องอาจ คล้ามไพบูลย์ หารือเกี่ยวกับบทเรียนจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-๑๙ โดยเน้นความสำคัญของระบบสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ ความร่วมมือของประชาชน และบทบาทของสื่อมวลชน พร้อมเรียกร้องให้รักษาความตระหนักและเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการระบาดระลอกใหม่
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขที่ได้รายงาน ผลการพิจารณาศึกษาญัตติเรื่องการศึกษามาตรการป้องกันการเกิดโรคระบาดหรือโรคติดต่อ ในประเทศไทย ซึ่งก็มุ่งเน้นไปเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ตามรายงานฉบับนี้นะครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงานฉบับนี้ก็ขอถือโอกาสนี้ชี้ให้เห็นว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ขึ้นในประเทศไทยนั้น ผมเชื่อว่า ในช่วงแรกผู้คนในสังคมไทยก็ยังไม่ค่อยมีความชัดเจน ยังไม่ได้มีความตระหนักรู้ว่า การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน อย่างไร จะเห็น ได้ว่าในช่วงเดือน ๒ เดือนแรก การปฏิบัติตน การดําเนินการของผู้คนในสังคม ทั้งภาครัฐเองก็ดี ภาคประชาชนก็ดี ก็ยังดําเนินการไปตามทิศทางที่แต่ละฝ่ายเห็นว่าถูกต้อง เหมาะสม ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดในช่วงแรก ๆ ผมได้มีโอกาสเดินทางไป ต่างประเทศ ซึ่งไม่ไกลมากจากประเทศไทย การเดินทางไปต่างประเทศในขณะนั้นก็ไม่ได้ มีการเตือนหรือให้มีการระมัดระวังในเรื่องของการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) การไปในสนามบินก็อาจจะมีการใส่หน้ากากบ้าง ไม่ใส่บ้าง ขึ้นไปบนเครื่องบินก็อาจจะ มีการใส่บ้างไม่ใส่บ้าง เพราะว่าเรายังไม่ค่อยมั่นใจในวิธีการที่จะดําเนินการกันอย่างไร อย่างไรก็ดีในช่วงแรก ๆ ถึงแม้ว่าจะมีความขลุกขลักอยู่บ้างในการดําเนินการ ซึ่งผมเห็นว่า ความขลุกขลักนั้นก็คงมีอยู่ ๒ เรื่องที่สําคัญก็คือ ๑. เรื่องการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการ บริหารจัดการของภาครัฐที่จะเข้ามาดําเนินการแก้ไขปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) ๒. ก็คือเรื่องของการสื่อสารและการรับรู้ต่อการดําเนินการจัดการและมาตรการในระยะ วิกฤติเมื่อมีการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่หลังจากขลุกขลักในช่วงแรก ๆ ทางภาครัฐเองก็คงตระหนักถึงปัญหานี้ดี ก็จึงมีการปรับเปลี่ยนการทํางาน จนกระทั่ง เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น มีการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการในเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) มีการสื่อสารที่ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมมากยิ่งขึ้น จึงทําให้สถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) ในประเทศไทยซึ่งมีปัญหาในช่วงแรก ๆ หลายปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็ได้รับการแก้ไขไปใน ทิศทางที่ดีขึ้น แต่พื้นฐานสําคัญที่ทําให้เราสามารถแก้ไขไปในทิศทางที่ดีขึ้นนั้นก็คือ ๓-๔ ส่วนด้วยกันครับท่านประธาน ๑. ระบบสาธารณสุขที่มีศักยภาพที่มีคุณภาพ ตรงนั้น ก็คงเป็นที่ประจักษ์กันทั่วไปอยู่แล้วจนได้รับคําชื่นชมจากต่างประเทศด้วย ๒. ก็คือบุคลากร ทางด้านสาธารณสุข ผมคิดว่านอกจากแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ที่ทํางานอยู่ในโรงพยาบาล ผมมีโอกาสไปโรงพยาบาลในช่วงที่มีการระบาด ของโควิด-๑๙ (COVID-19) เจ้าหน้าที่หรือคนงานที่ทําความสะอาดในโรงพยาบาลนั้น เขาต้องทํางานหนักค่อนข้างมาก