จุรินทร์ แจงนำเข้าข้าวสาลีผูกพันรับซื้อข้าวโพด โปร่งใสตามกฎเกณฑ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒ กันยายน ๒๕๖๓

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชี้แจงมาตรการนำเข้าข้าวสาลีที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อข้าวโพดเพื่อสนับสนุนเกษตรกร พร้อมย้ำถึงกลไกควบคุมความโปร่งใส การอนุญาต การขนย้าย และการเก็บรักษาอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการนำไปขายต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ถามได้ถามเรื่องมาตรการในการนำเข้าข้าวสาลีว่ามีความโปร่งใส แล้วก็สามารถนำไปขาย ให้กับบริษัทอื่น ๆ นอกเหนือจากการขออนุญาตนำเข้าได้หรือไม่ อันนี้ก็คือประเด็นหลัก ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าความจริงที่มาของการอนุญาตให้มีการนำเข้า ข้าวสาลีนั้นถือว่าเป็นมาตรการเสริมในนโยบายหลักสำคัญของรัฐบาล คือนโยบายในการ ประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นหนึ่งในพืช ๕ ชนิดที่รัฐบาลนี้มีนโยบาย ประกันรายได้ อันประกอบด้วย ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์ม ยาง ซึ่งยางขณะนี้ราคาก็ดีขึ้น ยางแผ่นรมควันแตะ ๖๐ บาท ยางแผ่นดิบก็ขึ้นไปเกินกว่า ๕๐ บาทแล้ว แล้วก็ตัวที่ ๕ ก็คือ ข้าวโพดที่เรากำลังพูดกันอยู่ในที่นี้ มาตรการประกันรายได้สำหรับข้าวโพดนั้นขณะนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบไปเรียบร้อยแล้วว่าจะประกันรายได้เช่นเดียวกับปีที่แล้ว คือกิโลกรัมละ ๘.๕๐ บาท ครัวละไม่เกิน ๓๐ ไร่ แล้วก็แต่เดิมปีที่แล้วฟันหลออยู่เดือนหนึ่ง ไม่ได้ประกันคือเดือนมิถุนายน เพราะก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามา แต่รัฐบาลก็มีมาตรการ เพิ่มเติมให้ย้อนหลังไปประกันเดือนมิถุนายนได้แล้ว แล้วก็สำหรับฤดูการผลิตใหม่ก็ประกัน รายได้ครบทั้งปี รวมทั้งมีมาตรการเสริมออกมา ๓ ข้อ ข้อ ๑ ก็คือถ้าช่วงที่ข้าวโพดออกมาก ให้สถาบันเกษตรกรสามารถที่จะกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ รวบรวมผลผลิตเก็บไว้ในช่วง ๒-๔ เดือน รัฐบาลจะช่วยดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์ ๒. ถ้าเก็บสต็อก (Stock) ไว้ ๔ เดือน จะช่วยดอกเบี้ย ๓ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน แล้วก็มาตรการที่ ๓ นี่แหละครับที่ท่านผู้แทนราษฎร ท่านสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ได้ถามเมื่อสักครู่ก็คือมาตรการเรื่องถ้าจะมีการนำเข้าข้าวสาลีจะต้องรับซื้อ ข้าวโพด ๓ ส่วน จึงสามารถนำเข้าข้าวสาลีได้ ๑ ส่วน ท่านถามว่าถ้ามีการนำเข้ามา แล้วมี มาตรการที่จะควบคุมเพื่อให้เกิดความโปร่งใสไม่เอาไปขายให้บริษัทอื่นได้หรือไม่ ก็ขออนุญาตเรียนว่ามีมาตรการที่กำกับดูแลการนำเข้าข้าวสาลีหลายมาตรการ โดยเฉพาะ มีการออกกฎระเบียบหลายฉบับ ยกตัวอย่างเช่น ฉบับที่ ๑ เป็นประกาศของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ เรื่องการกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะวัตถุดิบ พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนว่าถ้าจะนำเข้าข้าวสาลีนั้นจะต้องมีคุณภาพ เช่น ข้าวสาลีเมล็ด โปรตีน ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘.๕ ไขมันต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑ กากไม่มากกว่าร้อยละ ๓ ความชื้นไม่มากกว่าร้อยละ ๑๔ เถ้าไม่มากกว่าร้อยละ ๒ เป็นต้น นอกจากนั้นก็ยังมีประกาศ ของกระทรวงพาณิชย์ในการกำหนดให้ข้าวสาลีเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตและปฏิบัติตาม มาตรฐานการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๙ นอกจากนั้นในเรื่อง ของการเคลื่อนย้ายก็ยังมีการกำหนดมาตรการไว้ชัดเจนตามประกาศของคณะกรรมการกลาง ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการในการควบคุมการขนย้ายข้าวสาลีที่นำเข้ามา ยกตัวอย่างเช่น ข้อ ๓ ในประกาศระบุชัดเจน ห้ามมิให้บุคคลใดขนย้ายข้าวสาลีซึ่งมีปริมาณครั้งละตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ กิโลกรัมขึ้นไป เว้นแต่ได้รับหนังสืออนุญาตจากเลขาธิการ นอกจากนั้นในการ ขนย้าย เวลาจะเข้ามาในราชอาณาจักรก็เข้ามาได้แค่ ๒ จุดเท่านั้น คือเข้ามาได้ทาง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และเข้ามาได้ที่แหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เท่านั้น นอกจากนั้นเมื่อจะมีการขนย้ายก็ต้องขนย้ายตรงตามชนิด ปริมาณ ระยะเวลา สถานที่เก็บ และใช้ยานพาหนะที่มีหมายเลขทะเบียนตามที่ระบุไว้ในหนังสืออนุญาตชัดเจน รวมทั้งต้องมีหนังสืออนุญาตกำกับการเคลื่อนย้ายไปด้วยทุกครั้ง และ ๑ ใบหนังสืออนุญาตนั้น ใช้เฉพาะการขนย้ายได้ครั้งเดียวเท่านั้น อันนี้ก็เป็นมาตรการที่ได้กำหนดไว้ชัดเจน นอกจากนั้น ก็ยังมีพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. ๒๕๐๗ กำหนดไว้ชัดเจนในส่วนของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ว่าการนำเข้ามาจากประเทศต่าง ๆ นั้นต้องผ่านมาตรฐานการตรวจสอบจาก กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งมีมาตรการภาษีกำกับด้วย ซึ่งใช้หลักของดับบลิวทีโอ (WTO) ว่าถ้านำเข้ามาในโควตาจะต้องเสียภาษีร้อยละ ๒๐ ถ้านำเข้ามานอกโควตาก็จะต้องเสียภาษีร้อยละ ๗๓ บวกกับค่าธรรมเนียมพิเศษที่กรมศุลกากร จะต้องจัดเก็บอีกตันละ ๑๘๐ บาท เป็นต้น อันนี้ก็คือมาตรการที่กำหนดไว้ว่าถ้าจะมีการ นำเข้าข้าวสาลีมาที่ท่านสมาชิกเป็นห่วง และเมื่อนำเข้ามาแล้วก็ยังมีประกาศ กกร. ควบคุม การขนย้ายอย่างที่ผมเรียนไว้เมื่อสักครู่แล้วชัดเจน รวมทั้งการกำหนดสถานที่เก็บไว้ชัดเจน ในเรื่องของปริมาณว่าจะต้องแจ้งปริมาณสถานที่เก็บกับพาณิชย์จังหวัดหรือกับ กระทรวงพาณิชย์ โดยแจ้งกับเลขาธิการ กกร. คือ อธิบดีกรมการค้าภายใน และถ้าผู้ใด ไม่ปฏิบัติตาม ไม่แจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ มีโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี ปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้ายังไม่แจ้งอีกก็จะปรับอีกวันละ ๒,๐๐๐ บาท สำหรับการขนย้าย ถ้าไม่ขนย้ายตามกฎระเบียบปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ เหล่านี้เป็นต้น อันนี้ก็เป็นมาตรการที่กำหนดไว้ทั้งหมด และเมื่อเพื่อนสมาชิกเป็นห่วงว่า จะมีการนำเข้ามาแล้วก็เอาไปขายต่อให้กับบริษัทอื่น ๆ หรือผู้ใช้รายอื่น อันนี้ก็มีประกาศของ กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ชัดเจนว่าในการนำเข้าข้าวสาลีต้องมาใช้ในกิจการของ ผู้ขออนุญาตเท่านั้น จะไปจำหน่ายจ่ายโอนให้กับผู้อื่นไม่ได้ ถือว่ามีความผิดตามประกาศ อันนี้ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบครับ