สุขุมพงศ์ แจงความคืบหน้าปฏิรูปกฎหมาย เสนอเสริมกลไกประชาชนมีส่วนร่วม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๕ สิงหาคม ๒๕๖๓

สุขุมพงศ์ โง่นคำ ชี้แจงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย โดยอธิบายความแตกต่างของอำนาจหน้าที่คณะกรรมการตามรัฐธรรมนูญปี 2550 และปี 2560 พร้อมย้ำแนวทางการปฏิรูปตามมาตรา 77 และมาตรา 258 ที่เน้นกฎหมายจำเป็น ระบบสากล การเรียนการสอนนิติศาสตร์ ระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอกฎหมาย โดยระบุว่ากฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบยังมีจำนวนน้อย จึงเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการให้สอดคล้องกับกรอบกฎหมายและใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์สนับสนุนการรวบรวมรายชื่อ พร้อมเน้นความสำคัญของความเห็นสมาชิกรัฐสภาต่อการปรับแผนปฏิรูปประเทศ

นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ได้รับ มอบหมายจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายให้มาชี้แจงความคืบหน้าในการ ปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาตชี้แจงเฉพาะ ประเด็นที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านได้อภิปรายถึงการปฏิรูปกฎหมายว่าคืบหน้า หรือไม่คืบหน้าประการใด

ประเด็นแรกมีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางท่านบอกว่าการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมายคราวนี้ความจริงแล้วเคยมีคณะกรรมการปฏิรูปด้านกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ อันนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกว่าตัวกระผมเองเคยได้รับ การโปรดเกล้าฯ ให้เป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย รู้จักคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศ รู้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายเป็นอย่างดี เมื่อเทียบกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้ เห็นว่าอำนาจหน้าที่ต่างกันมากพอสมควร การปฏิรูปกฎหมายในคราวนั้นรัฐธรรมนูญ กำหนดว่าให้มีอำนาจหน้าที่ในการปรับปรุงกฎหมายทั้งประเทศให้เป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างมากที่สุด โดยกำหนดให้ทำทุกเรื่อง เพื่อพัฒนาและ ปรับปรุงกฎหมาย แต่คราวนี้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้กำหนดว่าให้มีการปฏิรูปประเทศ อย่างน้อย ๑๑ ด้าน หรือเพิ่มขึ้นตามแต่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควร ปัจจุบันก็มี ๑๓ ด้าน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าถ้าดูอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กับปี ๒๕๖๐ อำนาจ หน้าที่ของเราต่างกันมาก การปฏิรูปกฎหมายคราวนี้ก็ต้องดูตามอำนาจหน้าที่ ที่กำหนดไว้ คือมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ พึงให้รัฐมีกฎหมายเท่าที่จำเป็น นอกจากนั้น ก็ต้องดูว่าวิธีการจะปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ มี ๔ ด้านที่ต้องกระทำ คือกฎหมาย จะต้องไม่เกินความจำเป็น และเป็นระบบสากลตามมาตรา ๗๗ ที่กล่าวถึงในตอนแรก ประการที่ ๒ จะต้องมีการปฏิรูประบบการเรียนการสอนด้านนิติศาสตร์ เพื่อที่จะให้เรามี นักกฎหมายที่มีความรู้คู่คุณธรรม ประการต่อมาคือต้องมีการพัฒนาระบบข้อมูลทาง อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อที่จะให้ประชาชนเข้าถึง เข้าใจ ปฏิบัติตามกฎหมายได้ถูกต้อง และท้ายสุดได้กำหนดว่าต้องมีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอกฎหมาย นี่คือหน้าที่ของเราที่ต้องกระทำด้านต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงมีอำนาจหน้าที่ที่ต่างกัน ซึ่งท่านแนะนำว่าให้ไปเอาข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มา ทั้งด้านสังคมก็ดี ด้านสิ่งแวดล้อมก็ดี ด้านสิทธิชุมชนก็ดี ด้านแรงงาน ด้านการศึกษา เหล่านี้มีอยู่แล้วล่ะครับในทุก ๆ ด้านที่มีการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ คำสั่งตามกฎหมายลูกที่ว่าด้วยแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านจะต้องเอาผลการทำงานในแต่ละยุคในแต่ละสมัย ที่จะเป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายก็ดี งานของคณะ สนช. ก็ดี คณะกรรมการแต่ละกระทรวงที่แต่งตั้งขึ้นมาก็ดี เอานำมาเป็น พื้นฐานในการจัดทำแผนปฏิรูป อันนี้จึงกราบเรียนท่านสมาชิกที่มีความสงสัย

