อิสระ ยันอย่าตัดงบปัญญาประดิษฐ์ ชี้เปิดศักยภาพเศรษฐกิจใหม่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓

อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ หารือร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด โดยวิพากษ์การตัดงบพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ชี้ควรใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพ เหลือต้องคืน ไม่ควรฝืนใช้ และเรียกร้องให้ภาครัฐเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในการเยียวยา พร้อมเน้นความสำคัญของข้อมูลและระบบบริหารจัดการที่ดีเพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ก็เป็น อีกหนึ่งเครื่องมือ อีกหนึ่งกลไกที่สำคัญที่รัฐบาลจะได้นำไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ซึ่งประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ก่อนอื่นเลยครับท่านประธาน ผมขอชื่นชมรัฐบาลที่จัดการกับสถานการณ์ปัญหาโควิด (COVID) ได้เป็นที่น่าพอใจ จนกระทั่งสื่อชั้นนำของประเทศอิตาลีมาขอสัมภาษณ์ผม ในฐานะที่ประเทศไทยถือได้ว่าเป็น มหาอำนาจทางสาธารณสุขแห่งใหม่ของเอเชีย ท่านประธานที่เคารพครับ ทั่วโลกเห็นตรงกันว่าโควิด (COVID) เป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด ที่เกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติ แต่สิ่งที่เลวร้ายและแย่กว่าโควิด (COVID) ก็คือเราไม่ได้เรียนรู้ อะไรจากมัน ดังนั้นบทเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในห้วงเวลาที่ผ่านมาเรามีบทเรียนหลายบท แต่ ๑ ในบทเรียนที่สำคัญอันหนึ่งนั่นก็คือบทเรียนที่เกิดขึ้นจากปัญหาความยุ่งยากของ ขั้นตอนในการจ่ายเงินเยียวยา สาเหตุหลักสำคัญนั่นเป็นเพราะเราไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ หรือแม้แต่ต่อให้เรามีข้อมูลที่เพียงพอแต่เราไม่มีระบบ ไม่มีวิธีการที่จะนำมาประมวลผล ข้อมูลในการที่จะยึดโยงข้อมูลนั้นเพื่อทำให้เกิดประโยชน์ นั่นจึงเป็นที่มาของปัญหา แต่มาถึง วันนี้สถานการณ์โควิด (COVID) ที่เกิดขึ้น กระทรวงการคลังเองได้ออกมาพูดว่าวันนี้เราได้มี ข้อมูลที่ดีขึ้น และมีข้อมูลจำนวนมากที่ในอดีตไม่เคยมี แต่ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะไม่มีค่า อะไรเลย ถ้าให้เปรียบก็คงเป็นเหมือนเพียงแค่ หัวล้านได้หวี หรือ มณีในมือวานร ถ้าเราไม่มี ขั้นตอน ไม่มีวิธีการที่จะประมวลผลมัน ดังนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วยที่ในหน้า ๗๔ ของร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณฉบับนี้ เล่ม ๑ ที่ไปตัดงบในส่วนของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ฟอร์ ออล (AI for all) อันที่จริงเรื่องนี้ผมเคยพูดไปแล้วในตอนต้นปีเมื่อตอนที่ พ.ร.บ. งบประมาณเข้าสภาว่าขอร้องได้ไหมครับอย่าไปตัดงบส่วนนี้ เพราะงบส่วนนี้จะเป็นตัว เปิดประตูของประเทศไทย จะเป็นศักยภาพทางเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย แต่ก็ถูกตัดไป ไม่เป็นไร แต่ว่าวันนี้ก็มาถูกโอนย้ายให้ลดลงไปอีก งบประมาณส่วนนี้ถ้ามีการดำเนินสำเร็จ จะทำให้เรามีบุคลากรที่มีความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน ซึ่ง ๒๐๐,๐๐๐ คน เหล่านี้ถ้าเรามี ลุงเล็กก็คงไม่ต้องถูกเพื่อนบ้านหรอก ป้าทองคงไม่ต้องไปกรอกข้อมูลเยียวยา ให้ยุ่งยาก นั่นเป็นตัวอย่างที่ผมเห็นว่าไม่ควรตัด แต่มีอีกหลายสิ่งในเล่มนี้ ๓ เล่ม ที่ผมเห็นว่า ควรตัดแต่กลับไม่ถูกตัดด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ก็ได้มีการหยิบยก ขึ้นมาพูดไปถึงเหตุผลทางกฎหมายหรือเหตุใด ๆ ก็ตาม และได้แสดงความกังวลถึงเหตุผลนี้ แต่อย่าได้กังวลไปครับ เพราะอะไร เพราะในอีกไม่กี่วันข้างหน้าไม่ถึง ๔ เดือนหลังจากนี้ จะเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประเทศไทย นั่นคือเป็นวันที่ ๓๐ กันยายน คือวันสิ้นสุด ปีงบประมาณ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ส่วนราชการเห็นว่าไม่ควรใช้และไม่ได้ใช้ ก็จะถูก โอนย้ายกลับไปโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องอาศัย พ.ร.บ. อะไรให้ยุ่งยาก จะโอนย้ายกลับไปสู่ แผ่นดิน สู่มือของประชาชนทุกคนอีกครั้งหนึ่ง วันนี้เราได้เห็นบรรทัดฐานใหม่หรือที่เรานิยม เรียกกันเป็นภาษาอังกฤษ ขออภัยที่ต้องใช้ว่านิวนอร์มัล (New normal) ของวงการ งบประมาณ ในการที่หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานพร้อมใจกันและเต็มใจที่จะเอาเงิน ที่ได้รับการจัดสรรไปแล้วคืนกลับมาให้ส่วนกลางเมื่อยามประชาชนเดือดร้อน ดังนั้นผมขอ ต่อยอดบรรทัดฐานนี้ด้วยหลักคิดในการทำงบประมาณ ๓ ข้อ ๓ ข้อที่ว่ามีอะไร ไม่ขอเผื่อ เหลือก็คืน อย่าฝืนใช้ ที่ว่าไม่ขอเผื่อก็คือให้ส่วนงานราชการในการทำแผนงบประมาณทั้งในปีนี้ และปีถัด ๆ ไป วางแผนให้ดีไม่ต้องขอเผื่อ ที่ว่าเหลือก็คืนนั่นก็คือเมื่อได้รับการจัดสรรมาแล้ว ใช้เท่าที่จำเป็นต้องใช้ อะไรไม่จำเป็นต้องใช้ก็อย่าไปใช้ อย่าไปถลุงใช้ให้หมดภายใน สิ้นปีงบประมาณ และสุดท้ายอย่าฝืนใช้ สิ่งนี้ต้องการกราบเรียนท่านประธานไปยัง สำนักงบประมาณว่าท่านต้องแสดงจุดยืนชัด ๆ ให้ส่วนงานราชการได้มั่นใจได้ว่าเงินที่ได้รับ การจัดสรรมาแล้วถ้าไม่ใช้ด้วยมีเหตุจำเป็นที่ฟังได้ก็จะไม่ถูกนำไปเป็นบรรทัดฐานในการ ตั้งงบประมาณในปีหน้า เมื่อหน่วยงานไม่เกร็ง ไม่เกรง ไม่กลัว ก็จะไม่ขอเผื่อ ไม่ฝืนใช้ ก็จะขอฝากประเด็นนี้ไว้ อย่าลืมนะครับว่าสภาของเราเพิ่งผ่าน พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ที่จะเป็นภาระให้กับลูกหลานของเราให้ไปอีกนานนับนาน ดังนั้น เงินทุกบาททุกสตางค์ จำนวนเล็กน้อยก็รวมเป็นก้อนใหญ่ ความดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวของคนคนหนึ่ง แต่ถ้าทุกคนพร้อมใจกันทำสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีมันก็เป็นเรื่องใหญ่ก็เป็นส่วนรวม เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่เงินของใคร เป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ก็ขอฝากไว้ครับ ขอบคุณครับ