ถาวร เสนเนียม ระบุสาเหตุหลักความล้มเหลวการบินไทยคือการจัดซื้อเครื่องบิน A340 ที่ขาดทุนกว่า 62,000 ล้านบาท และเสนอแผนฟื้นฟูโดยลดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังเพื่อเปลี่ยนสถานะจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม นายถาวร เสนเนียม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๖ จังหวัดสงขลา จากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม ต้องขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ให้ความสนใจสายการบินแห่งชาตินะครับ สายการบินที่คนไทยภาคภูมิใจ แล้วก็ดําเนินกิจการมาปีนี้เป็นปีที่ ๖๐ เราดําเนินการขาดทุน ในช่วง ๑๐ ปีหลัง ๕๐ ปีแรกกําไรมาอย่างต่อเนื่อง คําถามของท่านนั้นท่านถามว่า สาเหตุ ของการขาดทุนเพราะอะไร อยากจะกราบเรียนว่าปฐมเหตุจากการที่ขาดทุน ผมขอกราบเรียนเบื้องต้นไปตั้งแต่ผมเข้ามา รับหน้าที่ประมาณเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ มาถึงวันนี้ก็ประมาณ ๑ ปี ในวันที่ผมเข้าไป กํากับดูแลจากการได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการนั้น การบริหารรัฐวิสาหกิจ จะต้องมีคณะกรรมการ คนร. หรือคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ภายใต้โครงสร้างของ พระราชบัญญัติการพัฒนา การกํากับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ ปี ๒๕๖๒ รัฐมนตรีผู้กํากับ จะเข้าไปกํากับให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการที่มีแผนรัฐวิสาหกิจอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การกํากับเราก็ต้องดูย้อนหลังไปว่าจากการที่ท่านสมาชิกสอบถามว่ามีการขาดทุนติดต่อกัน ประมาณ ๔-๕ ปีหลัง ๆ เกิดจากปฐมเหตุอะไร ผมก็ตั้งคณะทํางานขึ้นมา ๑ ชุด เพื่อที่จะ ตรวจสอบและนําไปสู่การแก้ไข นั่นคือตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๓ และต่อมา เพิ่มเติมแก้ไขคําสั่งเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๓ มี พลตํารวจโท ชาญเทพ เสสะเวช อดีตผู้บัญชาการตํารวจนครบาลเป็นประธาน มีคณะทํางานอยู่ ๓๓ คน ผลของการ ตรวจสอบเบื้องต้นแค่ย้อนหลังประมาณ ๒ ปี ปรากฏว่าปฐมเหตุนั้นในห้วงปี ๒๕๔๖ ถึงปี ๒๕๔๗ รัฐบาลในยุคนั้นได้เห็นชอบให้การบินไทยจัดซื้อเครื่องบิน เอ ๓๔๐-๕๐๐ (A340-500) และ เอ ๓๔๐-๖๐๐ (A340-600) รวม ๑๐ ลํา เป็นเครื่องบินชนิด ๔ เครื่องยนต์ แล้วก็ตั้งใจว่าจะเอามาบินระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นคือ กรุงเทพฯ-ลอสแอนเจลิส แล้วก็กรุงเทพฯ-นิวยอร์ก ผลของการดําเนินการบินในช่วงนั้น ปรากฏว่าขาดทุนทุกเที่ยวบินครับ แค่ ๒-๓ ปีขาดทุนไปแล้ว ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ หลังจากนั้นการบินไทยก็กลับมาคิดใหม่ เอาเครื่องบิน ๔ เครื่องยนต์ เอ ๓๔๐-๕๐๐ (A340-500) เอ ๓๔๐-๖๐๐ (A340-600) ๑๐ ลํานี้มาบินในเส้นทางเพิ่มเติม อีก ๕๑ เส้นทาง ก็ปรากฏว่าขาดทุนหนักเข้าไปอีก ขาดทุนเข้าไปอีก ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือปฐมเหตุ หลังจากนั้นถามกลับมาว่าแล้วซื้อไปได้อย่างไร ผมดูย้อนหลังปรากฏว่า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ทําการทักท้วงแล้ว ทักท้วงทั้งบอร์ด (Board) การบินไทยในขณะนั้น และทักท้วงทางรัฐบาล แต่ไม่ฟังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ขณะนี้ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้ว ดังนั้น ผมก็สืบต่อไปว่าแล้วดําเนินการอย่างไรต่อไป ขณะนี้เครื่องบินทั้ง ๑๐ ลํานั้นขายออกไปให้ กองทัพอากาศแล้ว ๑ ลํา ยังคงจอดอยู่ ซึ่งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการบํารุงรักษา ค่าประกันภัยและค่าจอดรวมแล้วตั้งแต่วันซื้อจนถึงวันนี้ ขาดทุนทั้งค่าด้อยค่า และค่าประกอบการ ขาดทุนทั้งหมด ๖๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขณะนี้คณะกรรมการ ที่ผมตั้งขึ้นมาเพื่อดําเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในการบริหารงานของการบินไทยว่า บกพร่องเรื่องไหนบ้าง