ประยุทธ์ แจงใช้ พ.ร.ก. กู้เงินรวดเร็ว ป้องกันวิกฤติโควิด-น้ำท่วม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓

ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชี้แจงการบริหารงบประมาณในสถานการณ์วิกฤติ เช่น โควิด-19 น้ำท่วม และภัยแล้ง โดยย้ำความจำเป็นในการใช้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อความรวดเร็ว แทนการโอนงบประมาณตาม พ.ร.บ. เนื่องจากงบเดิมไม่เพียงพอ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินจากงบกลางและเงินสำรองฉุกเฉิน กว่า 95,000 ล้านบาท พร้อมยืนยันความโปร่งใส ความสุจริตในการบริหารราชการ การป้องกันการแทรกแซงเจ้าหน้าที่ และความร่วมมือกับหน่วยงานอิสระ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของรัฐมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเหมาะสม

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม

กราบเรียนท่านประธานสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมก็ได้เข้ามา รับฟังคำอภิปรายของท่านตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานี้ หลายท่านก็ได้มีข้อเสนออันเป็นประโยชน์ ที่รัฐบาลจะสามารถนำไปพิจารณาในเรื่องของการใช้จ่ายเงินดังกล่าวให้สอดคล้องกับบริบท ของความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งมีสถานการณ์โรคโควิด (COVID) ระบาดเข้ามาอยู่ในเวลานี้ แล้วก็ต้องวางไปถึงอนาคตด้วย ผมขออนุญาตกราบเรียนเพราะว่าวันนี้เป็นการพิจารณา กฎหมายคนละฉบับ ฉบับที่แล้วคือเรื่องของ พ.ร.ก. เงินกู้ อันที่ ๒ วันนี้เป็นเรื่องของ พ.ร.บ. ซึ่งมีขั้นตอนตามกฎหมายที่แตกต่างกันไปพอสมควร

ผมกราบเรียนอันแรกก่อนว่า สิ่งที่เราต้องเข้าใจตรงกันในขณะนี้คือ งบประมาณรายจ่ายของภาครัฐมีกี่สูตรด้วยกัน ทั้งรัฐ รัฐวิสาหกิจ ในส่วนตรงนี้งบประมาณ ทั้งหมดมีคือ ๑. งบบุคลากร ๒. งบดำเนินงาน ๓. งบลงทุน ๔. งบเงินอุดหนุน ๕. งบรายจ่ายอื่น ๆ ที่งบประมาณของราชการทั้งหมดที่มีอยู่ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนะครับ ทีนี้รายจ่ายงบประมาณส่วนที่เป็นงบกลางตรงนี้หลายท่านอาจจะพูด ด้วยความเข้าใจหรือไม่เข้าใจอะไรก็แล้วแต่ ด้วยวัตถุประสงค์ผมคาดว่าท่านหวังดีทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่ารายจ่ายงบกลางไม่ใช่งบประมาณที่รัฐบาลสามารถจะเอามา บริหารได้ทุกบาททุกสตางค์โดยนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว คงไม่ใช่นะครับ ก็ลองไปเปิดดู แล้วกันในรายละเอียด รายจ่ายงบกลางหมายถึงรายจ่ายที่ตั้งไว้เพื่อจัดสรรให้ส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจโดยทั่วไปตามรายการต่อไปนี้ ๑. เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ อันนี้ก็มี หลายส่วนด้วยกัน ๒. เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ๓. เงินเลื่อนขั้น เลื่อนระดับเงินเดือนและปรับวุฒิข้าราชการ ๔. เงินสำรองเงินสมทบและเงินชดเชยของ ข้าราชการ ๕. เงินสมทบลูกจ้างประจำ ๖. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนิน และต้อนรับประมุขต่างประเทศ ๗. เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือหมายความว่า รายจ่ายที่ต้องสำรองไว้เพื่อจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ๘. ค่าใช้จ่าย ในการดำเนินการรักษาความมั่นคงของประเทศ ๙. ค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากโครงการ พระราชดำริ ๑๐. ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานของรัฐ อนึ่ง นอกจากรายการดังกล่าวที่กำหนดเป็นรายการหลัก พระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปียังมีการตั้งรายจ่ายอื่นไว้ในรายจ่ายงบกลางตามความเหมาะสมในแต่ละปี เช่น เงินรางวัลประจำปี เงินค่าชดเชยค่าก่อสร้าง เงินขวัญถุง โครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต หรือเกษียณก่อนกำหนด ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงงบประมาณ ค่าใช้จ่ายในการปรับ โครงสร้างส่วนราชการ ค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ค่าใช้จ่าย ในการเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และสังคม เป็นต้น สรุปให้เข้าใจก่อนว่างบกลางคืออะไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง แล้วมาจากที่ไหน แล้วมีสัดส่วนอย่างไรในงบประมาณทั้งหมดของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ทีนี้เรามาดู ตรงนี้ที่เมื่อเช้ามีการพูดจากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ที่กล่าวว่ามาตรา ๓๕ (๑) กำหนดให้โอนงบประมาณจากหน่วยรับงบประมาณไปให้หน่วยรับงบประมาณอื่น โดยให้ทำเป็น พระราชบัญญัติ ไม่ได้ให้โอนไปงบกลาง ๒. การโอนงบประมาณไปเป็นงบกลาง รายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ขัดหลักความเฉพาะเจาะจงและหลักความยินยอม เพราะงบกลางเป็นอำนาจของรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว ใช่ผมผู้เดียวที่ไหนล่ะครับ การบริหาร เงินงบประมาณทุกวัน ไม่ใช่เงินของนายกรัฐมนตรีเอง ผมคงทำอย่างนั้นไม่ได้ มีขั้นตอน หลายประการด้วยกัน คำชี้แจงของผมก็คือว่าพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ตามมาตรา ๓๕ การโอนงบประมาณออกจากกระทรวง ทบวง กรม ต้องทำเป็น พระราชบัญญัติเท่านั้น ถึงต้องมีการเสนอ พ.ร.บ. มาวันนี้ แล้วก็มีขั้นตอนการพิจารณาอยู่ ๓ วาระด้วยกัน ซึ่งใช้เวลาพอสมควร การจัดสรรงบกลางที่ได้มานั้นจัดสรรให้กับ ทุกหน่วยงานที่มีความจำเป็นกรณีมีเหตุฉุกเฉินโดยเป็นอำนาจของ ครม. ผมกราบเรียนว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้นบางท่านบอกว่ามีการทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย จำนวน ๕ ครั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๐๗-๒๕๖๑ ถ้าย้อนกลับไปดูทั้งหมดเดี๋ยวจะไม่เข้าใจกัน ทั้งหมดตั้งแต่ ปี ๒๕๐๗ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ และปัจจุบันนั้นทำเป็นพระราชบัญญัติ ทั้งสิ้น ไม่มีทำเป็นอย่างอื่นได้ ต้องทำเป็นพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายเท่านั้น ๕ ครั้ง ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตามต้องทำไปตามนี้

ต่อไปครับ เหตุใดจึงไม่จัดทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณก่อนเพื่อไม่ต้องจัดทำ พ.ร.ก. กู้เงิน อย่างไรเงินก็ไม่พออยู่แล้ว เพราะได้มีการประมาณการอนาคตซึ่งเราไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นอีกในหลายมิติด้วยกัน ไม่ใช่เฉพาะโควิด (COVID) นะครับ วันนี้เราก็ทราบดี อยู่แล้วว่าจากการแพร่ระบาด รัฐบาลได้ประมาณการใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ดูแลเป็นวงเงิน สูงถึง ๕๕,๐๐๐ ล้านบาท งบกลางที่มีอยู่แล้วเดิม รายงานเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินที่จำเป็น มีไม่เพียงพอ ประกอบกับ พ.ร.ก. กู้เงิน สามารถดำเนินการได้เร็วกว่าการจัดทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณ นั่นละครับคือความแตกต่าง ทำไมต้องทำ พ.รก. ตัวนั้นก่อน อันนี้ก็ทำ คู่ขนานกันมาแต่จะต้องพิจารณาอีก ๓ วาระด้วยกัน แล้วเงินทั้ง ๒ ก้อนก็จะต้องเข้ามาอยู่ใน กรอบที่รัฐบาลกำหนดว่าจะใช้จ่ายอะไรได้บ้าง หลายท่านบอกว่าเอาไปแล้วก็เอาไปเลย คงไม่ใช่หรอกนะครับ เพราะในกรอบนี้เราเขียนไว้กว้าง ๆ อยู่แล้ว เรื่องโควิด (COVID) เรื่องน้ำท่วม หรืออื่น ๆ ที่จำเป็น เพราะฉะนั้นอะไรที่ถูกตัดออกไปในช่วงแรกที่โอน งบประมาณไปแล้วท่านสามารถขอขึ้นมาใหม่ได้ เพียงแต่ว่าท่านต้องทำให้มันสมบูรณ์มีแผน รายละเอียด สามารถดำเนินการได้ในห้วงเวลาที่กำหนด ส่วนใหญ่แล้วที่ปรับโอนมาครั้งนี้ ส่วนใหญ่ยังทำสัญญาไม่ได้ ยังไม่ครบถ้วน แผนรายละเอียดยังไม่สมบูรณ์ก็หยุดไปเสียก่อน เมื่อท่านพร้อมท่านก็เสนอเข้ามา ครม. ก็จะพิจารณาให้ ไม่ใช่ตัดหายไปเลย หลายอย่างนะครับ อันนี้คือหลักการของงบประมาณอยู่แล้ว

เหตุใดกระทรวงกลาโหมไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. รายการผูกพัน ข้ามปีงบประมาณที่จะต้องตัดโอนเข้า พ.ร.บ. โอนงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ทำไมไปตัดโอน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้หลักเกณฑ์ของแนวทางปี ๒๕๖๓ นะครับ กรณีผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการใหม่ในงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ให้ปรับลดลงร้อยละ ๕ แต่ถ้าหากหน่วยงานเห็นว่า สามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ให้เกิดความเสียหายต่อราชการและการปฏิบัติงาน ก็สามารถให้ปรับลดงบประมาณได้มากกว่าร้อยละ ๕ นี่คือกฎหมายที่กำหนดไว้นะครับ ๑. โอนหรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณไปดำเนินการป้องกันควบคุมเรื่องโควิด (COVID) แก้ปัญหาเรื่องภัยแล้งหรือน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะเวลาต่อไป ที่ผ่านมาภัยแล้ง เราก็ใช้อยู่ แต่ด้วยข้อจำกัดของกฎหมาย พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ ไม่สามารถโอนงบประมาณข้ามหน่วยงานได้ อันนี้เป็นข้อสำคัญ ไม่ใช่ว่าตัดกระทรวงนี้ไปโอน ให้กระทรวงโน้น ไม่ได้ มันต้องเข้ามางบกลางก่อน และถึงเวลาท้ายสุดถ้าพิจารณากันใหม่ มีคณะกรรมการจัดทำงบประมาณเสนอขึ้นมาก็พิจารณาโดย ครม. ตามขั้นตอนการเสนอ งบประมาณปกตินั่นแหละครับ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องมีเม็ดเงินจำนวนนี้ไว้ ในส่วน ที่ผ่านมานั้นงบกลางในการสำรองจ่ายฉุกเฉินที่จำเป็นในช่วงที่ผ่านมา เราใช้ไปแล้ว จะเหลืออยู่น้อยมาก ประมาณสัก ๔๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ที่ท่านว่ามียอดเยอะ ยอดเยอะเท่านั้นล้าน เท่านั้นแสนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมก็บอกไปแล้วเมื่อข้างต้นนี้แล้วว่า ใช้อะไรไปแล้วบ้าง ใช้ทำอะไร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ นั่นคืองบกลาง ไม่ใช่เม็ดเงินลอย ๆ ไม่ใช่ วันนี้ก็ใช้ไปจนเหลือเท่านั้น ถึงต้องมาทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณที่งบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ที่ยังทำไม่ได้เราก็โอนกลับมาตรงนี้ก่อนเพื่อเข้างบกลางนะครับ อันต่อไปก็เตรียม วงเงินกู้ในส่วนโน้นเข้ามาก็คือเข้ามางบกลาง แต่เงินจำนวนนี้ต้องเอาไปตั้งงบประมาณขึ้นมาใหม่ ตามระเบียบวิธีการบริหารงบประมาณทุกประการนะครับ เป็นไปตามกฎหมาย

ในเรื่องของภายใต้กรอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ที่ท่านบอกว่าปรับโน่นปรับนี่ต่าง ๆ เพื่อให้รัฐบาลสามารถใช้เงินได้อย่างง่ายดาย คงไม่ใช่ เพราะวันนี้มีในเรื่องของสถานการณ์ไม่ปกติขึ้นมา เพราะฉะนั้นคณะกรรมการนโยบาย การเงินการคลังของรัฐได้มีการพิจารณากันและมีกฎหมายที่กำหนดออกมาชัดเจนว่า จำเป็นจะต้องปรับในสัดส่วนงบดังกล่าวนั้น รวมถึงรายจ่ายงบประมาณชำระคืนเงินกู้ด้วย อย่างไรนั้นก็จะต้องพิจารณาสัดส่วนดังกล่าวเฉพาะช่วงเวลาวิกฤติ เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ปกติแล้ว ให้มีการทบทวนให้เหมาะสมต่อไป ในเรื่องของหนี้สาธารณะเรื่องอะไรต่าง ๆ เราก็ต้องมี การบริหาร มีคณะกรรมการบริหารหนี้สาธารณะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าอันไหนที่ ผ่อนสั้นผ่อนยาวได้ หนี้ระยะสั้นไปยืดไปเป็นปานกลางได้ไหม หนี้ระยะยาวไปยาวได้ไหม อันนี้ เป็นการทำงาน เขามีคนทำงานอยู่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็อย่าไปห่วงกังวลมากนัก เราให้กฎหมายให้เจ้าหน้าที่เขาทำงาน ในเรื่องงบประมาณในรายละเอียดนั้นเราก็ค่อยมาดูกันว่า

