค จริง ๆ แล้วคณะกรรมาธิการได้มีการพูดคุยแล้วก็ศึกษา ในเรื่องดังกล่าวนะครับ คณะกรรมาธิการมองว่าประเด็นเรื่องของการสอนศีลธรรม ประเด็นเรื่องของศาสนานั้นทุก ๆ ศาสนามีเรื่องของคำสอน มีเรื่องของข้อระมัดระวัง ที่มิให้มีการไปละเมิดผู้อื่น ซึ่งเป็นส่วนต้นของรายงานฉบับนี้อยู่แล้วนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ในรายงานฉบับนี้ได้พูดถึงเรื่องของหลักสูตรการเรียนการสอนในสถานศึกษาที่มากไปกว่านั้น ทั้งในแง่ของหลักสูตรที่มีอยู่แล้วคือหลักสูตรเรื่องของเพศศึกษา ซึ่งวันนี้ขยับมาเรียกกันใหม่ว่า หลักสูตรเรื่องเพศวิถีศึกษา หลักสูตรเรื่องเพศวิถีศึกษาจะมองทั้ง ๒ ด้านนะครับ ด้านหนึ่ง ก็คือการสอนให้เด็กนักเรียนรู้จักว่าพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองตรงใดบ้างที่ไม่ควรมาให้ผู้อื่น เป็นผู้สัมผัส ต้องระมัดระวังตัวเองแบบไหนประการใดบ้าง ในขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้นก็เน้นไปที่ เรื่องของการเคารพพื้นที่ของผู้อื่น การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การเคารพ ความเท่าเทียมของผู้อื่น ซึ่งผมคิดว่าในนามของคณะกรรมาธิการมองว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาวนะครับ ก็ต้องขอบพระคุณทั้ง ๓ ท่านสำหรับข้อเสนอ ในประเด็นเรื่องการเรียนการสอนที่นำไปสู่เรื่องศีลธรรมแล้วก็การป้องกันการแก้ปัญหา นั่นเป็นกลุ่มที่ ๑ ครับ

กลุ่มที่ ๒ ต้องขอบพระคุณ ท่าน ส.ส. ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ท่านตั้งอยู่ ๒ ประเด็นที่สำคัญนะครับ และในความเป็นจริงในรายงานของคณะกรรมาธิการฉบับนี้ มีการพูดคุยกันอยู่บ้างครับ ในเรื่องแรก ท่านตั้งข้อสังเกตถึงกรณีของพนักงานสอบสวนหญิง ซึ่งทั่วประเทศวันนี้มีอยู่ ๕๐๐ คน แน่นอนครับเราตระหนักดีและตรงกับท่านว่าการมี พนักงานสอบสวนหญิงที่มีข้อจำกัดอยู่นั้นอาจจะไม่ตอบสนองการแก้ไขปัญหาการละเมิด ทางเพศ ซึ่งผู้เสียหายหรือว่าเหยื่อส่วนใหญ่นั้นเป็นผู้หญิงได้ครับ แต่สิ่งที่คณะกรรมาธิการ ชุดนี้ได้ศึกษาก็คือการจัดให้มีศูนย์รองรับสถานการณ์ปัญหาในลักษณะแบบนี้ในระดับจังหวัด จัดให้มีการกระจายตัวของพนักงานสอบสวนที่ครอบคลุม มีการปรับวิธีการสืบสวนสอบสวน ที่เป็นมิตรต่อผู้เสียหาย แล้วที่ไปไกลกว่านั้นคณะกรรมาธิการมองว่าจริง ๆ แล้วประเด็น เรื่องของการเสาะแสวงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวผู้เสียหายและเหยื่อนั้น ไม่ได้มี แค่ในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ยังมีในส่วนของโรงพยาบาล ยังมีในส่วนของโรงเรียน ซึ่งกรณีที่ท่านสมาชิกหลายท่านพูดถึงกรณีที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดที่มีการละเมิดทางเพศ หรือการซื้อบริการเด็กนั้นเป็นการสะท้อนปัญหาที่ชัดเจน ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ จึงนำไปสู่เรื่องของการให้มีนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาในพื้นที่ต่าง ๆ เข้าไปสนับสนุน การสืบสวนสอบสวน เข้าไปสนับสนุนการเสาะแสวงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในพื้นที่ด้วยครับ

