ไพลิน ยื่นญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบ พ.ร.ก.ประมง กระทบชาวประมงพื้นบ้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๓

ไพลิน เทียนสุวรรณ เสนอการแก้ไขมาตรา ๖๗ เพื่อเปิดช่องให้ศึกษาวิจัยเครื่องมือประมง โพงพางและอวนลาก โดยไม่บังคับใช้กับราชการ ประมงพื้นบ้าน และประมงน้ําจืดที่ได้รับอนุญาตผ่อนปรน พร้อมเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาหาเจ้าภาพในการศึกษาวิจัยนี้ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ อนุรักษ์อาชีพพื้นบ้าน และรักษาวิถีอัตลักษณ์ดั้งเดิม

นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวไพลิน เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ จังหวัดสมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ดิฉันเองได้ขอยื่นญัตติขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาผลกระทบและแนวทาง การแก้ปัญหาของประมงพื้นบ้านในกลุ่มจังหวัดที่มีสภาพพื้นที่ท้องทะเลน้ําตื้น สืบเนื่องมาจากปัจจุบันประมงพื้นบ้านกําลังประสบปัญหาอย่างหนักจากการแก้ไข การปรับปรุง พ.ร.ก. ประมง ปี ๒๕๕๘ ในภาพรวมการแก้กฎหมายใด ๆ ก็แล้วแต่มีทั้งข้อดี และข้อด้อย ดิฉันเองจึงขอนําประเด็นปัญหาวันนี้ที่ประมงเองได้ประสบปัญหาก็คือ ในมาตรา ๓๔ และมาตรา ๖๗ ซึ่งกระทบโดยตรงกับผู้ประกอบกิจการประมงพาณิชย์ และประมงพื้นบ้าน ผลกระทบจากการแก้ไข พ.ร.ก. ประมงในมาตรา ๓๔ ของพระราชกําหนด การประมงปี ๒๕๕๘ มีความว่า ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทําการประมงพื้นบ้าน ทําการ ประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่งพื้นที่ห่างจากชายฝั่งออกไป ๓ ไมล์ทะเล ซึ่งในข้อนี้นั้น ทําให้เกิดข้อจํากัดในการประกอบอาชีพแก่กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านที่อาศัยพื้นที่ชายฝั่งน้ําตื้น ในการทํามาหากิน เพราะเราจะต้องอย่าลืมว่าท้องทะเลนั้นมีความหลากหลายของสัตว์น้ํา และสัตว์น้ําแต่ละประเภทก็อาศัยระบบนิเวศน์ไม่เหมือนกัน บางชนิดอยู่ในพื้นที่ไม่เกิน ๓ ไมล์ทะเล แต่บางชนิดต้องห่างไกลออกไป ซึ่งการระบุไว้ว่าผู้ที่ได้รับใบอนุญาต ทําการประมงพื้นบ้านนั้นจะต้องประกอบกิจการอยู่ในเขต ซึ่งตรงนี้ดิฉันมองว่าเป็นการ จํากัดสิทธิเกินไป แล้วถ้าเกิดเรามองไปที่อุปกรณ์ในการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านแล้วนั้น การที่จะทําให้สัตว์น้ําที่อยู่ในพื้นที่ทะเลน้ําตื้นได้สูญเสียสัตว์น้ําที่มีขนาดเล็กลงไปอย่างยิ่ง ในอีกมุมหนึ่งถ้าเราอาจจะมองในเรื่องของระบบนิเวศน์ ดิฉันต้องขอนําเรียนกับท่านประธาน อย่างนี้ค่ะ ว่าในพื้นที่ที่ในมาตรา ๓๔ กําหนดไว้ในการประกอบอาชีพห้ามเกินไป ๓ ไมล์ทะเล ซึ่งถ้าเกิดเราประกอบอาชีพโดยใช้เครื่องมือในการออกทะเลไม่เกิน ๓ ไมล์ทะเลนั้น ประมงพื้นบ้านจะสูญเสียสัตว์น้ําที่เป็นสัตว์น้ําขนาดเล็ก