ในเรื่องของรายจ่ายงบกลาง เงินสำรองฉุกเฉิน ปี ๒๕๖๓ ที่เดิมตั้งไว้ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ตั้งไปแล้วนั้น ท่านบอกว่าเงินจำนวนนี้ใช้ไปไหน รายละเอียดมีดังนี้ ค่าใช้จ่ายในการบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินโรคไวรัสใช้ไปแล้ว ๕๖,๒๖๑ ล้านบาท ที่ใช้ไป เพราะว่าอะไร เพราะ พ.ร.ก. เงินกู้ก็ยังไม่ได้เงิน พ.ร.บ. โอนงบประมาณก็ยังไม่ออก จะต้องใช้งบกลางที่เหลืออยู่ตอนนั้น ขณะนี้เราใช้ไป ๙๕,๕๔๖ ล้านบาท แก้โควิด (COVID) ไป ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภัยแล้งที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่แล้ง จะขุดบ่ออะไร ก็แล้วแต่ ที่ผ่านมา เติมน้ำ ส่งน้ำ ๑๘,๓๔๘ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายด้านเศรษฐกิจและสังคม ๑๑,๑๘๔ ล้านบาท ค่าบริหารจัดการภาครัฐ ๙,๗๕๒ ล้านบาท คงเหลืองบประมาณทั้งสิ้น ๔๕๓.๒๙ ล้านบาท นี่คืองบกลางปกติ วันนี้ต้องหางบกลางมาเพิ่มเติม เพื่อจะไปใช้จ่าย ในวงเงินที่อยู่ในกรอบของการใช้งบกลางได้ โดยการผ่านการกลั่นกรองขึ้นมา เพราะฉะนั้น เรากำลังหารือกันว่าเราจะหาเงินที่ไหนมาแก้ปัญหาให้เรา เราถึงต้องเสนอทั้งวาระ พ.ร.ก. กู้เงินมา และมี พ.ร.บ. โอนงบประมาณเข้ามาเพื่อให้สอดคล้องกับเวลากับเงินที่เรามีอยู่ เรียกว่าต้องมีเงินไว้ในกระเป๋าบ้างเพื่อจะแก้ปัญหา

ในส่วนของการพิจารณาในเรื่องของการทำงานในเรื่องความโปร่งใส ความทุจริต ผมขออย่างเดียวอย่ามีใครลงไปยุ่งกับข้างล่างเขา ทุกท่านทราบดีว่าที่ผ่านมาเกิด อะไรขึ้นมาบ้าง มีคดี มีอะไรต่าง ๆ กันมากมาย อย่าให้มีคดีอีกก็แล้วกัน แล้วผมก็ยืนยันว่า จะต้องลงโทษทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะใครทั้งสิ้นในการที่ไปก้าวล่วงข้างล่างเขา ต้องให้ ประชาชนเข้าใจว่าทำมานี้ดีหรือไม่ดี ได้เพราะอะไร ไม่ใช่ไปทำเพื่อความพอใจเป็นกลุ่ม ๆ ฝ่าย ๆ วันนี้ต้องเข้าใจว่าคำว่าประชาชนคืออะไร ประชาชนคือคนไทยทั้งประเทศ ๖๘ ล้านคน ถ้าบอกประชาชนคือกลุ่มนี้ กลุ่มเกษตร กลุ่มโน้น กลุ่มนี้ เล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นคือกลุ่ม แล้วบางครั้งเราพูดคำว่าประชาชน บางทีมันก็ไม่ใช่ทั้งหมด บางคนเขาอาจจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับผมก็ได้ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะคนมีหลายกลุ่ม แต่ผมต้องดูแลคนทุกกลุ่ม อย่างเท่าเทียม โดยสัดส่วนที่มันเหมาะสม แล้วการลงทุนทรัพยากรมนุษย์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ จำเป็น หลายอย่างท่านบอกว่าทำไมไปตัดตรงนี้ การเรียนภาษาอะไร มันยังมีเวลาในการ ทำงานอยู่ เราดึงเงินตรงนี้มาทำตรงนี้ ถ้าตรงนี้มันไม่ได้ใช้กรณีเร่งด่วนมันก็สามารถ ดำเนินการต่อได้ บางครั้งเป็นเรื่องของระยะที่ ๒ ระยะที่ ๓ ระยะที่ ๔ มันมีหลายระยะ ในเรื่องของการทำ ในเรื่องของดิจิทัล หรือในเรื่องของอะไรต่าง ๆ ในการพัฒนาการศึกษา ก็เหมือนกัน วันนี้กระทรวงศึกษาธิการเขาคืนเงินมาจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะใช้อะไร ไม่ได้เลย คืนมาได้พวกนั้นก็ไม่มีเงินในการดำเนินการ ไม่ใช่ ก็เดี๋ยวเสนอเข้ามาในกรอบ ของการใช้จ่ายวงเงินกู้ วงเงิน พ.ร.บ. โอนงบประมาณนี่แหละครับ แต่ก็ขอให้ผ่าน การคัดกรองให้ได้ก็แล้วกัน ผมจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวตรงคัดกรองตรงนี้ เป็นเรื่องของขั้นตอน ตามกฎหมายที่ทุกคนดำเนินการให้ถูกต้องเท่านั้นเอง