เรื่องนี้คือเรื่องปฐมเหตุ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีชุดนี้ได้มีมติว่าในระหว่างที่การบินไทยขาดทุนนั้นจะดําเนินการ ฟื้นฟูอย่างไร ก็ปรากฏว่าการบินไทยได้เสนอแผนฟื้นฟูผ่าน คนร. และส่งมาที่คณะรัฐมนตรี เพื่อที่จะดําเนินการฟื้นฟูในช่วงนั้น ปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีภายใต้การนําของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งท่านให้ความใส่ใจและเป็นห่วงเป็นใยการบินไทยอย่างมาก ก็มาพิจารณาดูว่าการที่จะฟื้นฟูการบินไทยนั้นมีกี่ช่องทาง ช่องทางแรกคือ ๑. รัฐบาล เข้าไปอุ้ม ปรากฏว่าการบินไทยเสนอมาให้การบินไทยเข้าไปกู้เงินอีก ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท และรัฐบาลจะต้องค้ํา และถ้าเอาเงิน ๕๔,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมาใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ในช่วงนั้น ถ้าหากไม่ได้ผลอีกก็จะต้องเพิ่มทุนด้วยการออกหุ้นกู้อีก ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นคือทางเลือกที่ ๑ ที่เขาเสนอมา รัฐบาลบอกเอาเก็บไว้ก่อน ทางเลือกที่ ๒ รัฐบาล ปล่อยไปเลย ให้ดําเนินกิจการไป จะล้มหรือจะฟุบหรือจะฟื้นก็สุดแล้วแต่ความสามารถ ของการบินไทย ก็ไม่น่าจะใช่ สุดท้ายมาเจอทางเลือกที่ ๓ ก็คือบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) เป็นรัฐวิสาหกิจจะต้องดําเนินการฟื้นฟูด้วยการบริหารส่งเข้าสู่วิธีการศาลล้มละลาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย และจะให้เกิดความคล่องตัวได้นั้น ท่านประธานครับ การบินไทย จะต้องลดการถือหุ้นของกระทรวงการคลังที่ถือหุ้นอยู่ประมาณ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่ให้ ถือหุ้นเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปลี่ยนจากรัฐวิสาหกิจมาเป็นบริษัทปกติธรรมดา เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากนั้นเมื่อโอนหุ้นแล้ว การบินไทย ก็ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป รัฐมนตรีทุกคนก็ไม่มีอํานาจที่จะกํากับ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนําของ พลเอก ประยุทธ์ก็ยังคงห่วงใยจึงตั้งคณะทํางานขึ้นมา ๑ คณะ เพื่อดําเนินการติดตามให้เกิดความเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างการบินไทยกับรัฐบาล โดยมี ฯพณฯ วิษณุ เครืองาม เป็นประธานและมีกรรมการอื่นอีกรวม ๘ ท่าน เพื่อติดต่อ ประสานงานเหตุขัดข้องในการฟื้นฟูกิจการการบินไทยมายังรัฐบาล รัฐบาลจะให้คําแนะนํา ให้ความช่วยเหลืออย่างไร เช่น ประสานกับหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจในสังกัดรัฐบาลว่า ในขณะที่ทําการฟื้นฟูเกิดปัญหาอะไรจะได้ช่วยเหลือได้ หลังจากนั้นการบินไทยก็ยื่นเข้าฟื้นฟู และเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคมที่ผ่านมานี้ ศาลได้ดําเนินการไต่สวนไปแล้ว ๒ ปาก นั่นคือคนที่จะ เป็นผู้บริหารแผนและจัดทําแผนยื่นต่อศาล ผู้ที่เข้าไปเบิกความ ๒ ท่าน ก็คือ ท่านปิยะสวัสดิ์ และท่านชาญศิลป์ และวันที่ ๒๐ วันที่ ๒๕ ศาลนัดอีก ๒ นัด ถ้าเสร็จวันที่ ๒๐ ก็คงจะเสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็ต่อวันที่ ๒๕ นั่นคือ ผอ. ฝ่ายการเงิน และผู้ตรวจสอบบัญชีจะเข้าไปเบิกความ ในศาล และที่สําคัญที่สุดขณะนี้มีผู้ที่เป็นเจ้าหนี้รายย่อยยื่นคัดค้าน เพื่อที่จะเข้ามาร่วม บริหารแผนด้วย ศาลได้นัดไกล่เกลี่ยไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๗ ที่ผ่านมา ยังไม่มีการตกลง จะนัด ไกล่เกลี่ยใหม่ในวันที่ ๒๐ และวันที ๒๕ สิงหาคมนี้ อย่างไรก็ตามครับ เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการ การบินไทยผ่านไปได้ด้วยดี ทางรัฐบาลก็ได้แต่งตั้งนายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ให้ทําหน้าที่ รักษาการดีดี (DD) การบินไทย แทนคุณจักรกฤษณ์ที่ลาออก ส่วนการฟื้นฟูจะเดินไปอย่างไร ฟื้นฟูได้หรือไม่ อย่างไร เดี๋ยวถ้ามีคําถาม คําถามที่ ๒ ผมจะได้ตอบครับท่านประธานครับ