คนเหล่านี้แหละครับที่มีส่วนสําคัญในการช่วยทําให้การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้น ไปในทิศทางที่ไม่เป็นปัญหามากนักและที่สําคัญก็คือความร่วมมือของพี่น้องประชาชน คนไทย ผมคิดว่าตรงนี้เป็นจุดเด่นสําคัญของสังคมไทยเราในช่วงระยะเวลาที่มีวิกฤติ สถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) อีกส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะพูดถึงในส่วนที่ ๔ ก็คือ สื่อมวลชน ทั้งสื่อมวลชนภาครัฐ สื่อมวลชนกระแสหลัก สื่อสังคมออนไลน์ (Online) ผมเชื่อว่า ในช่วงนั้นสื่อต่าง ๆ เหล่านั้นได้ทําหน้าที่ที่ค่อนข้างเหมาะสมสมบูรณ์ในการเป็นสื่อกลางเป็น สื่อโดยตรงถึงพี่น้องประชาชน จึงทําให้สถานการณ์โดยรวมโดยทั่วไปผมคิดว่า ไปในทิศทางที่อาจจะดีกว่าที่หลายคนคาด ๔ ประการนี้ผมเชื่อว่าเป็นหัวใจสําคัญ แล้วก็ อยากจะให้ภาครัฐ อยากจะให้สังคมไทยคํานึงถึง ๔ ส่วนที่สําคัญนี้ต่อไป เพราะอะไรครับ ท่านประธาน เพราะการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นยังไม่ได้หยุดแค่นี้ถึงแม้ว่า เราจะไม่มีผู้ติดเชื้อมานานแล้วก็ตาม แต่ไม่มีใครรับรองได้ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน เพราะฉะนั้นเราจึงได้ยินข่าวสารอยู่บ่อยครั้งว่าให้ระมัดระวังการแพร่ระบาดรอบ ๒ ถามว่า เราจะระมัดระวังการแพร่ระบาดรอบ ๒ ได้อย่างไรครับท่านประธาน ถ้าเรายังประมาท ถ้าเรายังละเลยที่จะไม่ปฏิบัติตนให้เหมือนอย่างที่เราปฏิบัติในช่วงที่ผ่านมา ผมคิดว่าหัวใจ สําคัญก็คือประการแรกผู้คนในสังคมจะต้องดูแลตนเองเพื่อส่วนรวม เราไม่ได้คิดแต่เพียงดูแล ตัวเองเพื่อตัวเราเองเท่านั้น เราต้องคิดว่าเราดูแลตนเองเพื่อส่วนรวม ประการที่ ๒ ต้องคํานึงถึงส่วนรวมเพื่อสังคม ส่วนรวมไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนในบ้าน คนใกล้ชิด คนใน ที่ทํางาน ไม่ใช่แค่คนในสภา แต่ผมคิดว่าเราต้องคิดถึงเพื่อสังคมโดยรวมทั้งหมด เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วตรงนั้น ก็เป็นปัญหาที่ต้องเข้าไปแก้ไข การเดินทางเข้ามาในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นคนต่างชาติ คนต่างด้าว หรือแม้แต่คนไทยเอง ผมเชื่อว่าเราพยายามป้องกัน เราพยายามมีมาตรการ ที่เหมาะสม แต่การลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวทางช่องทางธรรมชาติ อย่างที่มี หลายท่านอภิปรายไปแล้วนั้นก็เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นเราก็ควร จะต้องเอาจริงเอาจังเรื่องเหล่านี้ เพราะเราไม่มีใครรู้ได้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะนําเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) เข้ามาสู่คนไทยหรือไม่อย่างไร ตรงนี้ก็คงต้องฝากผู้ที่เกี่ยวข้องไปดําเนินการ เอาจริงเอาจังกับการเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าในเมื่อเราต้องอยู่ร่วมกันต่อไป ขณะที่ยังมีโควิด-๑๙ (COVID-19) อยู่นั้น การสร้างสมดุลกับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ต้องถือว่าเป็นหัวใจสําคัญเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะต้องอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ ต่อไปผมคิดว่าภาครัฐจะต้องช่วยทําให้การสร้างสมดุลระหว่างสาธารณสุขกับผลกระทบ ทางด้านเศรษฐกิจที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนนั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้ แล้วก็สามารถป้องกันแก้ไขปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) ได้ด้วย ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน