วิโรจน์ ชี้ปรองดองไม่เกิด ชี้รัฐไม่เคยรับผิด-ทำจริง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๓

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร วิพากษ์แนวคิดเรื่องความปรองดองที่รัฐไทยดำเนินการโดยไม่เปิดเผยความจริง ไม่รับผิด และปราบปรามประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการคุกคามนักเรียนและนักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสันติ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ สังคมไทยเราพูดถึงแนวทางการสร้างความปรองดองกันมานานแล้ว แต่สร้างไม่เคยได้สักทีครับ เมื่อสักครู่ก็ชัดแล้วว่าทำไมถึงสร้างกันไม่ได้ ถ้านับตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ปัจจุบันก็ครบ ๑๐ ปีพอดี นับตั้งแต่รายงานที่ออกมาในปี ๒๕๕๕ ความปรองดอง ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย นั่นเป็นเพราะว่ารัฐไม่เคยเข้าใจนิยามของคำว่าปรองดอง โดยหลักสากล ความปรองดองต้องเริ่มต้นจากการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากการกระทำ อันมิชอบและป่าเถื่อนของรัฐบาลในอดีต โดยเฉพาะรัฐบาลเผด็จการและเมื่อทราบความจริง แล้วก็จะนำไปสู่กระบวนการเยียวยาความเสียหายอย่างเข้าอกเข้าใจกัน มีการรับผิด ย้ำว่า ต้องมีการรับผิด ขอโทษ จากนั้นจึงมีการอภัยหรือนิรโทษกรรม เมื่อนั้นความปรองดอง ถึงจะเกิดขึ้นได้ ที่สำคัญครับท่านประธาน เมื่อความจริงถูกทำให้ปรากฏแล้วก็สมควรต้องมี การชำระประวัติศาสตร์ บันทึกไว้ในแบบเรียนหรือฐานข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้คนในรุ่นหลัง ได้เรียนรู้ความล้มเหลวในอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมที่คนในชาติต้องมาฆ่า ห้ำหั่นกันเองเกิดขึ้นซ้ำอีก รวมทั้งรัฐบาลในยุคต่อ ๆ มาจะได้สำเหนียก มีความอดทนอดกลั้น และไม่ประพฤติชั่วร้ายอย่างที่เคยทำมาในอดีต ที่ผ่านมาครับ รัฐไทย โดยเฉพาะรัฐบาลเผด็จการ ไม่เคยมองคำว่าปรองดองในมุมนี้เลย คำว่าปรองดองของรัฐไทยคือการกล่าวโทษ ไปที่ประชาชน ทุกครั้งที่มีรายงานอะไรก็ตามจะบอกว่าประชาชนผิด ไม่เคยตีแผ่ความผิด ของผู้มีอำนาจและกองทัพผู้ที่ครอบครองอาวุธและใช้อาวุธประหัตประหารประชาชนเลย จากนั้นก็จะซื้อเวลาไปเรื่อย ๆ ครับ เพื่อให้คดีความต่าง ๆ ทยอยหมดอายุความ บีบให้เหยื่อ ยอมรับกับชะตากรรมของตน และขอให้สังคมนี้ลืมและอย่าพูดถึงมันอีก ตั้งแต่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พฤษภาทมิฬปี ๒๕๓๕ เมษาหฤโหด พฤษภาอำมหิต ในปี ๒๕๕๓ เหมือนเราอุจจาระเลอะกางเกง แต่เราไม่ยอมล้าง แต่พยายามจะเอากางเกง ตัวใหม่มาใส่ทับ กลิ่นอย่างไรก็คลุ้ง คราบอย่างไรก็เห็น นั่งอย่างไรก็ไม่สบาย เพราะอุจจาระ มันเต็มกางเกง แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าความปรองดองครับ ยิ่งในปัจจุบันครับ ภายใต้รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ ที่ปัจจุบันท่านมีอายุ ๖๖ ปีแล้ว แต่กลับเลือกที่จะใช้วิธีในการส่งเจ้าหน้าที่ ไปคุกคามนักเรียน ม.ต้น นักเรียน ม.ปลาย นิสิต นักศึกษา อายุที่น้อยที่สุดที่ผมได้รับรายงาน จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน คืออายุ ๑๒ ปี น้อยกว่าท่านถึง ๕๔ ปี คุกคามกัน แบบนี้ทั่วประเทศ ตั้งแต่จังหวัดลพบุรี จังหวัดแพร่ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดสกลนคร จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครพนม จังหวัดยโสธร หาดใหญ่ จังหวัดร้อยเอ็ด แม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร วิธีการก็คือว่าครูบางคนเอาข้อมูลส่วนตัว นักเรียนไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. จากนั้นเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ไปคุกคาม นักเรียน โทรศัพท์ไปคุกคามผู้ปกครอง มีการเปิดโรงเรียนให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้เข้ามา ในโรงเรียน เรียกนักเรียนไปกดดันข่มขู่ ขู่ว่าจะไล่ออกบ้าง ขู่ว่าจะให้เกรด (Grade) สอบตกบ้าง ขู่ว่าจะไม่ให้สอบบ้าง แต่ที่แย่ที่สุดคือพยายามที่จะกดดันผลักดันให้นักเรียนไปจัดกิจกรรม นอกโรงเรียนเพื่อหมายให้ตำรวจแจ้งความดำเนินคดีกับลูกศิษย์ตัวเองในข้อหา พ.ร.บ. ชุมนุม สาธารณะ และ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ทำไมครับ นักเรียนเขาอยากจะแค่ชูกระดาษเปล่าอย่างสงบ จะเป็นจะตายกันให้ได้ นักเรียนเขาเอากระดาษกาวมาปิดทับชื่อตัวเองครับ ท่านประธานครับ ปรากฏมีครูบางคนไปดึงออกแล้วถ่ายคลิป (Clip) นักเรียนด้วย ผมว่าถ้าทำอย่างนี้ผมว่าไม่ใช่ครูแล้วครับ ณ วินาทีที่ท่านดึงกระดาษกาวนักเรียนออก ท่านไม่ใช่ครูแล้ว แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ถ้ามีโอกาสเดี๋ยวผมจะจูงหมามาด่าท่านซ้ำอีก ผมยืนยันว่า ถ้าอย่างนี้ยกเลิกวิชาหน้าที่พลเมืองไปเลย เพราะวัตถุประสงค์ของวิชานี้คือการสร้างจิตสำนึก และการทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าของวิถีทางของประชาธิปไตย แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติ กลับปิดกั้นคุกคามนักเรียนไม่ให้ใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่เขาโหยหา วันพุธที่ ๕ สิงหาคม พลเอก ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมรับฟังนักศึกษา อีก ๒ วันต่อมา วันที่ ๗ ออกหมายจับ ๓๑ คน ซึ่งในจำนวนนั้นมีนักเรียน นักศึกษารวมอยู่ด้วย โอ้โฮ อำมหิต จริง ๆ ผมเข้าไปประชุมในคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง วันที่ ๕ สิงหาคม วันเดียวกัน ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติบอกว่าไม่มีคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี หรือ ผบ.ตร. ในการ คุกคามนักเรียน แต่ปรากฏว่าวันที่ ๑๐ สิงหาคม ก็ยังมีการไปคุกคามนักเรียนที่โรงเรียน หาดใหญ่วิทยาลัยและสตรีศึกษาที่จังหวัดร้อยเอ็ด ผมคิดว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเลิกปากว่าตาขยิบ และถ้ายังคุกคามนักเรียน นักศึกษาไม่เลิก เขาจะไม่เหลือความ ไว้เนื้อเชื่อใจกับ พลเอก ประยุทธ์เลย และจะทำให้ภาพลักษณ์ของ พลเอก ประยุทธ์ดูตกต่ำ ลงเรื่อย ๆ