รงค์ วิจารณ์รายงานปรองดองไม่สมบูรณ์ ขอปรับให้ชัด-สร้างสรรค์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓

รงค์ บุญสวยขวัญ วิพากษ์รายงานการสร้างความปรองดองของรัฐสภาที่ยังขาดความสมบูรณ์ พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงให้ชัดเจนและมีคุณภาพก่อนส่งต่อรัฐบาล โดยหารือถึงความขัดแย้งทางการเมืองและอุดมการณ์ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการระบุตัวผู้เกี่ยวข้องและทบทวนแนวทางให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เน้นย้ำว่าข้อเสนอต้องสร้างสรรค์ ไม่แบ่งฝ่ายหรือใช้เพื่อต่อต้านกันต่อไป.

รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ผมขออนุญาตอภิปรายเกี่ยวกับรายงาน การพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เข้าเรื่องเลยนะครับ งานชิ้นนี้สำหรับผม ผมคิดว่ายังไม่สมบูรณ์ครับ ผมเป็นอาจารย์ที่สอนหนังสือ สอบดุษฎีนิพนธ์ สอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาบ่อย ตัวรายงานน่าจะเป็นแค่พรอปโพซัล (Proposal) ที่เป็นข้อบังคับ เพราะยังไม่ได้ตอบโจทย์ว่า แนวทางในการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติเป็นอย่างไร มันยังไม่ตอบ โจทย์ ที่พวกเราอภิปรายนี้เราอภิปรายข้อสังเกตซึ่งมันจะเป็นภาคผนวกนั่นเอง แต่แนวทาง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เรารอคอยเพื่อที่จะส่งให้รัฐบาล ผมไม่ได้ติดใจว่าจะส่งหรือไม่ส่ง แต่ถ้าส่งไปแล้วจะต้องเป็นรายงานที่สมบูรณ์ อ่านแล้วรู้ อ่านแล้วเข้าใจ เป็นเอกสารสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งว่าสภาชุดนี้ ณ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้บอกว่าแนวทาง การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ของคนในชาติ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ นอกจากนั้น ยังมีข้อสังเกต ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ว่าไปให้เสร็จครับ ท่านประธานครับ นี่คือที่ผมกำลัง นำเรียนว่าผมยังตะขิดตะขวงใจว่าถ้าเราจะส่งเอกสารไปซึ่งจะส่งไปก็ไม่เป็นไร เพราะส่งไป เดี๋ยวฝ่ายรัฐบาลก็จะตำหนิว่าเอ๊ะ สภาทำได้แค่นี้หรือ ทั้ง ๆ ที่ประกอบไปด้วยบุคลากร ประกอบไปด้วยบุคคลมากมาย

