พิสิฐ ลี้อาธรรม แสดงความเห็นสนับสนุนการออกกฎหมายโอนเงินเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสทางการคลัง แต่ตั้งข้อสังเกตและเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการด้วยวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยวิพากษ์การปรับตัวเลขกรอบวินัยที่ขาดความชัดเจน พร้อมเสนอให้มีระบบจัดสรรงบประมาณที่ตรวจสอบได้ และเน้นย้ำว่าการโอนงบไม่ใช่การตัดงบ แต่ควรนำเงินที่ไม่ได้ใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ พร้อมเตรียมนำเสนอข้อมูลประกอบการพิจารณาของสภาเพื่อความโปร่งใสและคำนึงถึงผลกระทบต่อการชำระหนี้และงบลงทุนในอนาคต
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่น ผมขออนุญาตเรียนครับว่ากระผมเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายโอนเงินฉบับนี้นะครับ เพราะว่าเป็นการสร้างความโปร่งใสให้กับระบบว่าเราจะเอาเงินไปใช้อย่างไร มีการแจกแจง ตัวเลขต่าง ๆ จำนวนมากด้วยกัน แต่กระผมขออนุญาตเรียนครับว่าผมเห็นด้วยเพียง ครึ่งเดียวที่ท่านดำเนินการแบบนี้ แล้วเดี๋ยวผมจะอธิบายต่อไป จริง ๆ แล้วการที่ท่านออก พระราชบัญญัติลักษณะนี้ที่ผมเห็นด้วยเพราะว่า ถ้าไม่มีการออกกฎหมายฉบับนี้เวลามีเรื่อง ฉุกเฉินเข้ามาอย่างไรเสียรัฐบาลก็ต้องใช้เงินอยู่ดี แล้วก็จะไปเบียดบังเงินในงบกลาง ถึงแม้ว่า เงิน ๙๖,๐๐๐ ล้านบาทจะไม่พอ ท่านก็มีอำนาจที่จะใช้อยู่แล้วโดยการเอาเงินส่วนอื่นใน งบกลางที่มีอยู่กว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาใช้ได้ แล้วแต่ละปีในอดีตที่ผ่านมารวมทั้งของ รัฐบาลท่านด้วยนะครับ ท่านก็มีการทำลักษณะนี้ แล้วก็ต้องมามีการตั้งงบชดใช้เงินคงคลัง แล้วแต่ละปีก็เป็นหมื่น เพราะฉะนั้นการที่ท่านมีการโอนเงินออกมา ๘๘,๐๐๐ ล้านบาทครั้งนี้ ก็จะเป็นการลดภาระของงบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ที่จะต้องไปตั้งงบชดใช้เงินคงคลังลง อันนี้ ก็เป็นเรื่องของความโปร่งใสประการหนึ่ง ใน ๓ สัปดาห์ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงกลางเดือนนี้ รัฐสภาของเราแห่งนี้จะมีการพิจารณางบใช้เงินซึ่งเป็นกฎหมายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นงบ พระราชกำหนด ๑ ล้านล้านบาทเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วหรือในวันนี้ และในอีก ๒ อาทิตย์ ข้างหน้าวันที่ ๑๕ เราก็จะมีการพิจารณางบ ปี ๒๕๖๔ เป็นพระราชบัญญัติใหญ่ที่จะมีการ ใช้เงินกว่า ๓ ล้านล้านบาท ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเดียวกันถึงแม้ว่าจะแยกแยะกัน รัฐบาล ก็ได้มีการพูดถึงเรื่องของวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นกฎหมายที่เราได้มีการบัญญัติขึ้น ปี ๒๕๖๑ เอง ซึ่งการที่เรามีวินัยการคลังหรือว่ามีการดูแลฐานะการคลังที่ดีก็จะเป็น ประโยชน์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ ประเทศในโลกไม่น้อยที่ทำเรื่องนี้ไม่ดีก็ทำให้ เกิดปัญหาขึ้นมามากมายซึ่งผมคงจะไม่กล่าวถึงนะครับ ทีนี้ผมอยากจะขออนุญาตให้เห็นว่า ท่านนายกรัฐมนตรีในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมาได้ใช้เวลากับเรื่องนี้มาก ขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดสไลด์)