จริง ๆ แล้วผมมีหลายเรื่อง แต่หลาย ๆ เรื่องผมเคยพูดไปหลายครั้งแล้ว ก็ไม่อยากให้เกิดเป็นความขัดแย้ง ก่อให้เกิดการประท้วงอะไรกันอีกเยอะแยะไปหมด ผมพยายามที่จะทำความเข้าใจให้ท่านให้มากที่สุด ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้กรุณาให้ ความสนใจ เอาใจใส่ เพียงแต่ว่าท่านต้องศึกษาหลายอย่างด้วยกัน ทั้งกฎหมาย ทั้งในเรื่อง ของความเป็นจริง ทั้งในเรื่องของการบริหาร ทุกอย่างจะมีขั้นตอนหมด ยุ่งอย่างเดียวคือ ชอบมีคนลงไปยุ่งในระดับข้างล่างแต่ละขั้นตอนตรงนี้ อย่ากดดันเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ต้องสุจริต ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่สุจริตเมื่อไรร้องเรียนมาได้หมด สตง. ก็อยู่ กลไกตรวจสอบมีอยู่ทุกตัว ป.ป.ช. ป.ป.ท. ท่านร้องเรียนได้ทั้งหมด ท่านอย่าบอกว่าร้องเรียนใครไม่ได้ ร้องไปเถอะครับ ถ้าร้องแล้วยังไม่ทำก็ร้องไปใหม่ เพราะฉะนั้นสังคมเป็นผู้ตัดสินตรงนี้เอง เพราะฉะนั้น ผมเกรงว่าเดี๋ยวจะไม่เข้าใจกันในส่วนตรงนี้ จริง ๆ แล้วก็คงมีเท่านี้ หลาย ๆ เรื่องที่ผมฟัง ท่านพูดมาผมจดได้หลายหน้า แต่ผมพยายามจะย่อ พยายามจะพูดให้สั้นลงเท่านั้นเองนะครับ อาจจะพูดเร็วไปบ้าง แต่ข้อสำคัญก็คือผมรับฟังท่านได้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าผมไม่เคยไปประท้วงท่าน แรก ๆ ผมอาจจะไม่ค่อยคุ้น วันนี้ผมก็ฟังท่าน จนเย็นแล้ว ผมก็หาว่าผมจะอธิบายท่านอย่างไร เพราะสิ่งที่ผมเป็นกังวลอยู่ไม่ใช่ท่าน ผมกังวลข้างนอก ประชาชนเขาจะเข้าใจเราไหม เพราะอย่างไรประเทศไทยก็ต้องเดินหน้า อย่างนี้ประชาธิปไตยของเราก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าได้มีการปรับปรุงต่าง ๆ ทั้งหมด บ้านเมืองของเราก็จะดีขึ้นเองในอนาคต เพราะฉะนั้นการติติงต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ผมรับได้ ทั้งหมด อันไหนที่ไม่เข้าตามกฎหมายไม่เป็นประโยชน์ผมก็ไม่ฟัง หรือฟังทะลุไปทางนี้ ไม่อย่างนั้นมันปวดหัวพอสมควรเหมือนกัน ขอบพระคุณนะครับ สวัสดีนะครับ