ท่านประธานครับ ท่านประธานดูอันแรกเลย ในบทสรุป หลักการและเหตุผล บอกว่าความขัดแย้ง วันนี้เรามีความขัดแย้งทางสังคมหรือความขัดแย้งทางการเมืองครับ โซเชียลคอนฟลิกต์ (Social conflict) กับโพลิติคัลคอนฟลิกต์ (Political conflict) แตกต่างกัน ท่านประธานดูในบทสรุปผู้บริหาร บรรทัดที่ ๓ เลยว่าระยะเวลา ๑๖ ปีมานี้ ประเทศไทยมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและทางอุดมการณ์ อันนี้เป็นฮิตเวิร์ด (Hit word) เป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) เป็นเรื่องใหญ่มาก ความขัดแย้งทางการเมืองคืออะไร ความขัดแย้งทางอุดมการณ์คืออะไรครับ ณ ๑๖ ปีมานี้ต้องนิยาม จะต้องให้คำอธิบาย แล้วมันจะบอกได้เองว่าแนวทางจะออกมาเป็นอย่างไร ผมคิดว่ามาสูตรได้ถูกต้อง น่าสนใจว่า เป็นความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมืองคือใครครับ ในรายงานก็ไม่ได้บอก อีกว่าตัวละครแห่งความขัดแย้งหรือแอกเตอร์ส (Actors) ที่มันขัดแย้งกัน ใคร เช่นกองทัพ หรือทหาร หรือว่าทุนใหม่ ทุนเก่า หรือว่ากลุ่มคนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ กับคนรุ่นลูก หมายถึงเจนวาย (Gen Y) เจนแซด (Gen Z) ว่าไปให้เสร็จ ในเล่มนี้เขาไม่ได้บอกครับท่านประธาน เมื่อเราพูด ถึงความขัดแย้งเราต้องพูดแอกเตอร์ส (Actors) เสียให้เสร็จ เพราะฉะนั้นความขัดแย้งที่เป็น อุดมการณ์ ผมคิดว่าคำนี้มันซ่อนรูปอยู่ อะไรที่เป็นความขัดแย้งในวันนี้ ถ้าอุดมการณ์ทางการเมืองของไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ต้องไปดูในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราไม่ได้ขัดแย้งนะครับ หรือพวกเราในสังคมไทยคิดว่าขัดแย้ง สภาแห่งนี้ยอมรับหรือว่าขัดแย้ง ผมคิดว่าคงเห็นด้วยกับผมว่ารัฐธรรมนูญของไทยและพวกเรานี้มีอุดมการณ์ทางการเมือง อย่างแน่นอนว่าอยู่ในหมวด ๑ มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ ประเทศไทยเป็นอาณาจักรเดียว มีใครคิดเรื่องอุดมการณ์นี้ไหม มีใครคิดถึงประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใครคิดนอกจากนี้ไปไหม หรือเราส่งเสริมอะไร นอกจากนี้ไปไหม อันนี้ผมยกตัวอย่างว่าเป็นไอดีโอโลจี (Ideology) หรืออุดมการณ์ทาง การเมืองซึ่งตกผลึกแล้ว ปักแน่นแล้ว แล้วมันไม่ขัดแย้งนี่ครับท่านประธาน เมื่อมันไม่ขัดแย้ง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ไม่มี เมื่อไม่มีก็เป็นความขัดแย้งทางการเมือง อะไรล่ะในรอบ ๑๖ ปี มานี้ตามที่จัดตั้งไว้ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ เป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเวลาเรา พูดถึงความขัดแย้ง ถ้าเราจะหาทางออกนั้นเราจำเป็นจะต้องไปดูถึงแอกเตอร์ส (Actors) ไม่มีครับ ท่านประธานครับ พอมาดูอีกนะครับ ในตัวบทสรุปผู้บริหาร หน้า ค จากหลักการ และเหตุผลไปถึงข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเลย ข้อสังเกต แล้วไหนแนวทาง พอพลิกไป ดูในเนื้อหาในคอนเทนต์ส (Contents) มันเลย ผลการศึกษาไม่มี ประเด็นการพิจารณาไม่มี แล้วก็ไปเอาสุดท้ายมานิด ๆ หน่อย ๆ จากไหนครับ จากรายงานฉบับสมบูรณ์ของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่มีศาสตราจารย์ ดอกเตอร์คณิต ณ นคร เป็นประธาน ถ้าผิดผมขอประทานโทษ ชิ้นนั้น เป็นชิ้นหลัก เป็นเหมือนเอกสารหลักมาสร้างข้อเสนอแนะ ท่านประธานที่เคารพครับ ความจำเป็นนะครับท่านประธาน สภานี้มาถูกเวลา เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกว่าเราควรจะพูด ปรองดอง สำหรับแนวทาง เขียนสิครับ เราจะได้อ่าน เราจะได้ศึกษา เราจะได้วิพากษ์วิจารณ์ เราจะได้ข้อเสนอแนะกันว่าแนวทางทำอย่างไร เช่นทหารทำอย่างไร เช่นผู้ชุมนุมทำอย่างไร โยกมาแล้วก็ปรับขึ้นมาเขียนให้ชัดเจน เขียนฮาวทู (How to) ออกมา แต่ที่สำคัญครับ ถ้าเรา จะเอาเอกสารชิ้นนี้มาฟาดฟันว่าใครคัดค้านแล้วเป็นพวกที่ไม่ส่งเสริม หรือเป็นพวกที่เป็น ฝ่ายตรงกันข้าม ไม่ได้ เราต้องเคารพว่าในการมอง ในการอ่านเอกสารชิ้นนี้เราให้คุณค่า มันแตกต่างกัน สำหรับผมนะครับ เอกสารชิ้นนี้จะไม่มีคุณค่ามากไปกว่ารายงานของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งเราอ่านกันทั่วไป มีให้ในสถาบันอุดมศึกษา มีที่ห้องสมุดพระปกเกล้า ที่สภาก็มี และเรา อ่านกันเยอะ เอกสารชิ้นนั้นจะมีคุณค่าในการที่จะชี้ให้เห็นว่าสมานฉันท์จะไปอย่างไร ปรองดองเราจะทำอย่างไร ซึ่งตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้เราก็มีเงื่อนไข มีบริบทที่แตกต่างกัน อีกแล้ว ปี ๒๕๕๓ เป็นโจทย์สำคัญ วันนี้ปี ๒๕๖๓ ไม่ใช่โจทย์ของ พ.ศ. ๒๕๕๓ เพราะฉะนั้น แนวทางที่ไปทึกทักเอามาจากของเก่าแล้วมาบอกว่าต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้บนเงื่อนไข สถานการณ์ปี ๒๕๖๓ กับปี ๒๕๕๓ ซึ่งมีเงื่อนไขในความขัดแย้งทางการเมืองแตกต่างกัน แล้วเราจะมาสรุปและบอกว่าตั้งข้อสังเกต ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ไม่น่าจะมีน้ำหนักและมีพลังเพียงพอ ท่านประธานครับ สุดท้ายการสร้างสมานฉันท์ เห็นหน้า รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์รงค์ ก็บอกได้ว่าเป็นสมานฉันท์หรือว่ากวนยียวน อันนี้สมมุตินะครับ บุคคลมีบุคลิก มีลักษณะ ท่วงท่าลีลา ท่าทางของเขาซึ่งเป็นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นการสร้างสมานฉันท์นี้ในทางสังคม ทำอย่างไร ในทางกฎหมาย ในมิติกฎหมายทำอย่างไร ในมิติทางสังคมวิทยา ทางเศรษฐศาสตร์ทำอย่างไร อะไรเป็นปัจจัยเหตุที่มันเป็นปัจจัยเหตุหลักที่นำไปสู่ความ ขัดแย้ง อะไรเป็นปัจจัยที่ผกผันที่นำไปสู่ความขัดแย้ง ตรงนี้ต่างหาก แต่ไม่ใช่ที่อุดมการณ์ครับ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ แล้วคนที่จะนำไปสู่การสร้างสมานฉันท์จะต้องเป็นตัวแบบ บุคลิกที่นำไปสู่สมานฉันท์มากกว่าที่จะไปบิลต์ (Built) ให้ความสมานฉันท์นั้น ๆ ไม่อาจจะ เกิดขึ้นหรือว่านำไปสู่ความรุนแรงในอนาคตครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