สุภาภรณ์ แจงห่วงหนี้ครัวเรือน-ทุจริตงบเยียวยา ชี้ต้องเร่งฟื้นเศรษฐกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓

สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา อภิปรายร่างโอนงบประมาณปี 2563 เพื่อเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 โดยแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงด้านวินัยการเงิน การทุจริต และการลดงบลงทุนที่กระทบการฟื้นฟูเศรษฐกิจ พร้อมเสนอเน้นมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจควบคู่กับด้านสาธารณสุข โดยส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ห่วงหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการพักชำระหนี้ และเรียกร้องให้รัฐเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่น วางแผนรับมือวิกฤติการเงินและขาดกำลังซื้อในอนาคต รวมถึงอำนวยความสะดวกทางการค้า ไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพเกินจำเป็น เพื่อป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างรุนแรง

นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๒๙ กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้หลักการและเหตุผลในการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน ๘๘,๔๕๒ ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายสนับสนุนในการ แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นอื่นนั้น ดิฉันมีข้อสังเกตและความห่วงใย ต่อร่างพระราชบัญญัติการโอนเงินงบประมาณดังกล่าวไปตั้งไว้เป็นงบกลาง จะมีความสุ่มเสี่ยง ต่อวินัยการเงินการคลังและจะเกิดการทุจริตได้ง่าย ท่านประธานคะ ในหลักการดิฉันเห็นว่า การปรับลดงบประมาณเพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก โรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) มีความจำเป็นที่จะต้องกระทำ แต่ต้องเป็นงบประมาณ ที่ไม่ก่อให้เกิดเงินได้หรือการผลิต เช่น การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ไม่ควรไปปรับลด งบลงทุนที่ก่อให้เกิดเงินได้หรือเกิดการผลิต อันจะส่งผลต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะผลกระทบของโควิด-๑๙ (COVID-19) มิได้มีเพียงด้านสาธารณสุข แต่ยังทำให้ เศรษฐกิจหยุดชะงัก จึงมีความจำเป็นต้องฟื้นฟูควบคู่กันไป ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉัน มีความกังวลเป็นอย่างยิ่งคือการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสาธารณสุขมากกว่า มาตรการด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดิฉันจึงขอกราบเรียนท่านประธานว่าผลกระทบของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้เศรษฐกิจของโลกและประเทศไทยหยุดชะงักและหดตัวอย่างรุนแรง การฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงมีความทวีความยากมากกว่ากรณีอื่น ๆ เนื่องจากทุกประเทศ ล้วนประสบปัญหาเหมือนกันหมด เราจึงต้องอาศัยปัจจัยภายใน นั่นคือรัฐบาลต้องกระตุ้น ให้เกิดการบริโภคภายในเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เราไม่อาจอาศัยไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนมาฉุดเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้ ท่านประธานคะ สถานการณ์ ทางเศรษฐกิจไทยมีความน่าเป็นห่วงในทุกมิติ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ ๑ ค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ข้อมูล ณ สิ้นปี ๒๕๖๒ เงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนสูงถึง ๑๓.๔๗๒ ล้านบาท ซึ่งหากจีดีพี (GDP) ปีหน้าติดลบ ร้อยละ ๕ อัตราหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (GDP) จะสูงถึงร้อยละ ๘๔ ซึ่งจะเป็นตัวฉุดกำลังซื้อ ของพี่น้องประชาชน ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายนอยู่ที่ ๗.๖๒๘ ล้านล้านบาท หรือประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ อันจะทำให้เงินบาทแข็งค่า กระทบต่อการส่งออก ในด้านการจัดเก็บภาษีเงินได้ ประเทศเราจัดเก็บได้ต่ำกว่า ประมาณการมาตลอดหลายปี แต่การกู้เงินเพื่อการชดเชยที่การขาดดุลงบประมาณสูงขึ้น เราจะเห็นได้ว่าแนวโน้มที่จะต้องกู้เพิ่มในปี ๒๕๖๔ เมื่อดูจากกราฟ การกู้ของรัฐบาล ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ที่ผ่านมาทุก ๆ ปีจะมีการสำรองเงินไว้อยู่ที่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นตรงนี้จะส่งผลให้หนี้สาธารณะสิ้นสุดปี ๒๕๖๔ คาดว่าจะสูงถึงร้อยละ ๕๗.๙๖ ของจีดีพี (GDP) นั่นคือเราจะก่อหนี้ไม่ได้อีก ดังนั้น งบประมาณที่จะปรับลดเพื่อนำไปแก้ไขปัญหาของโควิด-๑๙ (COVID-19) คือเงิน ก้อนสุดท้ายที่รัฐบาลจะใช้ในการแก้ไขปัญหา หากการฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่สำเร็จ คนทั้งประเทศจะตายหมู่ ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉันกังวลเพิ่มขึ้นคือหนี้เสียในระบบ สถาบันการเงิน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพักชำระหนี้ ซึ่งจะครบกำหนดการผ่อนผันใน ๓-๖ เดือน ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้นพี่น้องประชาชนไม่มีงานทำแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปผ่อน ให้กับธนาคาร ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ณ ไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๓ ประมาณ ๑๕.๓ ล้านล้านบาท เป็นสินเชื่อจัดชั้นปกติ ๑๓.๖ ล้านล้านบาท เป็นสินเชื่อจัดชั้นเก่าถึงพิเศษ ๑.๒ ล้านล้านบาท เป็นเอ็นพีแอล (NPL) ๔.๙ แสนล้านบาท สินเชื่อจัดชั้นเก่าถึงพิเศษก็คือสินเชื่อของลูกค้าเก่าที่มีวงเงิน อยู่กับธนาคาร ซึ่งขณะนี้ได้รับการผ่อนพักชำระหนี้ เพราะฉะนั้นสินเชื่อกลุ่มนี้จึงเป็นสินเชื่อ ที่กำลังจะกลายเป็นเอ็นพีแอล (NPL) คืออีก ๑.๒ ล้านล้านบาท เมื่อรวมกันแล้วจะทำให้เกิด เอ็นพีแอล (NPL) ในอนาคตสูงถึง ๑.๖-๑.๗ ล้านล้านบาท ดิฉันอยากจะถามว่ารัฐบาลและ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะแก้ไขปัญหาอย่างไรไม่ให้ซ้ำรอยกับในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาล ไม่มีทางเลือกอย่างอื่นนอกจากการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นสิ่งแรก รัฐบาลจะต้องกระทำคือ ทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความเชื่อมั่นทำให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่าการสร้าง ทัช แอนด์ คอนฟิเดนซ์ (Touch and confidence) ด้วยกระบวนการที่น่าเชื่อถือ เริ่มจาก การสร้างบรรยากาศแห่งความชัดเจนเพื่อให้ประชาชนผู้ประกอบการนั้นวางแผนสำหรับ อนาคตได้ เช่น การบอกกล่าวถึงกำหนดการล่วงหน้าในการที่จะยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นต้น เพราะถ้าหากไม่มีความชัดเจนพี่น้องประชาชนผู้ประกอบการนั้นก็ไม่สามารถ ที่จะทำงานได้ ไม่สามารถที่จะวางแผนล่วงหน้าได้ รัฐบาลต้องหยุดสร้างความหวาดกลัว แต่เปลี่ยนให้เป็นโอกาส แต่ดูเหมือนสิ่งที่รัฐบาลกำลังกระทำอยู่ในขณะนี้จะตรงข้ามกับที่ ดิฉันกำลังกราบเรียนท่านประธานค่ะ สิ่งสำคัญที่ดิฉันได้ฟังจากพี่น้องประชาชนคือประชาชน กำลังขาดกำลังซื้อ หรือพูดตรง ๆ คือประชาชนไม่มีรายได้ แต่มีหนี้สินสูงขึ้น ซึ่งตัวเลข หนี้ครัวเรือนที่ดิฉันได้นำเรียนท่านประธานไปก็สามารถยืนยันได้ ปัญหาของรัฐบาลในขณะนี้ คือจะสร้างกำลังซื้อให้เกิดกับประชาชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ออกไปจับจ่ายใช้สอย ได้อย่างไร ยิ่งได้ฟังจากพี่น้องประชาชนว่าการเยียวยานั้นไม่ทั่วถึง ยิ่งทำให้ดิฉันกังวลมากขึ้น เพราะยิ่งทำให้พี่น้องประชาชนนั้นจะขาดกำลังซื้อมากขึ้นไปอีก ที่แย่ไปกว่านั้นคือการเยียวยานั้น จะจบลงในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ประชาชนจะอยู่กันอย่างไร และที่สาหัสยิ่งขึ้นในเดือนตุลาคม ปลายปีนี้ ตัวเลขของคนตกงานจะพุ่งสูงขึ้นถึง ๗-๑๐ ล้านคน รัฐบาลจะทำอย่างไร ท่านประธานคะ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันในสิ่งที่ดิฉันได้อภิปราย ดิฉันขออนุญาตเปิดคลิป (Clip) ที่ดิฉันได้ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชนค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)

