รงค์ สนับสนุนตั้งกรรมาธิการศึกษาหนี้ครู ชี้ใช้ข้อมูลเดิมต่อยอดแก้ปัญหา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๖ สิงหาคม ๒๕๖๓

รงค์ บุญสวยขวัญ หารือประเด็นหนี้สินของครูอย่างเป็นระบบ โดยเสนอให้ตั้งกรรมาธิการศึกษาปัญหาทั้ง 9 ญัตติ พร้อมเน้นความสำคัญของครูในฐานะวิชาชีพชั้นนำและแรงผลักดันการสร้างชาติ จึงควรพิจารณาหนี้ในบริบทที่หลากหลายทั้งยุคการบรรจุ สังกัด และปัจจัยพื้นที่ รวมถึงสอดคล้องกับสภาพการทำงาน รายได้ และความก้าวหน้าในวิชาชีพ เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ข้อมูลเดิมที่มีมาต่อยอดแทนการเริ่มใหม่ และตระหนักถึงบทบาทครูในการปลูกฝังอุดมการณ์ให้เยาวชน

รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ พรรคพลังประชารัฐ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนญัตติเกี่ยวกับเรื่องหนี้สินครู ทั้ง ๙ ญัตติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งญัตติของอาจารย์เกษม หรือผู้อํานวยการเกษม ศุภรานนท์ อดีตผู้อํานวยการโรงเรียนอนุบาลจังหวัดนครราชสีมา จากพรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับสภาแห่งนี้ ต้องการที่จะให้ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาหนี้ครู อย่างน้อยที่สุดครูเป็นกลไกสําคัญของรัฐ เขาเรียกกลไกในการสร้างเสริมอุดมการณ์ เพราะครูเป็นตัวแปรต้น ถ้าครูดีลูกศิษย์ดี ถ้าครูเรามีความมั่นคงลูกศิษย์เรามีความมั่นคง ครูจึงเป็นโพรเฟสชันนัล (Professional) หรือเป็นวิชาชีพชั้นสูง เพราะฉะนั้นความเป็น วิชาชีพชั้นสูงอันนี้นโยบายแห่งรัฐก็ดี ในการปฏิรูปประเทศ หรือแม้กระทั่งนโยบายรัฐบาล จึงเน้นการเป็นครูมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่ม เสริม เติมจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเรื่องสําคัญในการที่จะไปเสริมเติมจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู แต่ญัตติ วันนี้เป็นญัตติแห่งหนี้ ผมคิดว่าหนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะมีนัยสําคัญต่อการเป็นจิตวิญญาณครู ที่สภาแห่งนี้จะตั้งกรรมาธิการ ผมจึงขออนุญาตตั้งข้อสังเกตและเสนอในชั้นกรรมาธิการที่จะ เกิดขึ้นให้ช่วยพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องหนี้สินครูดังนี้

เรื่องแรก เวลาเราพูดถึงหนี้พูดเป็นก้อน ๆ แต่ผมอยากให้แยกเป็นประเภท ของครูที่เป็นหนี้ครับ ตัวแปรแห่งความเป็นครูที่เป็นหนี้ ลองดูครับ ครูที่บรรจุในทศวรรษ ๒๕๒๐ คือรุ่นผม รุ่นอาจารย์เกษมจะบรรจุช่วงนั้นแหละครับ ตัวแปรอีกตัวหนึ่งคือครูบรรจุหลัง พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับใหม่ แล้วก็ครูที่บรรจุช่วงหลัง ๆ ดูว่า มีลักษณะแตกต่างอย่างไร นั่นตัวแปรในการไปดูหนี้สินครู อันที่ ๒ ครูกับการสังกัด ท่านประธานไปดูนะครับ ครูสังกัด สพฐ. คือประถมศึกษา ครูสังกัด สช. เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่านได้พูดไปแล้ว ครูสังกัดเทศบาลหรือท้องถิ่น ครูสังกัดอื่น ๆ เช่น กรมศาสนา เรื่องโรงเรียนของพระอะไรพวกนี้ซึ่งมีมากมาย ครูสังกัดกรมอาชีวศึกษา ลองไปดูครับ ตัวแปรเหล่านี้ถ้าหากเราทําตัวแปรอย่างละเอียดก็จะทําให้เห็นถึงแนวทาง ในการแก้ได้ ประเด็นตัวมาตัวแปรก็ครูที่ไหน พักอยู่ในชนบทไหม พักอยู่ในเมืองไหม สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นตัวแปรสําคัญที่จะทําให้กรรมาธิการฝากว่าท่านลองไปดูลึก ๆ และจะได้เห็น ไม่ใช่มองเฉพาะ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มองลงลึกถึงประเภทของครูว่าเราเป็นหนี้สิน อย่างไร เพราะผมเชื่ออย่างนี้ว่าครูเป็นหนี้แต่ไม่ใช่หนี้วิกฤติ สําหรับผมนะครับ เป็นหนี้ปกติ ผมก็เป็นครูมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้วเพิ่งเกษียณออกมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา ครูแต่ละคนเป็นหนี้จริง แต่เป็นหนี้ที่ไปเสริมสร้างทรัพย์สินของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ ครูกู้เงินสหกรณ์ไปส่งลูกให้เรียน ครูไปกู้กับธนวัฏของธนาคารกรุงไทย ก็ไปทําเรื่อง อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ หรือแม้กระทั่งการดําเนินชีวิตประจําวันส่งให้ลูกเรียน ครูยังมีหุ้นอยู่ในหลาย ๆ ที่ ครูทางปักษ์ใต้บ้านผมมีสวนยางมาก มีสวนปาล์มก็เยอะ ในสมัย กุ้งกุลาดําก็มีกุ้งกุลาดําก็แยะ เพราะฉะนั้นครูจึงเป็นหนี้แต่ผมคิดว่ายังไม่หนี้ปกตินะครับ

ประการต่อมา ข้อสังเกตให้คณะกรรมาธิการก็คือว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เมื่อสักครู่สมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านพูดนะครับ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นกระบวนการ สวัสดิการทางสังคม นั่นหมายถึงครูเขาร่วมจิตร่วมใจกันตั้งองค์กรหรือสถาบันการเงินของเขา พัฒนาและบริหารของเขา ไปดูหน่อยนะครับว่าควรจะพัฒนาให้สถาบันแห่งนี้เติมเข้าไป อย่างไร ถ้ารัฐจะเข้าไปแทรกแซงจะแทรกแซงอย่างไร จากเดิมเป็นลักษณะสวัสดิการ ทางสังคมเพราะเขาตั้งขึ้นมาเอง อันต่อมานะครับ ผมคิดว่าเวลาเรื่องพัฒนาหนี้สินครูจะต้อง ไปดูบริบทอื่นด้วย เราจะต้องดูว่าวันนี้โครงสร้างการบริหารตามกฎหมายหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับครูเป็นอยู่อย่างไร ความก้าวหน้าในวิชาชีพครูเป็นอย่างไร รายได้ของผู้ประกอบวิชาชีพครู และบุคลากรทางการศึกษาในเชิงเปรียบเทียบกับครูหรืออาจารย์ในอุดมศึกษาเป็นอยู่อย่างไร ความมั่นคงของพี่น้องครูเราเป็นอย่างไร สภาพการสอน สภาพการทํางานเป็นอย่างไร ค่าตอบแทนเป็นอย่างไร รวมจนถึงความก้าวหน้าในวิชาชีพของเขาเป็นอย่างไร อันนี้ อยากจะฝากไปยังชั้นกรรมาธิการว่าไปดู อย่าไปดูแต่หนี้สินลอย ๆ แต่ไปดูในบริบท อื่น ๆ ด้วย เพราะวันนี้เวลาพูดถึงครูหรือผลทางการศึกษาเราก็ถูกกระเซ้าเย้าแหย่ว่า การศึกษาของเราในเชิงเปรียบเทียบกับอาเซียน (ASEAN) เรามีปัญหา ทีนี้เวลามีปัญหา ไม่ใช่ไปตําหนิติโทษลงที่หนี้สินอย่างเดียว แต่มีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นบริบทสําคัญด้วยนะครับ

ประการสุดท้าย ผมคิดว่าเวลาตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้เวลาไม่มาก แต่มี เอกสารเก่า เอกสารอื่น งานวิจัย ผลการศึกษาที่หน่วยงานอื่น สถาบันอื่นได้ทําไว้แล้ว มหาวิทยาลัยที่เกี่ยวกับผลิตครู คณะที่เกี่ยวกับผลิตครู หรือองค์กรที่เกี่ยวกับครู คุรุสภาก็ดี หรือทางคนที่ศึกษาไม่ว่าระดับเป็นผลการศึกษาเพื่อขอรับปริญญาก็ดี เพื่อความก้าวหน้าก็ดี สิ่งเหล่านี้มีข้อมูลพื้นฐาน ผมคิดว่าผมมีประสบการณ์ในการทําเรื่องหนี้สินครูมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ มีเอกสารเหล่านั้น กรรมาธิการชุดนี้ไม่ควรจะตั้งต้นจากศูนย์ แต่ควรจะทอปอัป (Top up) จาก ๕๐ เป็น ๖๐ เป็น ๗๐ เป็น ๘๐ เพราะมีข้อมูลพื้นฐานที่จะทําให้กรรมาธิการ สะดวก คล่องตัว แล้วใช้ผลการศึกษาเหล่านั้นนําไปสู่การวางแผนเพื่อแก้ปัญหาอย่างเจาะลึก คาดหวังมากครับท่านประธาน ในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรที่มาจากผู้ประกอบวิชาชีพครู คาดหวังว่าจะได้อ่าน จะได้เห็นข้อเสนอแนะจากกรรมาธิการที่เต็มไปด้วยพลัง เต็มไปด้วย แนวทางที่สร้างสรรค์ เต็มไปด้วยแนวทางที่ชี้ให้เห็นเลยว่าครูเราต่อไปนี้จะเพิ่มจิตวิญญาณครู และเป็นกลไกสําคัญในการเสริมสร้างอุดมการณ์ให้กับเยาวชนของเรา ขอขอบคุณมากครับ