ส่วนที่ ๒ ที่ท่าน ส.ส. ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ท่านได้พูดถึงก็คือกรณีของ การใช้แอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ และท่านยกกรณีศึกษาเรื่องการใช้แชตบอต (Chatbot) อันนี้ต้องขอบพระคุณนะครับเป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการไม่ได้คิดถึงประเด็น เรื่องของการใช้แชตบอต (Chatbot) ในการศึกษา แต่คณะกรรมาธิการตระหนักแบบนี้ และในข้อสังเกตก็เขียนชัดเจนว่าวันนี้รูปแบบการรับเรื่องปกติที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการ เดินเข้าไปในสถานที่รับเรื่องต่าง ๆ เช่นสถานีตำรวจ เช่นโรงพยาบาล เช่นศูนย์ของ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ หรือแม้กระทั่งเบอร์โทรศัพท์สายด่วนต่าง ๆ นั้นยังมีข้อจำกัดอยู่ ในข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการมองว่าตรงนี้เป็นบทบาทของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่จะต้องคิดรูปแบบวิธีการที่มีความ หลากหลายยิ่งขึ้น คณะกรรมาธิการคงศึกษาและเปิดช่องว่าแอปพลิเคชัน (Application) ที่รองรับการรับเรื่องแบบนี้ การให้คำปรึกษาเบื้องต้น การให้คำปรึกษาที่เป็นมิตรและ การยอมรับในสถานการณ์ที่มีความยากลำบากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งในกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ นั้น ควรจะดำเนินการอย่างไร นั่นเป็นส่วนที่ ๒

ส่วนที่ ๓ เป็นส่วนที่คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว แล้วก็คุณหมอจาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ท่านได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องของการเยียวยา ประเด็นนี้ในรายงานฉบับนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่เรามีการพูดคุยแล้วก็มีการถกเถียงกันเป็นระยะเวลาที่อาจจะเรียกได้ว่า นานที่สุดในรายงานการศึกษาฉบับนี้ คณะกรรมาธิการมองแบบนี้ครับ และส่วนใหญ่อยู่ใน เนื้อหาการศึกษาในช่วงต้น เช่น ในหน้าที่ ๑๔ แล้วก็ในหน้าที่ ๑๕ คณะกรรมาธิการมองว่า รูปแบบของการให้ความช่วยเหลือนั้นจะต้องคิดทั้ง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็คือกรณีการเยียวยา ผู้เสียหายจะต้องครอบคลุมทั้งมิติด้านสุขภาพ ซึ่งท่านทั้ง ๒ ได้กรุณานำเรียนว่าสุขภาพนั้น ต้องรวมถึงการประเมินผลกระทบและการบำบัดฟื้นฟูทั้งทางร่างกายและจิตใจ อันนี้ตรงกับ ที่คณะกรรมาธิการได้ระบุอยู่ครับ คณะกรรมาธิการคิดไปถึงรูปแบบการให้ความช่วยเหลือ ในเรื่องของสวัสดิการสังคมซึ่งก็อยู่ในหลายพื้นที่ของในรายงานฉบับนี้ คณะกรรมาธิการ ยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมต้องเป็นอีก ๑ คำตอบและหนี้ไม่พ้นว่าในเรื่องของ การศึกษา การฝึกอาชีพเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ อย่างไรก็ตามการให้ความ ช่วยเหลือแบบนี้ต้องเคารพสิทธิและการตัดสินใจของผู้เสียหายควบคู่ไปกับสิ่งที่ท่านใช้คำ ที่คุณหมอจาตุรงค์ได้เน้นย้ำก็คือการทำงานในรูปแบบสหวิชาชีพ ซึ่งวันนี้มีอยู่ในเกือบทุก พื้นที่แล้ว แต่รายงานฉบับนี้คณะกรรมาธิการได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าเราอยากเพิ่ม ประสิทธิภาพของการทำงานแบบสหวิชาชีพ และในกรณีที่เกิดการละเมิดทางเพศก็ขอให้มี เคส เมเนเจอร์ (Case Manager) หรือซีเอ็ม (CM) ที่เป็นผู้รับผิดชอบที่จะบริหารจัดการ ทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อเกิดประโยชน์กับผู้เสียหายมากที่สุด อย่างไรก็ตามครับประการสุดท้าย ก็คือในส่วนของการบาลานซ์ (Balance) ระหว่างการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายกับการ แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด ถึงแม้ท่านสมาชิกท่านไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้มากนัก แต่ผม ขอขยายความเพิ่มเติมอีกนิดเดียวว่าการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดเพื่อไม่ให้มีการกระทำ ความผิดซ้ำนั้นเป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการยืนยันและค้นพบและมีรายงานฉบับนี้ออกมา เพื่อไปสู่ข้อสังเกตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยงานด้านกระบวนการ ยุติธรรม และกระทรวงยุติธรรมว่าอย่างน้อยที่สุดในผู้ต้องขังต่าง ๆ ที่มีการกระทำความผิด เกี่ยวกับเพศ ขอให้มีการประเมินสาเหตุการกระทำความผิดที่ชัดเจน ขอให้มีการประเมิน ความเสี่ยงของโอกาสมีการกระทำความผิดซ้ำ ในรายงานฉบับนี้เราใช้คำว่าริสก์ แอสเซสเมนต์ ทูล (Risk assessment tool) เพื่อป้องกันมิให้หรือให้มีโอกาสในการที่เขา ออกมาจากเรือนจำภายใต้สิทธิและเสรีภาพของเขานั้นจะไม่นำไปสู่การกระทำความผิดซ้ำ ในเรื่องเพศซึ่งเป็นหัวใจของรายงานฉบับนี้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน