ชลน่าน ศรีแก้ว ชื่นชมและแสดงความขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาญัตติป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนและคุกคามทางเพศ พร้อมเสนอให้นำข้อสังเกตของสมาชิกไปประกอบการศึกษาเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างสมบูรณ์และเกิดผลในทางปฏิบัติจริง โดยเน้นให้พิจารณาปัจจัยแฝงจากสังคมและครอบครัวที่ส่งผลต่อปัญหา พร้อมเสนอให้วิเคราะห์สาเหตุเชิงลึกและพัฒนามาตรการรองรับผู้ประสบภัยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพ จิตใจ การตั้งครรภ์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงเสนอให้ทบทวนการจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศแห่งชาติให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 77 วรรคสาม ตลอดจนพิจารณาทบทวนนิยามการกระทำชำเราและกำหนดโทษอย่างรอบคอบ เพื่อให้สอดรับกับหลักนิติธรรมและไม่ขัดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และเห็นควรส่งรายงานพร้อมข้อสังเกตไปยังรัฐบาลเพื่อดำเนินการต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กระผมกราบขอบคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสผมได้อภิปรายในวาระพิจารณาเรื่องที่กรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้วในเรื่องที่ ๒ นะครับ ผมได้อภิปรายในวาระพิจารณาเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วในเรื่องที่ ๒ ตามที่สภาได้มอบหมายหรือตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นไปเพื่อพิจารณาศึกษาถึงแนวทาง การป้องกันแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราตามญัตติที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอ ในนามสภา ก็ต้องกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้เป็นอย่างยิ่งผ่านท่านประธานไป ชิ้นงานที่ออกมาเป็นผลการศึกษาผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ผมต้อง กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่ทำให้สภาเราทำงานอย่างมีเป้าหมาย อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็สิ่งที่หวังจะเกิดขึ้นก็คือประสิทธิผลที่จะเกิดขึ้น ผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นถ้ามีการนำสู่ การปฏิบัติตามรายงานที่นำเสนอนี้ ผมจะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายอยู่ ๒-๓ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องการพิจารณาการศึกษาญัตติที่สภามอบหมายให้ ก็น่าเห็นใจ ท่านคณะกรรมาธิการ เพราะว่าญัตติที่เสนอไปในวาระรับหลักการของญัตติ เพื่อนสมาชิก อาจจะมีคำอภิปราย มีข้อเสนอแนะไปพอสมควร อันนั้นเป็นประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะฝาก ท่านประธานไปยังท่านคณะกรรมาธิการว่าท่านได้นำสิ่งที่เป็นข้อสังเกตข้อเสนอของ เพื่อนสมาชิกนำไปสู่การศึกษาหรือไม่ เพราะว่านั่นเป็นวัตถุประสงค์ที่เรามอบให้ท่านไป ถ้าไม่ตอบคำถามตรงนั้นมันอาจจะมีประเด็นที่เมื่อรายงานกลับมาแล้วเพื่อนสมาชิกอาจจะมี การทักท้วงหรือทวงถามในประเด็นเหล่านั้น นั่นเป็นประการแรกสุด
ประเด็นที่ ๒ ขอบเขตของการศึกษาพิจารณาก็ขึ้นกับคณะกรรมาธิการว่าจะไป กำหนดขอบเขตอย่างไร ผมยกตัวอย่างเช่นรายงานฉบับนี้คณะกรรมาธิการไปกำหนดขอบเขต พิจารณา ๒ เรื่องหลัก ๆ เรื่องที่ ๑ เรื่องสถานการณ์การป้องกันการแก้ไขปัญหา เรื่องที่ ๒ ไปมุ่งเน้นศึกษาเรื่องกระบวนการยุติธรรม ๒ เรื่องเพื่อนสมาชิกให้ความเห็นไปพอสมควร แต่เรื่องหนึ่งที่ผมดูแล้วกรรมาธิการได้มุ่งเน้นมากก็คือเรื่องกระบวนการยุติธรรม ได้เสนอ เรื่องของการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยเรื่องการข่มขืน กระทำชำเราต่าง ๆ อยู่ในรายงานนี้ค่อนข้างละเอียดเลยซึ่งเป็นผลงานที่ดี มีข้อสังเกตแนบท้าย ซึ่งท่านประธานได้กรุณาแจ้งต่อสภาแล้วว่าในการพิจารณาข้อสังเกต เมื่อคณะกรรมาธิการเสนอ ข้อสังเกตแล้วในวาระการพิจารณาสมาชิกไม่มีสิทธิที่จะอภิปราย มีหน้าที่เพียงเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยเท่านั้น ถ้าเห็นด้วยก็ส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการ ถ้าไม่เห็นด้วยรายงานนั้นก็ถูกเก็บไว้ที่สภาอย่างเดียว เพราะฉะนั้นประเด็นการพิจารณา ให้ความเห็นชอบต่อข้อสังเกตส่วนใหญ่สภาจะไม่ปฏิเสธ แต่อย่างไรก็แล้วแต่กรรมาธิการ ต้องไปเขียนข้อสังเกตที่เป็นข้อสังเกตที่พึงนำไปสู่การปฏิบัติได้ ไม่ใช่ข้อสังเกตไปในเชิง ข้อเสนอแนะแล้วไปบังคับให้มีผลเชิงการปฏิบัติที่ไม่ชอบ เช่นยกตัวอย่างเป็นการอนุญาต อนุมัติที่มีผลผูกพันโดยใช้สิทธิของสภาเป็นคนไปสนับสนุน อันนี้ไม่เรียกข้อสังเกต มันเป็น เรื่องของวิธีการ ผมดูข้อสังเกตของท่านก็มีความเป็นไปได้ แต่ว่าลักษณะการเขียนข้อสังเกต อาจจะดูค่อนข้างยากสักนิดหนึ่ง มีหลายคณะกรรมาธิการใช้วิธีการเขียนข้อเสนอแนะไปใน เนื้องานของผลการศึกษาในผลการพิจารณา ก็จะเขียนรายละเอียดได้เยอะแล้วก็ดึงมาเป็น ข้อสังเกตที่จะเขียนในเชิงของการมีสภาพบังคับว่าหน่วยงานไหนควรจะทำอย่างไร อันนี้คือ ประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ ผมขออนุญาตเมื่อพิจารณาดูรายงานแล้วผลจากการศึกษา ขอบเขตการศึกษาที่กำหนดไป ผมมีประเด็นที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง กรรมาธิการเผื่อว่านำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เรื่องสถานการณ์ผมพยายามดูแล้วสมาชิก พูดไปเยอะ มูลเหตุและปัจจัยที่ไปส่งเสริมหรือไปเอื้อต่อการข่มขืน คณะกรรมาธิการเขียนมา ค่อนข้างน้อย และขณะที่เกิดเหตุ การรับรู้หรือการแจ้งเหตุคณะกรรมาธิการไม่ได้วิเคราะห์ ให้ดูเลย เพราะสิ่งที่เราทราบขณะนี้คือสถานการณ์ที่เรารู้อยู่นี้มันเป็นบนยอดภูเขาน้ำแข็งนั่นเอง ลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้เราไม่รู้เลย เพราะสังคมไทยเองไปตราหน้าว่าถ้าใครถูกข่มขืนแล้วเป็นคนที่ ด้อยค่า อันนี้คือมาตรการทางสังคมครับ คณะกรรมาธิการก็ไม่ได้เขียนในมุมนี้ไว้ด้วยว่าจะแก้ อย่างไร ถ้าทุกคนถูกกระทำชำเรา ถูกข่มขืน แม้กระทั่งถูกคุกคามทางเพศ ผมไม่แน่ใจว่า ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ฮาราสเมนต์ (Harassment) เป็นการคุกคามทางเพศหรือไม่ แต่ดูนิยามแล้วน่าจะใช่ สามารถที่จะไปบอกได้อย่างเต็มศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ว่า ฉันถูกกระทำนะ ฉันเป็นผู้เสียหาย แต่ขณะนี้น้อยมากครับ ๑๐๐ คน ไปบอกต่อสังคมแค่ ๒ คน ๓ คน ที่ซ่อนอยู่ใต้ ๆ ลึก ๆ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครทราบ แล้วประเด็นที่เกิดไม่มีใครรู้ ใครทราบและเป็นแผลเป็นปมอยู่ในใจของคนมากที่สุดก็คือว่ามันเกิดในครอบครัว มันเกิดใน สถานที่เป็นอะไรที่ใกล้ ๆ ชมพู่หายมาได้ ๑๒๐ วันแล้วครับท่านประธาน นี่คือตัวอย่าง ฉะนั้น ประเด็นนี้ผมเองก็ฝากว่าคงไม่ได้หมายความว่าคณะกรรมาธิการศึกษาไม่ครบ ไม่รอบด้าน ครอบคลุมครับ เพียงแต่ผมก็ฝากข้อสังเกตแนบไป กรณีถ้าเอาข้อสังเกตคณะกรรมาธิการไป ประเด็นเหล่านี้ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดึงมาเป็นเหตุและปัจจัยในการที่จะบอกนะครับ ก็จะเป็นประโยชน์ ผมขออนุญาตท่านประธานอีกสักนิดนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องของมาตรการ สมาชิกพูดไปเยอะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของด้าน ศีลธรรม แต่สิ่งหนึ่ง มีสมาชิกท่านหนึ่งพูด ความเสียหายที่เป็นผลแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจาก การข่มขืน เช่นการตั้งครรภ์ จริงอยู่ครับมันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องขณะนี้พอจะอนุโลม นำมาใช้ได้ แต่ถ้ามีข้อเสนอที่ดีเป็นหลักปฏิบัติเลย หญิงที่ถูกข่มขืนอยู่วัยเจริญพันธุ์ทุกคน ต้องไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์จะทำอย่างไร เช่นให้ยาอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้ก็น่าจะเป็นข้อเสนอไป ถ้าเป็นไปได้ผมฝากเป็นข้อเสนอไปด้วยนะครับ โรคที่เกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อันนี้ก็ต้องมีแนวทาง แต่โรคหนึ่งที่ไม่ค่อยพูดถึงคือโรคที่เกิดขึ้นที่เป็นแผลในใจ เป็นโรคจิต โรคประสาท โรคซึมเศร้าต่าง ๆ ตรงนี้เองก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่คิดว่ารายงานการศึกษานี้ ถ้าเติมไปจะเป็นประโยชน์ก็ฝากไว้ด้วยนะครับ
อีกประเด็นหนึ่งท่านประธานครับ ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการมุ่งหวังว่า จะเป็นวาระแห่งชาติ คำว่าวาระแห่งชาตินี้ผมเห็นด้วย แต่ประเด็นข้อเสนอที่บอกว่า อยากจะให้มีคณะกรรมการว่าด้วยการป้องกันแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ ข่มขืนกระทำชำเราแห่งชาติ ผมอยากให้ฝากพิจารณา เพราะในสิ่งที่เรากังวลขณะนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสาม ถ้าท่านไปอ่านดี ๆ มีสิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักตลอดเวลา และต้องมาบอกกับสภาตลอดว่าท่านทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ถ้าท่านจะทำอะไรขึ้นมาโดยเฉพาะ เรื่องกฎหมายต้องคำนึงถึง เรื่องที่ ๑ เหตุผลความจำเป็นในการใช้ระบบอนุญาต เรื่องที่ ๒ เหตุผลความจำเป็นในการใช้ระบบคณะกรรมการต้องน้อยที่สุด คณะกรรมการเต็มไปหมด เรื่องที่ ๓ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับของเรามี ๒ เรื่องครับ ระบบคณะกรรมการที่ท่านเสนอมา แล้วก็ ข้อสังเกตที่ท่านเสนอที่จะไปแก้ประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยนิยามของการกระทำชำเรา ต่าง ๆ แล้วก็เรื่องลหุโทษที่กฎหมายเดิมนะครับ รัฐธรรมนูญเขากำหนดว่าถ้าจะเป็นโทษ ทางอาญาต้องเป็นโทษเฉพาะกรณีร้ายแรงเท่านั้น ต้องคำนึงด้วยนะครับ ผมฝากว่าข้อเสนอ ของท่านมันจะไปขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่มีอยู่หรือไม่ ถ้าจะนำไปสู่การปฏิบัติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ฝากประเด็นนี้ด้วยก็แล้วกัน ระบบคณะกรรมการไม่ได้เป็นการแก้ไข ปัญหาครับ รัฐบาลไทยรักไทยชอบตั้งคณะกรรมการมากครับ คณะกรรมการนโยบายน้ำ แห่งชาติ คณะกรรมาธิการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ถ้าจะมีแห่งชาติมาสิ่งที่ท่านเสนอต้องไปทำ กฎหมายรองรับถึงจะเป็นไปได้ ใช้กฎหมายเดิมไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องไปตรากฎหมาย พอไปตรากฎหมายก็เข้าเงื่อนไขที่ผมบอกว่า มาตรา ๗๗ วรรคสาม ท่านต้องไปดูด้วยว่า มันชอบด้วยหรือไม่ นั่นประเด็นที่ผมฝาก
สุดท้ายครับท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมเองเห็นด้วยว่าควรจะส่ง รายงานนี้และข้อสังเกตแนบท้ายให้กับรัฐบาลรับไปดำเนินการ แต่ก็ฝากในข้อสังเกตที่ทาง กรรมาธิการเสนอมา โดยเฉพาะนิยามของการกระทำชำเรา จริง ๆ ผมอยากจะพูดแต่แรกว่า ถ้าเราต้องการให้สิทธิ ๒ ทาง มันจะเข้าลักษณะของการเป็นพฤติกรรมเป็นเจตนาหรือไม่ อะไรต่าง ๆ พวกนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ถ้าจะมีบทบัญญัติลงโทษก็อาจจะต้องแยกไป แต่อาจจะไม่เขียนในเรื่องเดียวกัน ก็ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการ ท่านทำมาดีมากครับ ผมขออนุญาตเติมเต็มในสิ่งที่ได้อภิปรายไป ขอบพระคุณครับ