อัครเดช ถามพลังงานทางเลือก ชี้เอ็นจีวีลดฝุ่น PM 2.5 ได้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒ กันยายน ๒๕๖๓

อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ หารือปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จากภาคขนส่ง และเสนอให้กระทรวงพลังงานสนับสนุนลดราคาแก๊สเอ็นจีวี (NGV) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดแทนดีเซล ลดมลภาวะและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต ๔ อำเภอบ้านโป่ง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระผมได้ทำกระทู้ ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในการสนับสนุนการใช้แก๊สธรรมชาติ หรือเอ็นจีวี (NGV) สำหรับยานยนต์ เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกินมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันนี้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นปัญหาสำคัญที่สร้าง ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในวงกว้าง ซึ่งสาเหตุเกิดจากการใช้รถที่เติม น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทดีเซล โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก ซึ่งปัจจุบันยังมี การใช้งานอย่างต่อเนื่อง รถบางคันมีอายุการใช้งานมานานหลายปี ส่งผลให้การเผาไหม้ เชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดควันพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็กสะสมในอากาศ เป็นผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน การลดการใช้น้ำมันดีเซลจึงเป็นแนวทาง ที่สำคัญที่จะช่วยลดมลภาวะเหล่านี้ จึงเห็นควรให้มีการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนอื่น เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือเอ็นจีวี (NGV) สำหรับยานยนต์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม สามารถแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกินมาตรฐาน และที่สำคัญเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถจัดหาได้เองในประเทศไทยบางส่วน ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) มีการใช้ และรัฐบาลนั้นได้มีการสนับสนุนการจัดตั้งสถานี จำหน่ายเชื้อเพลิงผ่าน ปตท. นั้นไปทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นช่วงที่มีปัญหาวิกฤติ ราคาน้ำมันดีเซลมีราคาสูงขึ้นเกือบลิตรละ ๕๐ บาท การที่มีราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้น ทำให้ ปตท. ในขณะนั้นได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรถบรรทุกและพี่น้องประชาชนหันมาใช้ แก๊สเอ็นจีวี (NGV) ซึ่งเป็นพลังงานที่สามารถจัดหาได้เองในประเทศไทยในบางส่วน ซึ่งทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูงในขณะนั้น ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ทำให้ ผู้ประกอบการจำนวนมาก รวมถึงพี่น้องประชาชนได้หันมาใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวี (NGV) ซึ่งเป็น สิ่งที่ดีนะครับท่านประธาน ในขณะนั้นประเด็นที่พี่น้องประชาชนหันมาใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) นั้น เป็นประเด็นในเรื่องของการลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งสิ่งที่ได้ตามมาก็คือเรื่องของ สิ่งแวดล้อม มีผลวิจัยที่ชัดเจนครับท่านประธาน ซึ่งเป็นเอกสารของ ปตท. ที่ได้นำมาชี้แจง ในคณะกรรมาธิการรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน ซึ่งผมก็เป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย มีผลการวิจัยที่ชัดเจนว่าการปล่อยพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เมื่อเทียบระหว่างเอ็นจีวี (NGV) กับดีเซลแล้ว มีการแตกต่างกันถึง ๔๗ เท่า ในส่วนของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) กรัมต่อกิโลกรัม เชื้อเพลิง ของดีเซลนั้นปล่อยอยู่ที่ ๐.๙๔ ของเอ็นจีวี (NGV) ปล่อยอยู่ที่ ๐.๐๒ ถ้าคิด ในส่วนของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) กรัมต่อกิโลเมตรในการวิ่งของรถยนต์แล้ว ดีเซลอยู่ที่ ๐.๒๓ เอ็นจีวี (NGV) อยู่ที่ ๐.๐๑ ลดลงถึง ๒๓ เท่า ตามที่ผมได้ขึ้นสไลด์ (Slide) ให้กับทาง ท่านประธานได้เห็นนะครับ แสดงให้เห็นว่าการใช้เอ็นจีวี (NGV) นั้นมีส่วนสำคัญในการลด ฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แต่ปัจจุบันนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้นำเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มานำเสนอท่านว่าปัจจุบันนี้รถบรรทุกได้มีการลดจำนวนการใช้เอ็นจีวี (NGV) ลงอย่างต่อเนื่องตามกราฟที่ได้นำเรียนท่านประธานครับ ก็คือตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ที่มีรถบรรทุก ติดตั้งเอ็นจีวี (NGV) ๔๔,๔๑๘ คัน ลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี ๒๕๖๒ เนื่องจากทาง ปตท. นั้นได้มีการขึ้นราคาแก๊สเอ็นจีวี (NGV) เป็นราคาปัจจุบันนี้ ๑๕ บาทกว่าต่อกิโลกรัมแก๊ส ทำให้ผู้ประกอบการรถบรรทุกและผู้ประกอบการรถยนต์โดยสารได้หันไปใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งมีราคาถูก โดยเฉพาะช่วงวิกฤติโควิด (COVID) นั้น มีราคาถูกถึงลิตรหนึ่งผ่านจ็อบเบอร์ (Jobber) เพียง ๑๐ บาทต้น ๆ ในส่วนของน้ำมันดีเซล ซึ่งตรงนี้ถ้ารัฐบาลสามารถสนับสนุน ให้ผู้ประกอบการรถบรรทุกสามารถกลับมาใช้เอ็นจีวี (NGV) โดยการที่กระทรวงพลังงาน สนับสนุนให้ทาง ปตท. ได้ลดราคาแก๊สเอ็นจีวี (NGV) ลง จะทำให้รถบรรทุกและรถยนต์ โดยสาร และรถส่วนบุคคลหันมาใช้แก๊สเอ็นจีวี (NGV) ทำให้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มีปัญหาเบาบางลง ท่านประธานครับ ผมเองในฐานะที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหา ผลกระทบฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) สภาผู้แทนราษฎร มีผลการวิจัยที่ชัดเจนว่า ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มาจากภาคขนส่งถึง ๗๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ได้นำกราฟมาแสดงให้ท่านประธานได้เห็นแล้ว ซึ่งการที่เราสามารถ ลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในภาคขนส่งได้ จะทำให้ลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้นลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ท่านประธานครับ ฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในประเทศไทยนั้นมาจากแหล่งต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาคนั้น ไม่เหมือนกัน ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนใหญ่ ๗๒.๕ เปอร์เซ็นต์ มาจาก ภาคขนส่ง ก็คือรถบรรทุก รถยนต์โดยสารสาธารณะ แล้วก็รถส่วนบุคคล ส่วนทางภาคเหนือ ฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) มาจากการเผาป่า ส่วนในต่างจังหวัดโดยเฉพาะที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งผมเป็นผู้แทนราษฎรนั้นฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ส่วนใหญ่มาจากการเผาไร่นา แต่ละที่ ไม่เหมือนกัน ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถ้าทาง ปตท. สนับสนุนให้ทางผู้ประกอบการ หันมาใช้เอ็นจีวี (NGV) ผ่านราคาที่ถูกลง ก็จะทำให้ปีนี้พี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑลนั้นไม่ต้องเจอปัญหาฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัย ของพี่น้องประชาชน นอกจากนี้แนวคิดนโยบายในการที่จะ