กันตวรรณ ตันเถียร สนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นระบบและยั่งยืน หลังพบว่าปัญหารุนแรงกระทบเศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในจังหวัดพังงา พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขทั้งการฟื้นฟูธรรมชาติและโครงสร้างวิศวกรรม รวมถึงโครงการโดมทะเลเพื่อชะลอคลื่นและส่งเสริมทรัพยากรทางทะเล แต่ยังติดขัดจากประกาศสิ่งแวดล้อมที่ค้างอยู่ในกระบวนการ และเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ
กราบเรียนทานประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางกันตวรรณ ตันเถียร สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจังหวัดพังงา จากพรรคประชาธิปัตย วันนี้ดิฉันขอสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการดําเนินการ แกปัญหาคลื่นทะเลกัดเซาะชายฝั่งอยางเป็นระบบและยั่งยืน ดิฉันตองขอขอบคุณทานพิมพแภัทรา วิชัยกุล และทานนริศ ขํานุรักษ ที่เสนอญัตตินี้เขาสูสภา ดิฉันเป็นคนหนึ่งซึ่งเห็นวาปัจจุบัน การกัดเซาะชายฝั่งในประเทศไทยมีความรุนแรงมากขึ้น จากการที่เราทราบแลววาชายฝั่ง ทะเลไทยทั้งหมดมีความยาว ๓,๑๕๑ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ ๒๓ จังหวัด แบงเป็นทะเล ฝั่งอันดามันและฝั่งอาวไทย ฝั่งอาวไทยมีระยะ ๒,๐๔๐ กิโลเมตร ครอบคลุม ๑๗ จังหวัด ฝั่งอันดามันระยะ ๑,๑๑๑ กิโลเมตร ครอบคลุม ๖ จังหวัด ไมวาจะฝั่งอาวไทยหรือฝั่งอันดามัน ปกติมีการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอยางรุนแรง ซึ่งกระทบวิถีชีวิตชุมชน กระทบเศรษฐกิจ กระทบ ความยั่งยืนทางทรัพยากรทางทะเล ปัจจุบันนี้การแกไขปัญหาใหกับการกัดเซาะชายฝั่ง เราไมไดทําอยางเป็นระบบเหมือนที่ทานสาทิตยแบอก แตละหนวยงานก็ตางคนตางทํา ผลกระทบ จึงเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ยกตัวอยางเชน ในจังหวัดพังงาของดิฉันเป็นจังหวัดที่มีการ ทองเที่ยวทางทะเลมากที่สุดอันดับ ๗ ของประเทศ ในปี ๒๐๑๘ มีนักทองเที่ยว ๔.๘ ลานคน นํารายไดใหกับประเทศ ๕๒,๐๑๕ ลานบาท ถือวาเป็นอันดับ ๗ ของประเทศ แตปัจจุบันนี้ ริมฝั่งทะเลของจังหวัดพังงามีการกัดเซาะอยางรุนแรงทําใหชายหาดของชาวจังหวัดพังงา ไดสูญเสียไป การสูญเสียชายหาด พื้นที่ชายหาดมันกระทบทางธุรกิจ เนื่องจากนักทองเที่ยว มาเที่ยวทะเลก็อยากมีชายหาดที่สวยงาม แตเมื่อชายหาดสูญเสียไปความสวยงามของธรรมชาติ ก็สูญหายไปเชนเดียวกัน ซึ่งตรงนี้จะเป็นการกระทบแบบหวงโซธุรกิจ เพราะในภาคโรงแรม ยังมีแรงงาน ยังมีการคาขาย ยังมีพนักงานขับรถการทองเที่ยวทุกอยางอยางเป็นระบบ ทุกวันนี้การแกไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งโดยภาครัฐ เรามีการแกไขโดยมีการสรางปะการัง ในอดีตเรามีปะการังธรรมชาติ เรามีสันทรายธรรมชาติ แตในจังหวัดพังงาหลังจากเกิดภัยพิบัติ สึนามิสันทรายธรรมชาติแหงนี้ก็ไดถูกทําลายลงไป ปะการังธรรมชาติก็ไดถูกทําลายลงเชนกัน ยกตัวอยาง พื้นที่ตําบลเกาะคอเขาและตําบลบางมวง บานน้ําเค็ม ที่ดิฉันเคยนําเสนอ ผานสภาไปแลวเกิดการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงบริเวณตําบลเกาะคอเขา ทําใหทรายที่โดนกัดเซาะไปถมอยูตรงรองน้ําเค็มทําใหกระทบวิถีชีวิตของพี่นองชาวประมง เกิดเรืออับปาง เกิดเรือลม การเขาออกทําการประมงก็เกิดมีปัญหา นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น ในภาคประชาชน