ซึ่งจะทําให้ระบบนิเวศน์สูญเสีย เป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานคะสิ่งที่ดิฉันกล่าวมานั้นดิฉันเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านทราบดี แต่อาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องที่สําคัญ แต่หากเรายังปล่อยให้เกิดปัญหาแบบนี้ต่อไป ประเทศของเราอาจจะสูญเสียทรัพยากรชายฝั่ง ที่อุดมสมบูรณ์ไปตลอด จนถึงอาชีพประมงหน้าบ้านก็คงหายไป ถ้าหากเกิดเรื่องแบบนี้ เราก็จะซื้ออาหารทะเลที่แพงขึ้น และอาหารทะเลที่เราจะนําเม็ดเงินมาสู่ประเทศ ในภาคธุรกิจก็จะลดน้อยลงด้วย เป็นเหตุให้ดิฉันเองจะต้องนําญัตตินี้มาขอให้สภาแห่งนี้ ตั้งกรรมาธิการเพื่อรับฟัง แล้วก็หาแนวทางแก้ปัญหาให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ดิฉันเอง ขอยกตัวอย่างพื้นที่ของกลุ่มจังหวัด ตัว ก ซึ่งประกอบไปด้วย จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดชลบุรี ดิฉันทราบถึง ความจําเป็นที่กลุ่มประมงพื้นบ้านได้เรียกร้อง ซึ่งมีทั้งมาตรา ๓๔ แล้วก็มาตรา ๖๗ ในส่วนนี้ ดิฉันเองจะขอยกตัวอย่างอาชีพประมงพื้นบ้านในจังหวัดสมุทรปราการ ประกอบไปด้วย อําเภอพระสมุทรเจดีย์ อําเภอบางบ่อ ตําบลคลองด่าน แล้วก็ตําบลบางปู ซึ่งเป็นหนึ่งใน ประมงพื้นบ้าน ซึ่งพวกเขาใช้เครื่องมือที่เรียกว่าโพงพาง ซึ่งลักษณะของโพงพางนั้น เป็นลักษณะอวนคล้ายถุง ปากอวนกว้างยึดกับที่ โดยใช้กระแสน้ําพัดให้สัตว์น้ําเข้ามาใน ถุงอวน ตามประกาศการใช้ พ.ร.ก. ประมงปี ๒๕๕๘ นั้น ในมาตรา ๖๗ ซึ่งมีข้อบังคับ มิให้ใช้เครื่องมือโพงพาง แล้วก็เครื่องมือลอบพับได้หรือไอ้โง่จับสัตว์น้ํา แล้วก็อวนลากที่มี ตาอวนก้นถุงเล็กกว่าขนาดที่อธิบดีประกาศกําหนด ซึ่งเครื่องมืออวนรุนที่ใช้ติดกับเครื่องยนต์ เว้นแต่อวนรุนเคย โดยมีบทลงโทษในมาตรา ๑๔๖ ปรับตั้งแต่ ๑๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท และมาตรา ๑๖๙ ให้ริบเครื่องมือทํากินประมงและสัตว์น้ําทั้งหมด จากการที่มีการประกาศ พระราชกําหนดประมงในปี ๒๕๕๘ ส่งผลกระทบให้กับพ่อแม่พี่น้องที่ประกอบอาชีพประมง พื้นบ้าน ซึ่งตรงนี้เองรวมไปถึงประมงหน้าบ้าน ดิฉันเองขอขยายความคําว่าประมงหน้าบ้าน ก็คือว่าประชาชนที่มีภูมิลําเนาที่ติดริมคลอง ริมฝั่ง ริมชายทะเล ซึ่งพวกเขาเหล่านั้น ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ประมงหน้าบ้านมารุ่นสู่รุ่น นับเวลาเป็นร้อย ๆ ปี ซึ่งในเขต พื้นที่อําเภอพระสมุทรเจดีย์เองได้ดําเนินกิจการประมงหน้าบ้านมีจํานวน ๒๐๑ รายในพื้นที่ แล้วก็ประกอบไปด้วยตัวเลขจํานวนประชากร ๒,๐๐๐ คน ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน ๑๐๐-๕๐๐ บาท ซึ่งเงินจํานวนเหล่านี้อาจจะดูไม่มาก แต่ถ้าเกิดมองในมุมของผู้ประกอบอาชีพด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต ดิฉันเองขอความกรุณาท่านประธาน ก็คือว่าเขาเหล่านั้นวันนี้ไม่มีอาชีพทํากิน เพราะว่าตาม พ.