มีการออกประกาศถึง ๔ ฉบับ ด้วยกัน ในเรื่องของตัวเลข สัดส่วนเพื่อเป็นกรอบวินัยการคลัง ฉบับที่ ๑ ออกในปี ๒๕๖๑ มีทั้งหมด ๕ ตัวด้วยกัน ฉบับที่ ๒ ครับ ปีต่อมาท่านก็มาแก้ว่าปีที่แล้วคือปี ๒๕๖๑ ที่ตั้งไป มันไม่ถูก แก้จาก ๕ เปอร์เซ็นต์เป็น ๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือปี ๒๕๖๒ ฉบับที่ ๓ ล่าสุดไม่กี่วันนี้เอง ท่านก็มาแก้ใหม่ บอกว่าสัดส่วนงบกลางขอแก้จากที่เคยอยู่ในอัตรา ๒-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ มาเป็น ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ขยับขึ้นไป ขณะเดียวกันงบชำระคืนต้นก็เช่นกันท่านก็ขยับลงมา เพราะว่าเตรียมการสำหรับวันนี้คือจะมีการตั้งงบกลาง ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท จะมีการลด การชำระหนี้ต่ำกว่าที่เคยกำหนดในฉบับที่ ๑ ขอภาพฉบับที่ ๔ เลยครับ ขณะเดียวกันท่านก็มี การตั้งกรอบบริหารหนี้สาธารณะโดยระบุว่าข้อที่ ๑ หนี้ต่อจีดีพี (GDP) จะไม่ให้เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือตัวอย่างของเวลาและความสนใจที่ท่านได้พยายามจะพูดแต่เรื่องของ ตัวเลขต่าง ๆ เหล่านี้ว่าเป็นประจักษ์พยานของการมีวินัยการคลัง ซึ่งผมเองเคยกล่าว ในที่ประชุมแห่งนี้แล้วนะครับว่าผมเสียดายที่เราไปเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้ จริง ๆ วินัยการคลังไม่ใช่เรื่องของการแต่งตัวเลข แล้วพอจะไปเกินตัวเลขนี้ก็ไปเขยิบขึ้นไป อย่างเช่น วันนี้ตัวเลขของงบกลางจะปิด ก็เลยเขยิบขึ้นไป ตัวเลขของหนี้จะไม่ได้ก็เลยเขยิบ ขึ้นไปอีก ทุกครั้งที่จะมีการใช้เงินมากกว่าที่คิดก็จะมีการปรับตัวเลขใหม่ อันนี้ไม่ใช่วินัยการคลัง วินัยการคลังเป็นเรื่องของการที่เราจัดระบบให้มีความโปร่งใส ระบบที่ตรวจสอบได้ มีการควบคุมรายจ่ายเพื่อสร้างความเชื่อมั่น แต่ถ้าเราทำอย่างนี้ทุก ๆ ครั้งความเชื่อมั่น หดหายหมดเพราะกลายเป็นว่าเรานี่พยายามจะแต่งตัวเลขแล้วก็เขยิบให้มันเป็นไปตามนั้น ผมเชื่อว่าทุกท่านในห้องนี้คงเห็นด้วยว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติเราต้องใช้ นโยบายการคลังเราต้องมีการใช้จ่ายเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) เรายังไม่ทราบว่าจะมีการ ลงเอยเป็นอย่างไร ทีนี้วิธีการที่ท่านนำเสนอโดยการโอนย้ายงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ เพื่อจะมารอตรงนี้ แล้วไปโปะไว้ที่งบกลาง จริง ๆ แล้วท่านไม่จำเป็นต้องไปเขยิบงบกลางเลย เรามีเวลาเหลือเพียงประมาณ ๓ เดือนกว่า ๆ ที่หมดปีงบประมาณ เวลานี้เราควรจะทราบแล้วว่า เราควรจะต้องใช้งบเพื่อการสาธารณสุขเท่าไร งบเพื่อน้ำเท่าไร ผมเชื่อว่าท่านสามารถให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการบ้าน แล้วก็นำเอางบที่โอนไปใส่ในกระทรวงเหล่านั้นให้ชัดเจน ผมอยากเห็นเป็นบรรทัดฐานในปีต่อ ๆ ไปว่าไม่ใช่เอะอะก็โอนมาแล้วก็มาใส่งบกลาง ซึ่งจะ ทำให้เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงเป็นใยว่าจะมีอะไรเคลือบแคลงอยู่ แต่ถ้าท่านทำให้โปร่งใสชัดเจน โอนออกมาแล้วแล้วก็มาใส่ในงบที่คิดว่าจะต้องใช้ซึ่งภายใน ๑๐๐ วันข้างหน้านี้ จำเป็น ต้องใช้อยู่แล้ว เรามีความเข้าใจกันดี เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนไว้ว่า ในห้องนี้เราเห็นด้วยกับการต้องเยียวยา ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากเรื่องของ โรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้ เรื่องของเอสเอ็มอี (SMEs) เรื่องของผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่การที่ โอนงบเหล่านี้เข้ามาในลักษณะที่เป็นงบกลางสร้างความไม่เข้าใจในหลาย ๆ ประการด้วยกัน เพราะฉะนั้นในระยะข้างหน้าผมอยากเห็นเราดูแลวินัยการคลัง ดูการทำงานเราจะดีกว่า จริง ๆ แล้วในอีก ๒ สัปดาห์ข้างหน้านี้เวลาที่ท่านนายกรัฐมนตรีนำเสนองบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ย่อมมีการขาดดุลไม่ต่ำกว่า ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือไม่ต่ำกว่า ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เมื่ออาทิตย์ที่แล้วท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าหนี้ต่อจีดีพี (GDP) ของเราอยู่ที่ ๕๗.