ท่านประธานคะ จากการ รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง ของรัฐบาล ทำให้มีความยุ่งยากในการทำมาหากิน เกิดต้นทุนที่ไม่จำเป็นตามที่ดิฉันได้เสนอ คลิป (Clip) ไปให้ท่านประธานได้รับฟังนะคะ ดังนั้น สิ่งสุดท้ายที่ดิฉันจะให้รัฐบาลทำคือ

๑. อำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้รับความสะดวกในการ ประกอบการค้าเพื่อให้มีรายได้นำไปเสียภาษีให้กับรัฐ

๒. ดิฉันเชื่อว่าคนไทยทุกคนมีความรักตัว กลัวตาย มีความรับผิดชอบ ต่อสังคมส่วนรวมด้วยกันทุกคน รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนว่า หากมีกรณีที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน มีการกลับมาของการแพร่ระบาด รัฐบาลมีมาตรการ ที่สามารถจะหยุดการแพร่ระบาดได้อย่างทันท่วงที รวดเร็ว และการสาธารณสุขของไทย มีความสามารถที่จะดูแลพี่น้องประชาชนที่เจ็บป่วยได้

ท่านประธานคะ รัฐบาลไม่มีอำนาจที่จะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ พี่น้องประชาชนเกินกว่ากรณีที่จำเป็น เพื่อเอามาเป็นผลงานและกลบความล้มเหลว การบริหารงานทางเศรษฐกิจ หากรัฐบาลไม่ตระหนักในสิ่งที่ดิฉันได้อภิปรายคือไม่เร่งฟื้นฟู เศรษฐกิจ งบประมาณแผ่นดินที่จะปรับลดเพื่อโอนไปเป็นงบกลางก็จะเป็นการโอนเงิน งบประมาณแบบเคยตัวเคยชิน อย่างที่เคยปฏิบัติกันมาตลอดตั้งแต่อดีตโดยไม่มี การตรวจสอบเท่ากับสูญเปล่า สุดท้าย ดิฉันอยากจะบอกว่าประเทศไทย คนอาจจะไม่ได้ตาย ด้วยโรคโควิด (COVID) แต่จะอดตายกันทั้งประเทศแทนค่ะท่านประธาน กราบขอบพระคุณค่ะ