นิคม วิจารณ์โอนงบ 88,000 ล้าน ชี้กระทบงบการแพทย์แผนไทยและชนบท

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓

นิคม บุญวิเศษ วิพากษ์การโอนงบประมาณกว่า 88,000 ล้านบาทไปยังงบกลาง โดยตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 เนื่องจากไม่สามารถแปรญัตติลดได้ และวิจารณ์การตัดงบจากหน่วยงานสำคัญอย่างกรมการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเพื่อส่งเสริมยาแผนโบราณและสร้างรายได้จากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังท้วงติงการโอนงบจากโครงการสำคัญในชนบท เช่น โรงพยาบาลและโรงเรียน ไปยังงบกลาง ชี้ว่าการแจกเงินเยียวยาไม่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ควรใช้งบเพื่ออุดหนุนผู้ประกอบการให้จ้างงานได้ต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออภิปราย ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ตามที่เพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปราย กันมาตั้งแต่รอบเช้า ขอเพิ่มเติมในสัดส่วนของพรรคพลังปวงชนไทย จากที่รัฐบาลได้มี การโอนงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๘๘,๔๕๒ ล้านบาท ซึ่งผมได้ไปศึกษาในรายละเอียด มีอยู่ ๓ ส่วน งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณโอนมา ๓๙,๐๐๐ ล้านบาทเศษ งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ๑๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ งบประมาณรายจ่ายเพื่อชำระหนี้ ภาครัฐ ๓๕,๓๐๐ ล้านบาท งบประมาณก้อนนี้แหละครับ ก็คืองบประมาณเพื่อชำระหนี้ ภาครัฐ ก้อนนี้ผมคิดว่ามันอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๔๔ ได้บัญญัติว่า ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมมิได้ แต่อาจ แปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่าย ซึ่งมิใช่ ฟังให้ดีนะครับ ซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพัน ดังนี้ ๑. เงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ๒. ดอกเบี้ยเงินกู้ ๓. เงินที่กำหนดใช้จ่ายตามกฎหมาย เห็นไหมท่านประธานครับ นั่นหมายถึงว่าเงินงบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ ก็อยู่ในข้อนี้ด้วยก็คือเงินส่งใช้ต้นเงินกู้ ซึ่งไม่สามารถที่จะแปรญัตติหรือตัดลดทอนได้เลย แต่ผมให้คณะของพรรคพลังปวงชนไทยได้ไปค้น ท่านก็มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะให้ ไม่ขัดกับวินัยการเงินการคลัง ท่านได้ไปแก้ มีการเปลี่ยนแปลงการชำระสัดส่วนงบประมาณเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ เดิมที เรากำหนดไว้อยู่ที่ ๒.๕-๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ได้ไปแก้เป็น ไม่น้อยกว่า ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ และไม่เกิน ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ นี่ละครับคือทำไม่ถูกแต่ไปแก้ให้ถูก นั่นหมายถึงว่ารัฐบาลชุดนี้ ทำอะไรก็ไม่ค่อยถูกสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เอาผิดอะไรไม่ได้ เพราะท่านไปแก้จากเดิม วินัยการเงินการคลังเขาบอกไว้อย่างนี้ แก้ให้ตัวเองถูกจนได้ เรามาดูในรายละเอียดนะครับ สแกน (Scan) เข้าไปลึก ๆ นะครับว่าท่านดึงงบประมาณเหล่านี้มาจากที่ใดบ้าง ผมในนาม เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เราเห็นแล้วเราก็ตกใจ งบในส่วนที่มีความจำเป็นโดยเฉพาะงบของกระทรวงสาธารณสุข ท่านโอนเข้ามาจำนวนมาก แต่ในส่วนของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เดิมกรมนี้ก็มีงบประมาณ น้อยอยู่แล้ว หลัก ๑๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ท่านยังอุตส่าห์ตัดคืนมาอีก ๑๔ ล้านบาท จริง ๆ แล้วกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ประเทศไทยมีความรู้ความสามารถ มีแพทย์แผนโบราณโดยเฉพาะสูตรยาสมุนไพรตั้งแต่ โบราณจำนวนมาก แต่รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ แทนที่เราจะส่งเสริมกลับไม่ส่งเสริม ถ้ารัฐบาลเห็นความสำคัญตรงนี้ นี่คือจุดแข็ง เราสามารถที่จะผลิตยาสมุนไพรส่งขาย นำเงิน จากต่างประเทศเข้ามาได้ แทนที่เราจะนำยาแผนปัจจุบันเข้ามา เรามีการขาดดุลงบประมาณ ด้านนี้ทุก ๆ ปีครับ แต่จุดแข็งเรากลับไม่ใช้ กลับทำเป็นจุดอ่อน ขอฝากรัฐบาลชุดนี้นะครับ ว่าให้เห็นความสำคัญของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อยากให้สนับสนุน งบประมาณให้มากขึ้นเพื่อเป็นจุดแข็งของประเทศไทยครับ

มาดูอีกครับ งบประมาณที่ไม่ควรที่จะดึงมาที่มีความสำคัญ อย่าง โครงการ พระราชดำริเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารผู้ป่วยนอก-อุบัติเหตุ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ธาตุพนม จังหวัดนครพนม ๒๕ ล้านบาทเศษ โอนเข้ามา เห็นไหมครับ อาคารผู้ป่วยนอก ๓ ชั้น โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง จังหวัดราชบุรี ๙,๘๐๐,๐๐๐ บาท อาคารผู้ป่วยใน ๕ ชั้น โรงพยาบาลพระยุพราชบ้านดุง ตำบลศรีสุทโธ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ๑๕ ล้านบาทเศษ อย่างกรณีนี้ผมเชื่อว่าถ้าประชาชนได้ฟังแล้ว มีความจำเป็นครับโรงพยาบาลที่อยู่ในชนบทต่าง ๆ เรามีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้ ความสำคัญเทียบเท่ากับโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ นอกจากนั้นแล้วยังมีกระทรวงศึกษาธิการ ท่านโอนเข้ามา ๔,๗๔๖ ล้านบาทเศษ ซึ่งในกระทรวงศึกษาธิการท่านมาดูเถอะ อย่างโรงเรียน สปช. อาคารเรียน ๓ ห้องเรียน โรงเรียนบ้านหัวเห่ว ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ๑ หลัง ๒ ล้านบาทเศษ ๆ ท่านยังอุตส่าห์โอนเข้ามา สปช. อาคารเรียน ๓ ห้องเรียน โรงเรียนบ้านท่าช้าง ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ๒ ล้านบาทเศษ ผมจะยกตัวอย่างอีก ๒-๓ โรงเรียน เพื่อไม่เป็น การเสียเวลา อาคารเรียนชั้นเดียว ๓ ห้องเรียน โรงเรียนบ้านหัวนา ตำบลนานวน อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท โรงอาหาร โรงเรียนบ้านระเวียง ตำบลระเวียง อำเภอโนนนารายณ์ จังหวัดสุรินทร์ เห็นไหมครับ บ้านพักครูท่านก็ยัง โอนเข้ามา บ้านพักครูของโรงเรียนบ้านน้ำหมัน ตำบลน้ำหมัน อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เห็นไหมครับ โรงเรียนในชนบทมีความสำคัญ เราต้องให้ความสำคัญกับเด็ก ในชนบทที่ยังขาดอุปกรณ์ ขาดทุกอย่างเยอะแยะมากมาย โรงเรียนในชนบทส่วนใหญ่ งบประมาณจะลงไปไม่ถึงท่านประธานครับ ส่วนใหญ่ก็จะมีการทำผ้าป่า มีการจัดงาน ศิษย์เก่าเพื่อช่วยเหลือซ่อมแซมหรือซื้ออุปกรณ์ให้กับโรงเรียน รัฐบาลยังอุตส่าห์เอางบประมาณเหล่านี้กลับขึ้นมาเป็นงบกลาง แต่ถ้านำขึ้นมาเป็นงบกลาง แล้วก็เอาไปใช้ประโยชน์ให้มันดีกว่าเดิม ดีกว่างบประมาณเหล่านี้เราจะไม่ว่ากัน อย่าลืมว่า การที่จะสร้างโรงเรียน โรงพยาบาลมันเป็นงบลงทุนที่เป็นการกระจายรายได้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพให้กับชนบทที่เขามีโครงการเหล่านี้ ผมก็รู้สึกเสียใจว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้ อย่าให้เด็กนักเรียนเขาต้องมาร้องขอว่าโรงเรียนของหนูลุงตู่เอาไปไหน เอาโรงเรียนของหนูคืนมาลุงตู่จ๋า ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้ท่านให้ความสำคัญ งบกลางถามว่ามีความสำคัญไหม มีความสำคัญครับ เพราะว่าท่านอ้างเหตุผลว่าเป็นงบ ที่จำเป็นต้องใช้ในสถานการณ์โควิด (COVID) ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาลุกขึ้นอภิปราย บอกว่าท่านใช้ไปในเรื่องโควิด (COVID) ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท จากงบกลาง ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วใช้ในภัยแล้ง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท และค่าบริหารอื่น ๆ สุดท้ายเหลืองบกลางที่อยู่ในมือท่าน ๔๐๐ กว่าล้านบาท จึงจำเป็นที่จะโอนงบประมาณเหล่านี้ไป ผมเห็นด้วย เพียงแต่ว่าการโอน งบไปนั้นท่านต้องดูว่าส่วนไหนสำคัญ ส่วนไหนไม่สำคัญ แต่ผมเห็นว่างบที่ท่านโอนไปนั้น มีความสำคัญมากท่านก็ยังอุตส่าห์โอนไป ส่วนงบอื่น ๆ ที่มีจำนวนมาก โดยเฉพาะ งบสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี งบของ กอ.รมน. หรืองบลับต่าง ๆ ที่มีจำนวนมากมาย ท่านกลับไม่โอนไป และโอนไปในสัดส่วนที่น้อยมาก

อีกส่วนหนึ่งท่านบอกว่าการโอนงบประมาณมาเป็นงบกลาง ผมได้มานั่งดูรายงาน วิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ อ่านแล้วก็รู้สึกว่าแปลก ๆ เป็นการเขียนเพื่อที่จะ จูงใจให้สภาผู้แทนราษฎรมีการอนุมัติงบหรือเปล่า ผมได้อ่านแล้วปรากฏว่าท่านบอกว่า งบกลางนั้นสามารถนำไปใช้จ่ายเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับ เป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือเยียวยาให้กับแรงงานและลูกจ้างสถานประกอบการ รวมผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตนเองในระบบประกันสังคม มาตรา ๓๓ และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (COVID-19) และภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปีงบประมาณ ๒๕๖๓ เหลืออีกประมาณ ๓-๔ เดือน งบประมาณ ปี ๒๕๖๔ ก็จะมาแล้ว ซึ่งเมื่อมีการเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวจะทำให้มีเงิน หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นผ่านการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งมีการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ ส่งผลให้เกิด การผลิตการจ้างงานและการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ แรงงานในภาคผลิต และเกษตรกรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เห็นไหมครับ ท่านอ้างว่างบกลางนี้จะไปสร้างงาน สร้างอาชีพให้เกิดมีการจ้างงานเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งผมดูแล้วไม่ใช่ครับ งบที่จะทำให้ เกิดการจ้างงานจ้างอาชีพรัฐบาลควรจะนำงบก้อนหนึ่งไปกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการ ไปอุดหนุนไปช่วยเหลือผู้ประกอบการมันจะดีกว่า ดีกว่าท่านนำเงินมาแจกจ่ายให้กับ พี่น้องประชาชน ผมถามว่าถ้าเกิดท่านแจกจ่ายไป ๓ เดือนเงินหมดแล้วท่านจะทำอย่างไรต่อ ในขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นและผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะกลับมาจ้างงานได้ รัฐบาล ควรจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปอุดหนุนผู้ประกอบการ ให้ผู้ประกอบการสามารถจ้างงานให้ได้ อย่างน้อย ๑๐ ล้านแรงงาน ๑๐ ล้านลูกจ้าง เพราะว่าตอนนี้มีคนตกงานประมาณ ๘ ล้านคน วิธีการผมจะขอแนะนำสั้น ๆ ในเวลาที่จำกัด การที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีแล้วก็ใช้จ่ายเงิน ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะว่าเรามีเงินก้อนนี้คือก้อนสุดท้ายแล้ว ผมขอแนะนำว่า รัฐบาลควรจะนำเงินไปอุดหนุนให้กับผู้ประกอบการ ผมยกตัวอย่าง ถ้าผู้ประกอบการ รายหนึ่งมีลูกจ้างประมาณ ๑๐๐ คน ๑๐๐ คน ถ้าเกิดเราสามารถนำเงินไปอุดหนุนเงินเดือน โดยรัฐบาลจ่ายให้คนละ ๓,๐๐๐ บาท ยกตัวอย่าง ลูกจ้างมีรายได้เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท รัฐบาลช่วยแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ช่วยลูกจ้างคนละ ๓,๐๐๐ บาท ก็จะทำให้ผู้ประกอบการ เหล่านี้มีกำลังใจที่จะกลับมาจ้างลูกจ้างมากขึ้น ถ้าเกิดผู้ประกอบการมีทั้งหมด ๑๐๐,๐๐๐ ราย ๑๐๐,๐๐๐ ราย จ้างลูกจ้างรายละ ๑๐๐ คน เท่ากับมีการจ้างงาน ๑๐ ล้านคนนะครับท่านประธาน ๑๐ ล้านคนนี้เราเอาเงินลงไปช่วยแค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราช่วยไป ๕ เดือน เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เห็นไหมครับ เงิน ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ พนักงาน ลูกจ้าง แทนที่จะได้เงินแค่ ๕,๐๐๐ บาท กลับเป็น ได้เงิน ๑๕,๐๐๐ บาท เห็นไหมครับเกิดการจ้างงาน เขามีเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท เงิน ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนของเขาสามารถที่จะใช้ได้นะครับ แต่การให้เงินแค่ ๕,๐๐๐ บาท ไม่สามารถที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้สามารถที่จะฟื้นฟูได้ และยังทำให้ธุรกิจผู้ประกอบการ ต่าง ๆ ไม่สามารถกลับมาเป็นผู้ประกอบการในการที่จะจ้างงานจ้างอาชีพได้ต่อ ฉะนั้น ผมคิดว่าเงินก้อนนี้ที่เราเอาไปนี้ก็ควรจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง สำหรับท่าน ที่เขียนออกมาวิเคราะห์ออกมานั้นผมเชื่อว่าการเขียนของท่านนั้นอาจจะมองไม่ทะลุ ท่านอาจจะมองแค่มิติเดียว ฉะนั้นการฟื้นฟูประเทศจริง ๆ ควรจะมีการจ้างงาน จ้างอาชีพ โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถที่จะกลับมาฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ได้ เพราะว่า ตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำให้มากที่สุด นอกจากท่านบอกว่าท่านจะไปช่วยเหลือเยียวยา แล้วก็ไปควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) แล้ว ผมเชื่อว่าตอนนี้ เชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) นั้นในประเทศไทยเราสามารถที่จะควบคุมได้ในส่วนหนึ่ง ก็ถือว่าใช้ได้ดีครับ ในเมื่อเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ไม่มีการระบาดแล้ว เงินที่ท่าน เอาลงไปในงบกลาง ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านควรจะเอาไปสนับสนุนไปทำอย่างอื่น ไม่เช่นนั้นแล้วผมบอกได้เลยว่าถ้าเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) หายไป เงินในกระเป๋า เราก็หายไปด้วย ธุรกิจก็พังไปด้วย ซึ่งจะไม่คุ้มค่ากับพวกเราที่มานั่งอภิปรายกัน เรามีเงินกู้ทั้ง ๑ ล้านล้านบาท และงบประมาณส่วนอื่นที่เราบอกว่าจะต้องมาช่วยเหลือเยียวยา ผมเห็นว่า ถ้าเกิดรัฐบาลใช้เงินให้ถูกที่ถูกทาง เศรษฐกิจของประเทศก็มีสิทธิที่จะฟื้นฟูขึ้นมาได้ ด้วยความเป็นห่วงครับ ด้วยเวลาอันจำกัด ผมขอใช้เวลาอภิปรายเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณ ท่านมากครับ