พันตํารวจตรี สนับสนุนตั้งกรรมาธิการแก้ปัญหายาเสพติด ชี้ต้องโฟกัสรายใหญ่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๓

พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สนับสนุนการตั้งกรรมาธิการศึกษาแก้ปัญหายาเสพติด โดยเสนอให้เน้นเป้าหมายที่ผู้ค้ารายใหญ่แทนการจับผู้เสพรายย่อย และเรียกร้องนโยบายรัฐที่ชัดเจน พร้อมเสนอแนวทางจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จเพื่อปรับใช้ในบริบทไทย

พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พันตํารวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก็ขอสนับสนุนญัตติ เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาวิธีแก้ไขปัญหายาเสพติด จริง ๆ ปัญหา ยาเสพติดนี้ก็เกี่ยวเนื่องกับญัตติก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก ก็คือญัตติเรื่องเรือนจําที่เราได้ ร่วมกันอภิปรายไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราก็ทราบกันดีแล้วว่าผู้ต้องขังในเรือนจําของ ประเทศเรานั้นก็เต็มไปด้วยนักโทษคดียาเสพติดถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว จะเห็นได้ว่า ถ้าเราแก้ไขปัญหายาเสพติดนี้ได้เราก็จะแก้ไขปัญหาของเรือนจําได้ไปในตัวเอง และนักโทษ คดียาเสพติดเองก็เป็นรายเล็กรายน้อยแทบจะล้วน ๆ เลยนะครับท่านประธาน โดยที่คนค้า รายใหญ่ก็ยังอยู่กันสบายอยู่ ผมก็เลยอยากที่จะเชิญชวนให้ทุกท่านได้มาฉุกคิดกันว่าถ้าไม่มี รายใหญ่มันก็จะไม่มีรายน้อย แต่ถ้ามีรายใหญ่ คือรายใหญ่มันก็จะผลิตรายเล็กรายน้อย เพิ่มขึ้นมาตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ก็จับกันไม่หวาดไม่ไหว เพราะว่าจับรายเล็กรายน้อยแล้ว รายใหญ่มันก็ผลิตรายเล็กรายน้อยเพิ่มขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ดังนั้นการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่ได้ผลจริงต้องโฟกัส (Focus) ที่รายใหญ่เท่านั้น ส่วนรายเล็กรายน้อยเราต้องมองว่าเขาเป็น อาชญากรให้น้อยลง เราต้องทุ่มทรัพยากรไปทางนี้ให้น้อยลงสําหรับพวกรายเล็กรายน้อย ที่มีจํานวนมากนี้ แล้วเราก็ต้องทุ่มทรัพยากรไปกับการจัดการกับผู้ค้ารายใหญ่ให้ได้ เพราะว่า อะไรครับ เพราะว่าทรัพยากรบุคคลของเรามีจํากัดใช่ไหมครับ เราต้องโฟกัส (Focus) ให้ถูกจุด ถ้าเราสังเกตดี ๆ คดีอาชญากรรมอื่น ๆ ที่เป็นคดีดัง ไม่เกินกําลังของตํารวจ หรอกครับที่จะตามสืบตามจับได้ เช่น คดีฆ่าคนตายที่เป็นคดีดัง คือตํารวจไปดูที่เกิดเหตุ เจอแต่ร่องรอย ไม่ได้เจอคนที่จะไปสอบถามคนต้องสงสัยที่จะไปสาวถึงผู้ว่าจ้างได้ คือเขายัง ใช้แค่ร่องรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ ยังตามหาคนร้ายได้เลย ได้ทั้งยวงด้วย พอมาเทียบกับ คดียาเสพติด การที่ตํารวจจับคนที่เป็นรายเล็กรายน้อยได้ ทําไมถึงสาวไปถึงผู้ค้ารายใหญ่ ไม่ได้ละครับท่านประธาน ด้วยเทคนิคแล้วไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลยตํารวจจะสืบหารายใหญ่ได้ แล้วทําไมไม่ทํา ทําไมถึงปล่อยให้รายใหญ่ยังคงอยู่ แล้วก็ทําให้รายใหญ่ก็สร้างรายเล็กรายน้อย เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เจ้าหน้าที่จับอย่างไรก็จับไม่หมด หรือว่าผู้ค้ารายใหญ่มันมีอิทธิพลต่อ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ๆ หรืออย่างไรถึงไม่กล้าทํา ถึงแม้เราจะกําหนดโทษให้สูง ๆ เอาไว้ก่อน อย่างกําหนดโทษให้สูงถึงประหารชีวิตเลยก็ไม่มีประโยชน์ถ้าเกิดว่าพ่อค้ารายใหญ่ เขาไม่กลัว ถ้าเกิดเจ้าหน้าที่ไม่กล้าไปจับ จะว่าไปข้าราชการในประเทศเราโดยเฉพาะตํารวจ ก็มีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทแรกก็คือเป็นคนประเภทที่ขี้เบ่ง วางก้ามกับคนตัวเล็กตัวน้อย แต่พอไปเจอคนรวย คนใหญ่คนโตก็นอบน้อมเอาใจ และอีกประเภทหนึ่งเป็นคนประเภทที่ อ่อนน้อมต่อประชาชนตัวเล็กตัวน้อย แต่ว่ายืนตรงไม่อ่อนข้อกับคนรวย คนใหญ่คนโต ประเภทแรกก็คือพวกอยู่เป็น แต่ประเภทหลังก็คือพวกอยู่ไม่เป็น เราต้องให้คุณค่ากับ ข้าราชการประเภทหลัง ส่วนข้าราชการประเภทแรกต้องอย่าให้เขาได้เติบโตได้ รวมไปถึง นโยบายจากรัฐด้วย รายเล็กรายน้อยเราอาจจะต้องเปลี่ยนนโยบายว่าเขาไม่ใช่อาชญากร ไปเลย แล้วเอากําลังมาจัดการกับรายใหญ่ เมื่อไม่มีรายใหญ่ก็จะไม่มีรายเล็กรายน้อยนะครับ หลักการที่ผมเสนอไปนี้เรียบง่ายมากเลย ทุกท่านน่าจะเข้าใจได้ง่าย ไม่ทราบว่าทําไมรัฐบาล ที่ผ่านมาหลายปีตั้งแต่รัฐประหารปี ๒๕๔๙ ทําไมจึงไม่ทํา ปล่อยให้ประเทศเดินมาถึงจุดนี้ ได้อย่างไร การแก้ไขปัญหาต้องแก้ด้วยนโยบายรัฐ ปล่อยให้ข้าราชการเอาจริงเอาจัง เขาก็ไป เอาจริงเอาจังแต่กับรายเล็กรายน้อยแค่นั้นสิครับ เพราะง่ายกว่า ดังนั้น รัฐต้องตีกรอบ ต้องให้โฟกัส (Focus) ให้ถูกจุด หรือถ้าจะมีคนโทษว่าต้องแก้ที่สถาบันครอบครัว ต้องแก้ ที่จิตสํานึก พูดง่าย ๆ คือเป็นการโทษที่ประชาชนนั่นแหละ คิดแบบนี้ก็ไม่มีวันแก้ไขปัญหาได้ เพราะมันต้องใช้นโยบายแก้ ถ้าแก้ไม่ได้ต้องโทษที่รัฐบาล ไม่ใช่โทษที่ประชาชน ประเด็นต่อมาผมก็จะพูดถึงวิธีการแก้ไขปัญหายาเสพติดอีกแบบหนึ่งที่ทวีปยุโรปเขาใช้กัน แล้วมันเวิร์ก (Work) มากเลย วิธีนี้เราอาจจะไม่คุ้น อาจจะต้องใช้เวลากันสักหน่อย ถึงจะเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เวลาที่ผมพูดก็จะมีจํากัด ผมก็เลยอยากจะเชิญชวนดูภาพยนตร์ สารคดีกันอีกรอบหนึ่ง จากญัตติก่อนหน้านี้ที่ผมได้อภิปรายและแนะนําให้ดูสารคดีที่สนุก มาก ๆ เรื่องหนึ่งชื่อแวร์ ทู อินเวด เนกซ์ (Where to Invade next) ชื่อไทยก็คือ บุกให้แหลก แหกตาดูโลก กํากับโดยไมเคิล มัวร์ เกี่ยวกับประเด็นการจัดการผู้ต้องขังและ กระบวนการยุติธรรม และสภาพเรือนจําของประเทศนอร์เวย์ ในญัตตินี้ผมก็ขออนุญาต แนะนําเรื่องนี้อีกรอบหนึ่งนะครับ เพราะว่าเขาก็ได้เข้าไปดูการแก้ไขปัญหายาเสพติด ของประเทศในประเทศโปรตุเกสด้วย มันก็จะทําให้เราเข้าใจได้ดีกว่าการที่เราเอาเงินภาษี ของประชาชนไปดูงานที่ทวีปยุโรปอีก ก็เลยอยากจะเชิญชวนให้หาเวลาว่างมาดูกัน โดยเฉพาะท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญที่กําลังจะตั้งนี้นะครับ กล่าวโดยสรุปเลยก็คือวิธีการ คิดของประเทศโปรตุเกสนั้นเขาไม่ได้มองผู้ใช้สารเสพติดบางชนิดว่าผิดกฎหมายหรือมีปัญหา ร้ายแรง เพราะอัตราคนที่ใช้สารเสพติดแล้วก่อให้เกิดปัญหานั้นมีน้อยมากเลย เทียบกับ จํานวนผู้ใช้สารเสพติดทั้งประเทศที่ใช้สารเสพติดเพื่อความบันเทิงอย่างพอเหมาะก็จะ ไม่ทําให้เกิดผลเสียต่อตัวเองและสังคม ดังนั้น คนที่ใช้สารเสพติดจึงไม่ถูกจับ ไม่ผิดกฎหมาย และแนวคิดดังกล่าวก็มีใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ แนวคิดดังกล่าวก็ทําให้ประเทศโปรตุเกส ประสบความสําเร็จในการลดผลกระทบที่เกิดจากยาเสพติดมากเลยทั้งต่อสุขภาพของผู้ใช้เอง และสังคมโดยรวมอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งกับประเทศไทยเราก็ได้แค่ฝันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่มีผลต่อผลลัพธ์ดี ๆ ที่จะเกิดขึ้น ผมคิดว่าทุกท่านก็คงเล็งเห็นว่า ประเทศที่มีประชาชนพลเมืองที่เข้มแข็ง สังคมที่แข็งแรง เศรษฐกิจดีก็จะทําให้ปัญหายาเสพติด น้อยลงไปมาก ๆ หมดเวลาแล้ว ก็ฝากทุกท่านช่วยกันผลักดัน ขอบคุณครับ