ประเด็นที่ ๒ มีท่านสมาชิกบางท่านบอกว่าการปฏิรูปประเทศในการจัดทำ กฎหมายที่กำหนดไว้ตามแผนประมาณ ๒๒๐ ฉบับนั้น ขณะนี้เพิ่งสำเร็จไป ๔๐ ฉบับ อันนี้ เป็นเรื่องจริงครับ ใน ๔๐ ฉบับนั้นสามารถเสนอพิจารณาเป็นกฎหมายได้ เกือบทั้งหมด มาจากสภา สนช. ทั้งสิ้น แผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๑ ระหว่างนั้นแล้วก็มี สนช. มีคณะรัฐมนตรี ซึ่งดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศ มาแล้ว แต่เมื่อมาถึงสมัยสภาในยุคปัจจุบันนี้ก็จะเห็นได้ว่าในมาตรา ๒๗๐ นี้เองกำหนดว่า กฎหมายปฏิรูปทั้งหลายที่ ครม. เห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินการการปฏิรูปนั้น ให้เสนอมาเป็นลักษณะพิเศษของประเทศไทยด้วยซ้ำ คือให้มีการเสนอมาที่รัฐสภาให้มีการ ประชุมร่วมกัน เมื่อวานนี้ก็มีการพิจารณากฎหมายฉบับหนึ่ง กฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อ เสนอกฎหมาย ก็จะเห็นได้ว่ากฎหมายปฏิรูปเผื่อจะเข้ามาในสภาได้ก็ดี การพิจารณาของสภา ผู้แทนราษฎรก็ดี ผมเคยเป็นสภาผู้แทนราษฎรมาหลายสมัย การพิจารณากฎหมายของสภา ผู้แทนราษฎรสมัยหนึ่งอย่างมาก ๔ ปี ส่วนมากก็อยู่ได้ ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง กฎหมายที่รัฐสภา ยุคสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบน้อยมาก ยุคก่อนนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดว่าสมัยประชุม ให้ ๒ สมัย สมัยทั่วไปก็พิจารณาได้ทุกเรื่อง สมัยนิติบัญญัติรัฐธรรมนูญบังคับไว้ด้วยซ้ำว่า ให้พิจารณาเป็นการเฉพาะจะได้มีกฎหมายผ่านสภาให้มากขึ้น แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ได้กำหนดให้มีสมัยนิติบัญญัติ ให้มี ๒ สมัย สมัยทั่วไปครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ เพราะฉะนั้น ผลผลิตกฎหมายของรัฐสภานี้ผมคิดว่าอาจจะไม่มากเพียงพอที่จะทำให้กฎหมายการปฏิรูป บรรลุล่วงได้ทุกฉบับ ก็จะเห็นได้ว่าในการที่จะปรับแผนคราวนี้ การปรับแผนไม่ใช่ว่า ผมมาฟังท่าน กลับไปผมไปปรับแผน มาฟังท่านกลับไปผมไปปรับแผน ไม่ใช่เช่นนั้น ในกฎหมายแผนและขั้นตอนการปฏิรูปเขาบอกว่าการจะปรับแผนปฏิรูปประเทศได้นี่ ๑. จะต้องมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าแผนปฏิรูปประเทศ แผนยุทธศาสตร์ไม่สอดคล้องกัน แผนปฏิรูปประเทศกับแผนแม่บทตามยุทธศาสตร์ไม่สอดคล้องกัน หรือคณะรัฐมนตรีเห็นว่า มีเหตุจำเป็นที่จะต้องมีการปรับแผน อยู่ดี ๆ คณะกรรมการก็ดี สำนักงานเลขาธิการ สภาพัฒน์ก็ดี ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่มาชี้แจงก็ดี กลับจากท่านไปไปสั่งให้ปรับแผน ไม่ได้ ตั้งแต่ใช้แผนมาจนปัจจุบันเพิ่งจะมีการปรับแผนครั้งแรกที่จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะทำให้ เสร็จภายในประมาณเดือนธันวาคมตามไทม์ไลน์ (Timeline) ที่ท่านทั้งหลายได้ทราบแล้ว แล้วสิ่งหนึ่งที่จะต้องนำไปปรับคือความเห็นของ ส.ว. ความเห็นของ ส.ส. ในหน้า ๘ ที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้นำเรียน ความจริงความเห็นของสภาผู้แทนราษฎรที่ท่านชวน หลีกภัย ไปเสนอต่อประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เขาเขียนไว้ในข้อ ๔.๒.๒ ไม่ผิดหรอกครับ ท่านประธานรัฐสภาเป็นรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คนที่หนึ่ง ในนี้ไม่ใช่ว่าเขียนว่าท่านชวน หลีกภัย เป็นรองประธานรัฐสภา คนที่หนึ่ง ที่เขียนไว้นี้ ถูกแล้ว

๑๐๒/๑

เรื่องต่อไปนะครับ ก็มีท่านสมาชิกบางท่านบอกว่ากฎหมายเข้าชื่อที่เสนอไป เมื่อวานนี้ ทำไมคณะกรรมการถึงไม่ได้กำหนดว่าจะต้องทำอะไรบ้างในตัวกฎหมาย ฉบับดังกล่าวนั้น ถ้าท่านสมาชิกทั้งหลายได้ไปดูในแผน แผนปฏิรูปประเทศเป็นเล่มเลยนะครับ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกทั้งหลายคงได้อ่านแล้ว เป็นเล่มเลยว่าด้านที่ ๑ ด้านการเมือง ทำอะไรบ้า เสร็จปีไหน เสร็จเวลาไหน ด้านที่ ๒ การบริหารราชการแผ่นดิน ด้านที่ ๓ เขามีเป็นเล่มเลยนะครับ ผมเชื่อว่าท่านคงมีแล้วแต่จะอ่านครบถ้วนหรือไม่นี้ผมไม่ทราบ คือในแผนปฏิรูปประเทศของเราตาม (๔) ของมาตรา ๒๕๘ มีกลไกช่วยเหลือประชาชน ในการจัดทำและเสนอกฎหมาย มีหลักสำคัญ ๆ อยู่ ๔-๕ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ทำอย่างไร ประชาชนถึงจะเข้าชื่อกันเองได้ ทำอย่างไรถึงจะมีหน่วยงานของรัฐช่วยเหลือในการรับฟัง ความคิดเห็นต่อกฎหมายที่ประชาชนจะจัดทำขึ้น ทำอย่างไรถึงจะมีหน่วยงานของรัฐ ช่วยรวบรวมลายมือชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ ตลอดจนจัดทำร่างกฎหมายเหล่านั้นได้ และประเด็นสำคัญก็คือว่าทำอย่างไรจะมีวิธีการระบบอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยในการลงลายมือ ชื่อ เมื่อวานนี้ก็จะเห็นได้ว่าร่างสาระสำคัญที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีมาเสนอกฎหมาย เหล่านี้ น่าจะครบถ้วน แต่ก็มีบางประเด็น ประเด็นเล็กน้อยเท่านั้นแหละว่ายังไม่สอดคล้องกับ แผนปฏิรูปประเทศทั้งหมด ผมก็ได้รับเกียรติจากสภาแห่งนี้มอบหมายให้เป็น คณะกรรมาธิการพิจารณา ก็จะไปทำหน้าที่เหล่านี้แทนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ แทนท่านทั้งหลายในสภานี้ ตลอดจนแทนพี่น้องประชาชนทั้งหลายด้วยนะครับ