พิธา เสนอตั้ง กมธ.เร่งแก้ปัญหาประทานบัตร-ผลกระทบเหมืองแร่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๖ สิงหาคม ๒๕๖๓

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เสนอญัตติด่วนตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการให้ประทานบัตรและผลกระทบจากกิจการเหมืองแร่ พร้อมเน้นย้ำถึงความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และสิทธิของชุมชน โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบกระบวนการอนุญาตอย่างโปร่งใสและเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ผมขอใช้เวลา ที่ประชุมสภาเพื่อแถลงเสนอญัตติด่วน ขอให้ที่ประชุมมีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการให้ประทานบัตรเหมืองแร่ และการทําเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ซึ่งมีเนื้อหาของญัตติเป็นลายลักษณ์อักษร ดังต่อไปนี้

ญัตติลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๒ การทําเหมืองแร่ในประเทศไทยทําให้ เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ผลกระทบต่อระบบนิเวศ กระทบ ด้านเสียงและฝุ่นจากการใช้วัตถุระเบิด ผลกระทบต่อแหล่งน้ําใต้ดินและการปนเปื้อน ของสารอันตรายในดิน ผลกระทบทางสังคมในพื้นที่ และสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ ในบริเวณใกล้เคียง การปนเปื้อนของสารหนูในสิ่งแวดล้อม และการทําเหมือนดีบุก ในตําบลร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช การปนเปื้อนตะกั่วในอําเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ปัญหามลพิษทางอากาศจากกิจกรรมการระเบิดหินปูน ตําบลหน้าพระลาน จังหวัดสระบุรี และการทําเหมืองแร่ใต้ดินแร่โพแทช (Potash) จังหวัดอุดรธานี และการปนเปื้อน แคดเมียม (Cadmium) จากการทําเหมืองสังกะสีในพื้นที่เกษตร รวมถึงกรณีสารพิษจากการ ทําเหมืองแร่ทองคํา ในจังหวัดพิจิตรและจังหวัดเลย ผลกระทบจากการทําเหมืองแร่เหล่านี้ มักเกิดจากกระบวนการการออกประทานบัตรจากกระบวนการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อม หรือที่เราเรียกว่าอีไอเอ (EIA) การประชาพิจารณ์ที่ขาดการมีส่วนร่วมของ ประชาชนอย่างแท้จริง การดําเนินการที่ขาดความรับผิดชอบ ขาดการตรวจสอบอย่างแน่ชัด ด้วยข้อจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งกรณีดังที่ได้กล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สําคัญ ของแผ่นดิน มีความจําเป็นเร่งด่วนในอันที่จะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ของประเทศ และส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ควรให้ สภาผู้แทนราษฎรมีการศึกษาและตรวจสอบผลกระทบของการดําเนินโครงการต่อไป อย่างรอบคอบ สําหรับการอภิปรายครั้งนี้ผมขออุทิศแด่ธรรมชาติและสรรพสิ่งที่ถูกทําลายลง เพราะเหมืองแร่ คนที่ตายจากเหมืองแร่ คนที่เจ็บป่วย พิกลพิการเพราะเหมืองแร่ คนที่ถูก ฟ้องร้องดําเนินคดีจากเหมืองแร่ คนที่ติดคุกถูกจองจํา สูญเสียอิสรภาพจากเหมืองแร่ คนงาน เหมืองแร่ทุกยุคทุกสมัยที่ถูกกดขี่ ขูดรีดแรงงานจากรัฐและนายทุนเหมืองแร่ คนที่ต่อสู้ คัดค้านโครงการเหมืองแร่ทุกแห่งหนทั่วประเทศไทย คําอุทิศที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นคือ การถอดบทเรียน จากการทําเหมืองแร่ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมาของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการดําเนินการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่ขาดดุลยภาพ คุณภาพ แล้วก็เสถียรภาพ จนนํามาสู่การสร้างความเหลื่อมล้ําและความ ไม่เป็นธรรม การละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนของพี่น้องประชาชนที่ไร้อํานาจที่จะ ต่อรองกับรัฐและทุนได้อย่างเสมอภาค ผมต้องกล่าวกับเพื่อนสมาชิกที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ ว่าปัญหาการทําเหมืองไม่ใช่สิ่งที่ไกลตัวทุกท่าน และผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่าน คงทราบปัญหาเหมืองแร่นี้ดีกว่าผมด้วยซ้ําไป เพราะหากเรามองไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตั้งแต่ตะวันออกจนสู่ตะวันตก เราต่างพบเห็นปัญหา เราพบเห็นประชาชน จํานวนมากที่ต้องเผชิญกับการทําเหมืองแร่ด้วยกันทั้งสิ้น และแน่นอนว่าผู้แทนราษฎรที่อยู่ ในพื้นที่ย่อมรู้ปัญหาเหล่านี้ดีกว่าตัวผมเอง ภาพใหญ่ในปัจจุบันประเทศไทยมีเหมืองแร่ ทั้งหมด ๙๗๐ แห่ง โดยในปี ๒๕๕๙ มูลค่าการผลิตเหมืองแร่มีมูลค่าทั้งสิ้น ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นมูลค่าจีดีพี (GDP) ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอ ครม. ต่ออายุประทานบัตรเหมืองแร่ในพื้นที่ลุ่มน้ํา ชั้นที่ ๑ จํานวน ๗ โครงการ มูลค่ากว่า ๓,๕๐๐ ล้านบาท ถึงแม้จํานวนเงินจากการทําเหมืองแร่ ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยเป็นจํานวนมาก แต่ในทางกลับกันจํานวนมูลค่า ทางเศรษฐกิจมหาศาลเหล่านี้อาจต้องแลกกับทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม คุณภาพ และวิถีชีวิตของประชาชน อันเป็นมูลค่ามหาศาลที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้เช่นกัน เพื่อให้ครบถ้วนกระบวนความในการอภิปรายครั้งนี้ในเวลาอันสั้น ผมจะอภิปรายบริบท ปัญหาของการทําเหมืองแร่ในประเทศไทย และหลังจากนั้นเราจะได้เปรียบเทียบกันว่า ประเทศไทยกับระดับสากล ระดับนานาชาตินั้นเขามีหลักการอย่างไรในการจัดการเหมือง ให้เกิดความยั่งยืน เพื่อที่จะได้เห็นปัญหาช่องว่าง โดยผมได้แบ่งกระบวนการทําเหมือง ออกเป็น ๓ ก้อนดังภาพที่โชว์กับสภาแห่งนี้ ก้อนแรกคือระยะก่อนเปิดเหมือง ต่อมาเป็น ระยะระหว่างสร้างและทําเหมือง ก้อนสุดท้ายก็คือระยะหลังปิดเหมือง สําหรับก้อนแรก ระยะก่อนเปิดเหมืองนับเป็นช่วงเวลาที่สําคัญที่ชาวบ้านในพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจาก เหมืองแร่ ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นว่าพวกเขาต้องการหรือไม่ต้องการเหมือง ในพื้นที่หรือไม่ อย่างไร แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่ากระบวนการเหล่านี้ถูกมองจากชาวบ้านว่า เป็นเพียงพิธีกรรม และชาวบ้านที่คัดค้านต้องถูกกดดัน