ในการแกไขที่จังหวัดพังงาไดมีการประชุมระหวางภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย ผูนําชุมชนและทานผูวาราชการจังหวัด แตไมสามารถทําไดคะ เนื่องจากติดประกาศสิ่งแวดลอม ฉบับที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙ กลาวไววา หามกระทําใด ๆ ที่กอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะ ทางธรณีสัณฐานหรือสภาพทางธรรมชาติของชายหาดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หรือทําให ทัศนียภาพบริเวณหาดเสียหายไป เพราะฉะนั้นการประชุมระหวางหนวยงานภาครัฐและ ภาคเอกชนเพื่อแกไขปัญหาก็ไมสามารถทําได ดิฉันสอบถามทราบวาประกาศฉบับนี้ยังเป็นราง อยูในกระทรวงที่จะนําเพื่อมาสูการแกไข แตผานไปหลายปีก็ยังเป็นรางที่คางอยูในกระทรวง ก็ฝากทางหนวยงานชวยพิจารณาดวยนะคะ การแกไขปัญหาใหกับพี่นองชาวประมงหรือพี่นอง ที่อยูริมชายฝั่งทะเลคะ ในอดีตเรามีการแกไขแบบธรรมชาติคือปลูกปุาชายเลน การเติมทราย การมีปะการัง มีหญาทะเล ถาแบบไมใชโครงสรางเหมือนที่เพื่อนสมาชิกหลายทานพูดกัน ก็คือการปักแนวไมไผกันคลื่น อีกประการหนึ่งวิธีที่ ๓ ก็คือการสรางโครงสรางทางวิศวกรรม เพื่อสลายพลังงานของคลื่น ไมวาจะเป็นกําแพงกันคลื่น คันดักทราย เขื่อนกันคลื่นหรือหัวหาด แตสิ่งหนึ่งที่ดิฉันไดรับการรายงาน โดยมีการศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลาหรือ มอ. โดยผูชวยศาสตราจารยแพยอม รัตนมณี วิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ทานไดออกแบบศึกษาและมีการศึกษาถึงการสรางโครงทะเลวางเป็นแนวใตทะเลขนานกับ ชายหาดคะ โดยการวางออกไป ๒๐๐ เมตร ลมทะเลมีลักษณะอยางไรคะ ลักษณะก็คือ เหมือนหลังเตา และมีเป็นรูตรงกลาง ถามวามีรูตรงกลางนี้เพื่ออะไร เพื่อการชะลอคลื่น และสําคัญคือการมีชองตรงกลางก็จะทําใหทรายเขาไปอยูในชองนี้เป็นการลดแรงกระแทก และสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือวาในโดมทะเลอันนี้จะสามารถเป็นแหลงที่อยูของสัตวแน้ําใตทะเล และสามารถเกิดปะการังโดยธรรมชาติไดดวย โครงการดังกลาวนี้เป็นโครงการที่เกิดประโยชน แตทั้งนี้ทั้งนั้นโครงการศึกษาที่เป็นประโยชนแจะไมไดรับการตอบสนองเลยถาหากไมไดรับ ความรวมมือจากภาครัฐ การลงพื้นที่ของทานอธิบดีโสภณทานไดลงพื้นที่ไปที่จังหวัดพังงา เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ไดมีการพูดคุยกับทางมหาวิทยาลัย ผูนําทองที่ ผูนําทองถิ่น พี่นองชาวประมง และพี่นองชุมชนที่อยูริมฝั่งชายทะเลไดมีการพูดคุยกัน และหลายภาคสวนก็เห็นดวยที่จะทําโครงการดังกลาว แตปัจจุบันนี้ยังไมไดรับการตอบสนอง จากภาครัฐ พี่นองประชาชนมองวาโครงการอันนี้ไมใชโครงสรางแข็งคะ เป็นการวางโดม ออกนอกทะเลหางจากชายฝั่งไปประมาณ ๒๐๐ เมตร และไมเป็นโครงสรางแข็งที่จะกระทบ พื้นที่บริเวณอื่น ทางพี่นองชาวพังงา ทางหนวยงานภาครัฐจึงฝากดิฉันมาเสนอผานสภา ใหกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมและหนวยงานตาง ๆ ที่เกี่ยวของใหความสําคัญ อยางจริงจังและจริงใจในการแกไขใหกับพี่นองประชาชนริมฝั่งทะเลนะคะ การทํางาน อยาทํางานจากสวนกลางคะ ทานจะตองฟังภาครัฐ ภาคเอกชน ผูนําทองที่ ผูนําทองถิ่น และที่สําคัญตองฟังพี่นองประชาชน เพราะวิถีชีวิตเขาอยูตรงนั้น เขาเขาใจสภาพแวดลอม ในพื้นที่ของเขา ทุกคนอยากใหทรัพยากรของเราอยางยั่งยืนนะคะ แตตองมีการทํางานรวมกัน บูรณาการอยางจริงจังและจริงใจเพื่อผลประโยชนแของประชาชนและประเทศชาติคะ กราบขอบพระคุณคะ