ร.ก. ที่ได้ออกกําหนดขึ้นมา วันนี้หน่วยงานภาครัฐไม่ได้ชดเชยเยียวยาให้กับ คนกลุ่มนี้ พ่อแม่พี่น้องประชาชนต้องหยุดการประกอบอาชีพ ไม่มีรายได้ในการส่งเสีย ครอบครัว ส่งผลกระทบให้กับบุตรหลานไม่ได้เรียนหนังสือ ซึ่งนักวิชาการบางกลุ่ม มีข้อเสนอแนะว่าขอให้เขาหยุดประกอบอาชีพประมงโดยเด็ดขาด แล้วก็ไปประกอบอาชีพอื่น ความเป็นจริงมันไม่ใช่ มันทําไม่ได้ นั่นคือถิ่นกําเนิด เขาไม่สามารถย้ายถิ่นฐานไปประกอบ อาชีพอย่างอื่นได้เลย อย่างที่ดิฉันเองยกตัวอย่างในเขตพื้นที่อําเภอพระสมุทรเจดีย์ ประชาชนดั้งเดิมที่ประกอบประมงหน้าบ้านไม่สามารถที่จะย้ายถิ่นฐานไปทําอาชีพอื่นได้เลย เพราะว่าพื้นที่ตรงนั้นไม่สามารถปลูกผัก ปลูกข้าว ปลูกปาล์ม ไม่สามารถเลย สามารถที่จะ ทําได้อย่างเดียวคือทําประมงหน้าบ้าน เป็นเหตุที่ดิฉันเองต้องขอหยิบยกประเด็นนี้ยื่นญัตติ ผ่านท่านประธานสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องเกี่ยวกับประมงพื้นบ้าน ในกลุ่มสภาพพื้นที่ทะเลน้ําตื้น ดิฉันขอนําเรียนอย่างนี้ว่าในมาตรา ๖๗ ดิฉันเองได้ศึกษา แล้วได้ไปสอบถามปัญหาต่าง ๆ ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตดังนี้ค่ะ

ในมาตรา ๖๗ คําว่า โพงพางและอวนลาก จะเขียนไว้ว่า ความในวรรคหนึ่ง และวรรคสาม มิให้บังคับใช้แก่การศึกษาวิจัยซึ่งกระทําโดยทางราชการ เพื่อประโยชน์ในการ หาขนาดช่องตาอวนที่เหมาะสมที่ประชาชนพึงได้รับ โดยได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายแล้ว ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่ผู้กระทําการประมงพื้นบ้าน หรือประมงน้ําจืดที่ได้รับอนุญาตผ่อนปรนให้ใช้เครื่องมือทําการประมงตามรูปแบบเครื่องมือ ขนาดเรือ วิธีการทําประมงพื้นบ้านที่ทําประมงและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกําหนด

จากท่อนขมวดนี้ดิฉันคิดว่าในเมื่อมีการเปิดช่องให้มีการศึกษาวิจัยแล้ว เราควรจะมีผู้ที่ริเริ่มดําเนินการ ตรงนี้ในฐานะที่พวกเราเป็นตัวแทนของประชาชนที่ได้ รับเลือกเข้ามาแก้ปัญหา ดิฉันเองขอเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ รวมถึงหาเจ้าภาพหรือหน่วยงานหลักในการศึกษา ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถ ที่จะช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบได้เป็นอย่างดี อาจจะช้าไปนิดหนึ่ง แต่ไม่สายเกินไป ที่เราจะช่วยกันผลักดันในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และผลักดันให้ประชาชนสามารถกลับมา ประกอบอาชีพได้ นอกจากจะช่วยพวกเขาให้มีรายได้แล้ว ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นการ ช่วยอนุรักษ์อาชีพพื้นบ้านที่มีการทํากินมาช้านาน รวมถึงการรักษาวิถีอัตลักษณ์ดั้งเดิม ให้คงอยู่ตลอดไป ดิฉันเองก็ขอกราบเรียนท่านประธานฝากไปทางหน่วยงานให้ร่วมมาช่วยกัน พิจารณาในประเด็นนี้ค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