ถูกกีดกันให้ออกจากเวที ยิ่งไปกว่านั้น แกนนําชาวบ้านที่ในหลายพื้นที่ต้องถูกนายทุนฟ้องร้องหมิ่นประมาท ยกตัวอย่างเช่น ชาวบ้านกะเบอะดิน อําเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่คัดค้านเหมืองถ่านหิน หรือแม้กระทั่ง มีการใช้อิทธิพลข่มขู่ หรือสังหารแกนนําชาวบ้าน เช่นเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา เราอาจได้ยินข่าวการอุ้มและข่มขู่แกนนําต่อต้านเหมืองหินปูนที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นการอุ้ม จากสถานที่เวทีจากการรับฟังความคิดเห็นเลย ผมมีโอกาสลงพื้นที่รับฟังปัญหาด้วยตนเอง ในกรณีการยื่นขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้ว ที่ตําบลคําโตนด อําเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ประชาชนนั้นห่วงกังวลต่อผลกระทบต่อวิถีชีวิต ต่อพื้นที่อยู่อาศัย ต่อการประกอบอาชีพของตน ซึ่งแต่ละสิ่งที่ผมเห็นมานั้นเห็นมากไปกว่านั้นก็คือการเข้าไป ของเหมืองแร่ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่นําไปสู่ความขัดแย้งภายในชุมชน ทําให้เกิดความแตกแยก ในชุมชนจากฝั่งที่สนับสนุนเหมืองแร่และฝั่งที่คัดค้านเหมือง ซึ่งผมคิดว่ากระบวนการ ก่อนเปิดเหมืองที่ดีต้องยกระดับเพิ่มความระมัดระวังและสร้างบรรทัดฐานในการรับฟัง ความคิดเห็นที่ดี เพื่อไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกดังกล่าว นี่คือก้อนแรก สําหรับก้อนที่ ๒ ช่วงระยะเวลาสร้างและทําเหมือง ท่านประธานครับ กระบวนการทําเหมืองมีการใช้สารเคมี ที่เสี่ยงต่อสุขภาพ ทําให้เกิดขยะของเสียที่ไม่สามารถกําจัดได้เป็นจํานวนมาก ทําให้เกิดฝุ่น และเสียงดัง ทําให้เกิดการแพร่กระจายของสารโลหะหนักซึ่งมีความเป็นพิษต่อคนสูง โดยสิ่งเหล่านี้สามารถปนเปื้อนเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งน้ําบริโภคของประชาชนได้ ที่ผ่านมาพบว่าการทําเหมืองที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของ ประชาชนในพื้นที่ เช่น เหมืองที่หมู่บ้านคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี หรือเหมืองที่ตําบลแม่ตาว จังหวัดตาก ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นผล อย่างชัดเจน หรือเหมืองที่ตําบลดงมะไฟ จังหวัดหนองบัวลําภู ที่บ้านเกิดของพวกเขาได้ถูก เหมืองทําลายความสมบูรณ์ของธรรมชาติและวิถีของคนในพื้นที่ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ก้อนสุดท้ายก้อนหลังคือการปิดเหมืองเพื่อการฟื้นฟูเยียวยา ดูเหมือนว่าจะไม่มี การเตรียมการอย่างรอบคอบรัดกุมเพียงพอ เพราะการฟื้นฟูที่เกิดขึ้นดูจะมีความหมาย เฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขตเหมืองเท่านั้น แต่ไม่ได้ครอบคลุมในส่วนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชนในบริเวณนั้น ท่านประธานครับ ผมต้องบอกให้เข้าใจตรงกันว่าการเสนอญัตตินี้และการอภิปรายของผม ไม่ใช่ต้องการที่จะต่อต้านการพัฒนาหรือจะมาขัดขวางความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ของประเทศแต่อย่างใด แต่ญัตตินี้เกิดจากเมื่อผมได้มีโอกาสเดินทางไปพบพี่น้องประชาชน ในภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ และรับเรื่องร้องเรียนที่สภาแห่งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนทราบถึง ความทุกข์ร้อนของพวกเขา แต่ใช่ครับ การแก้ไขปัญหาเหมืองไม่ใช่การยกเลิกไม่ให้มีการ ทําเหมืองในประเทศไทยเลย แต่คือการหาดุลยภาพ เสถียรภาพและคุณภาพเพื่อให้เกิด การพัฒนาอย่างยั่งยืนคือชาวบ้านอยู่ได้ นายทุนอยู่ได้และรัฐได้ผลประโยชน์ ที่ผ่านมา โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติหรือยูเอ็นดีพี (UNDP) ยูไนเต็ด เนชัน ดีเวลอปเมนต์ โปรแกรม (United Nations Development Program) บอกกับเราว่าอุตสาหกรรมเหมือง เป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศที่สําคัญสําหรับประเทศที่กําลังพัฒนาในการยกรายได้ ๑. คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ๒. คือการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยสร้างนวัตกรรม ให้กับประเทศในระยะยาว แต่ก็มีความเสี่ยงสูงในหลายด้าน เช่นด้านสิ่งแวดล้อม ที่อุตสาหกรรมเหมืองจะต้องใช้น้ําอย่างมหาศาล ต้องปล่อยสารโลหะลงสู่แหล่งน้ํา ตลอดจน มีการตัดไม้ทําลายป่า คุกคามความหลากหลายทางชีวภาพด้านสังคมที่สารพิษและโลหะหนัก ปนเปื้อนในแหล่งน้ํา ทําให้คนที่ใช้ชีวิตและทําการเกษตรไม่ได้เนื่องจากแหล่งน้ําเป็นพิษ และในด้านเศรษฐกิจที่ถึงแม้ว่าจะเติบโตขึ้นแต่ก็ทําให้เงินเฟ้อในท้องถิ่นจนชาวบ้านเดิม ไม่สามารถอยู่ได้เพราะงานใหม่ที่สร้างขึ้นก็เป็นงานของคนนอกชุมชน สําหรับการจัดการเหมือง อย่างยั่งยืนที่จะต้องวิเคราะห์ตลอดชีวิตเหมืองที่เมืองไทยยังขาดอยู่ ผมก็จะแบ่งเป็น ๓ ก้อน เช่นเดียวกัน ตามคําแนะนําของยูไนเต็ด เนชัน ดีเวลอปเมนต์ โปรแกรม (United Nations Development Program) ก้อนแรกก็คือก่อนสร้าง ระหว่างสร้าง แล้วก็การปิดเหมือง เพื่อที่จะให้เห็นว่าช่องว่างของประเทศไทยกับต่างประเทศคืออะไร สําหรับตอนก่อน สร้างเหมืองนั้น เนื่องจากชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากเหมืองอย่างใหญ่หลวงทั้งทางบวก และทางลบ การวางแผนก่อสร้างก็ต้องมีส่วนร่วมจากชุมชนอย่างมีนัยสําคัญ กระบวนการ ประเมินผลกระทบหรือหากต้องมีการเวนคืนที่ดินก็ให้ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ชื่อว่าไอเอฟซี (IFC) เพอร์ฟอร์แมนซ์ สแตนดาร์ด ไฟว์ (Performance Standard 5) ของธนาคารโลก คือต้อง ชดเชยเต็มจํานวนและรวมถึงค่าเคลื่อนย้าย โดยมาตรฐานชีวิตของคนที่ถูกย้ายจะต้องดีขึ้น ที่สําคัญอีไอเอ (EIA) อีเอชไอเอ (EHIA) เอสไอเอ (SIA) ไม่เพียงพอหรอกครับ ตามแนวปฏิบัติ สากลต้องมีเอชอาร์ไอเอ (HRIA) หรือที่เรียกว่าฮิวเมน ไรต์ อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Human Right Impact Assessment) หรือการประเมินตามหลักว่าด้วยธุรกิจและ สิทธิมนุษยชนของยูเอ็น (UN) ว่าโครงการนี้มีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนเหล่านี้หรือไม่ มากไปกว่านั้นอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือจีไอเอ (GIA) เจนเดอร์ อิมแพกต์ แอสแซสเมนต์ (Gender Impact Assessment) เนื่องจากผู้หญิงและเพศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นแอลจีบีทีคิว (LGBTQ) มักได้รับผลกระทบเชิงลบจากเศรษฐกิจมากกว่าผู้ชาย งานเหมืองส่วนใหญ่จ้างผู้ชาย ผู้หญิง มักเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปเนื่องจากไม่สามารถทําเกษตรบนพื้นที่เดิมได้อีกต่อไป ขั้นตอนที่ ๒ สั้น ๆ เลยก็คือต้องเป็นกระบวนการโพรเกรสซีฟ รีฮะบิลิเทชัน (Progressive Rehabilitation) หรือขณะที่ทําเหมืองไปก็ต้องฟื้นฟูไปในเวลาเดียวกัน ขุดเสร็จตรงไหน ก็ต้องฟื้นฟูตรงนั้น ซึ่งข้อนี้จะช่วยให้นายทุนเหมืองลดความเสี่ยงทางการเงิน เพราะเป็นการ กระจายต้นทุนไม่ใช่รอฟื้นฟูที่เดียว ซึ่งจะใช้เงินก้อนใหญ่และเพิ่มโอกาสความสําเร็จ ในการปลูกป่าคืน ตัวอย่างเหมืองถ่านหินของบริษัทในประเทศออสเตรเลียที่ชื่อนิว โฮป กรุ๊ป ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เขาทําเหมืองไป ทําไมแล้วก็ฟื้นฟูไป จนปัจจุบันนี้สามารถฟื้นฟูได้ ๔๕๐ เฮกตาร์ และพื้นที่ที่ทําเหมืองนั้นสามารถที่จะทําปศุสัตว์ไปได้ด้วยอีก ๒๔๐ เฮกตาร์ ดังภาพที่ผมโชว์กับสภาแห่งนี้ อีกข้อหนึ่งที่สําคัญก็คือว่าระหว่างที่ทําเหมืองนั้น ก่อนหน้านั้น จะต้องทําทั้งอีไอเอ (EIA) อีเอชไอเอ (EHIA) และอะไรต่าง ๆ นานา แต่ไม่มีการตรวจสอบ ต่อเนื่อง ในต่างประเทศนั้นเมื่อมีสถานการณ์ที่ทําเสร็จแล้วก็จะต้องคอยตรวจดูกันเป็น ระยะ ๆ ถ้ามีสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงก็จําเป็นที่จะต้องคอยตรวจสอบ การศึกษาเหล่านี้ สุดท้ายผมจะขอสรุปก็คือเรื่องของการปิดเหมือง เป็นที่น่าตกใจมีเพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของเหมืองทั่วโลกที่ปิดตัวเพราะทรัพยากรหมดจริง ๆ อีก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ปิดเหมืองเพราะเหตุผลทางการเงินหรือการเมือง ซึ่งผลที่ทําให้เกิดการทิ้งเหมือง ดังนั้นแผนการปิดเหมืองอย่างถูกต้องจะต้องมีการเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนสํารวจและ การวางแผนก่อสร้าง ซึ่งต้องเตรียมแผนปิดเหมืองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะหากมี การปิดเหมืองก่อนกําหนดก็จะมีการทิ้งเหมือง แล้วก็ส่งผลทางสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็น สารปรอท ตะกั่ว แคดเมียม (Cadmium) อาจเข้าไปปะปนในแหล่งน้ําและการใช้ในการเกษตร ซึ่งต่างจากการที่เหมืองยังมีคนจัดการอยู่ ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอาจทําให้ เศรษฐกิจของชุมชนล่มสลาย คนตกงานกะทันหัน พื้นที่เหมืองร้างหมดคุณค่าทางเศรษฐกิจ นําไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้อีกเลย ท่านประธานครับ ถ้าแนวปฏิบัติในการจัดการทําเหมือง แบบสากลถูกนํามาใช้ในประเทศไทย เรานําไปปฏิบัติเพื่อช่วยป้องกันปัญหาต่าง ๆ จากเหมืองได้ สําคัญที่สุดคือประชาชนจะมีอํานาจต่อรองกับรัฐและนายทุนอย่างเสมอภาคกัน ดังนั้นผมจึง ขอสนับสนุนญัตติให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