๙ เปอร์เซ็นต์ ขึ้นสไลด์ (Slide) ฉบับที่ ๔ อีกครั้งนะครับ กรอบวินัย การคลังที่ท่านประกาศไว้ก็จะไม่สามารถดูแลได้ ที่บอกว่าหนี้ต่อจีดีพี (GDP) ไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะต้องเกิน และปีต่อ ๆ ไปก็ต้องเกินไปตลอด ซึ่งผมก็ยอมรับว่านี่คือไม่มี วินัยการคลังเป็นภาระที่ตกทอดที่จะต้องดูแลกัน เพราะฉะนั้นเรื่องของการมีวินัยการคลัง ก็คือจะต้องมีการจัดระบบ ระบบของการตรวจสอบ ระบบของการดูแลการจัดสรรงบประมาณ อย่างกรณีที่ท่านจัดงบ ๑ ล้านล้านบาทเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แล้วก็มี ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นงบที่สมาชิกไม่ค่อยสบายใจว่าจะมีการใช้จ่ายอย่างไร ต่างจากการที่ท่านนำเสนอ งบประมาณประจำปี อย่างงบเมื่อตอนเดือนกุมภาพันธ์เป็นเงินถึง ๓.๒ ล้านล้านบาท ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกมีความสบายใจมากกว่า เพราะอะไร เพราะงบ ๓.๒ ล้านล้านบาท เป็นการดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงก็คือสำนักงบประมาณ เขามีระบบ การดูแลกลั่นกรองแล้วก็ตรวจสอบส่งผ่านไปในที่สุด จริงอยู่ทุกบาททุกสตางค์อาจจะ ไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้ แต่ระบบนั้นก็เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ผมเชื่อว่าตัวเลขของ พระราชกำหนด ๑ ล้านล้านบาท ที่มีเพียง ๓ ตัวนี่ ไม่ได้เป็นตัวช่วยให้สมาชิกมีความสบายใจ ผมอยากเห็นเราเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ เปลี่ยนเถอะครับ เราเปลี่ยนให้การดูแลเรื่องรายจ่าย อยู่กับสำนักงบประมาณเท่านั้น อย่าไปอยู่กับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ อย่าไปอยู่กับกระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงการคลังเก่งเรื่องกู้เงิน เก่งเรื่องเจรจา แต่การจะไปตรวจสอบโครงการ การจะไปตรวจสอบงบนี่เป็นเรื่องของ สำนักงบประมาณ เพราะฉะนั้นถ้าเราจัดระบบต่าง ๆ ให้เข้ามาในกรอบนี้ ปฏิรูปกฎหมาย การคลังเสีย ปฏิรูประบบการคลัง ระบบการแบ่งอำนาจระหว่างหน่วยงานเหล่านี้ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกและประชาชน รวมทั้งชาวโลกก็จะมีความมั่นใจในการบริหารจัดการ เรื่องของหนี้สาธารณะและเรื่องการคลังของเราได้ จะคงไว้ก็มีตัวเดียวที่ควรคงไว้ก็คือกรอบ ในการกู้เงินซึ่งมีปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ หรือที่ผ่านมาก็อยู่ใน พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๙ ทวิ ที่มีการกำหนดว่าเราไม่ควรกู้เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณรายจ่าย เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ขออนุญาตกราบเรียนเพื่อจะได้มีการไป พิจารณาปรับปรุงต่อไปนะครับ
สุดท้ายนะครับ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงเรื่องของการตัดงบ จริง ๆ แล้วครั้งนี้ไม่ใช่ตัดงบครับ เพราะว่าสภาวะอย่างนี้เราต้องให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น แต่เงินที่ท่านโอนมาเป็นเงินที่จะไม่ได้มีการใช้จ่ายอยู่แล้ว เป็นเงินที่จะต้องตกไปถ้าเกิดไม่มี การเอามาให้เกิดประโยชน์ ซึ่งผมก็คิดว่ารัฐบาลคงต้องชี้แจงเรื่องนี้ครับ ส่วนในเรื่องของงบ ชำระหนี้ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ แล้วไม่ควรจะไปแตะนะครับ เพราะเป็นการโรลโอเวอร์ (Rollover) หนี้ อย่างไรเสียก็นับอยู่ในวงเงินนี้อยู่แล้ว แล้วก็เป็นการเอื้อประโยชน์กับผู้ที่ เขามีความเป็นเจ้าหนี้อยู่ จริง ๆ แล้วถ้าท่านเอาตรงนี้มาประมวลใหม่ น่าจะได้ดอกเบี้ย ที่ดีกว่านี้ ต่ำกว่านี้ อาจจะมีคนอื่นมาแข่ง แล้วก็งบลงทุนของปี ๒๕๖๓ ที่ท่านตัดไปครั้งนี้ คงต้องมีการนำไปรวมกับงบลงทุนของปี ๒๕๖๔ ที่ท่านจะนำเสนอในอีก ๒ อาทิตย์ข้างหน้านี้ เพราะว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ก็ขออนุญาตเรียนท่านเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับ