ณัฐพงษ์ เสนอตั้งกรรมาธิการศึกษาแก้กฎหมายท้องถิ่น-น้ำท่วม-ข้าราชการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หารือปัญหาน้ำท่วมในซอยสุขสบาย 1 ซึ่งเกิดจากพื้นที่เป็นแอ่งกระทะและได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรอบข้าง พร้อมตั้งคำถามถึงความล่าช้าของหน่วยงานราชการที่อ้างพื้นที่เป็นของเอกชน ทั้งที่ข้อบัญญัติ กทม. รองรับการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ และชี้ว่าปัญหาเกิดจากช่องโหว่ในกฎหมายการจัดสรรที่ดินที่ไม่บังคับจัดตั้งนิติบุคคลและไม่มีบทลงโทษชัดเจน ส่งผลให้เจ้าของโครงการไม่ส่งมอบพื้นที่ส่วนกลาง ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแก้ไขปัญหาการพัฒนาทรัพย์สินในพื้นที่สาธารณะของ กทม. ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างการกระจายอำนาจและความขัดแย้งระหว่างกฎหมายระดับชาติกับข้อบัญญัติท้องถิ่น รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณ กทม. ที่อาจเข้าข่ายทุจริตในการก่อสร้างบนที่ดินเอกชน โดยเสนอให้เป็นต้นแบบการแก้ไขอย่างเป็นระบบเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปในท้องถิ่นทั่วประเทศ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ตามหัวข้อญัตติที่พวกเรา ผู้เสนอร่วมจากพรรคก้าวไกลทุกคน ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการพัฒนาทรัพย์สิน เราตั้งญัตติเพื่อให้ ศึกษาปัญหาการพัฒนาทรัพย์สิน ไม่ได้เกี่ยวกับเฉพาะเจาะจงกับข้อบัญญัติอย่างเดียว ที่ประชาชนทั่วไปสามารถใช้สอยร่วมกันได้บนที่ดินเอกชนของกรุงเทพมหานคร ที่เราเสนอ ญัตติฉบับนี้ไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงกับเรื่องของข้อบัญญัติ เพราะพวกเราเชื่อว่าเรื่องนี้ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในตัวระบบกฎหมายที่ยึดโยงกับทั้งกฎหมายในระดับข้อบัญญัติ ที่อยู่ในสภาท้องถิ่น และกฎหมายที่อยู่ในระดับพระราชบัญญัติซึ่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ของพวกเราครับ จึงเป็นที่มาที่ไปที่พวกเราตั้งใจตั้งญัตตินี้เพื่อใช้ กทม. เป็นตัวอย่างศึกษา ที่จะนําไปใช้กับท้องถิ่นทั่วประเทศได้ครับท่านประธาน รบกวนฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์นําสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

สําหรับในญัตตินี้ครับว่า ด้วยการเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ ข้อบัญญัติหรือการพัฒนาทรัพย์สินร่วมกันของ กทม. หากมองเพียงผิวเผินบางท่านอาจจะ คิดว่าเรื่องนี้เราควรถกเถียงกันในสภากรุงเทพมหานคร เพราะเป็นปัญหาของข้อบัญญัติ ซึ่งถูกตราขึ้นโดยสภาท้องถิ่น ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราครับ แต่ท่านประธาน ผมอยากจะขอใช้เวลาในการอภิปรายไม่กี่นาทีนี้ เพื่อชี้ให้ทุกท่านเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของปัญหาเชิงโครงสร้างในการกระจายอํานาจ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ กรุงเทพมหานครอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่ผูกพันมาถึงกฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติที่กระทบกับคนทั่วทั้งประเทศครับท่านประธาน จึงเป็นที่มาที่ไปที่เรา ขอยื่นญัตตินี้ประกบนั่นเอง โดยผมจะขอหยิบยก ๓ กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เขตบางแคของผม รวมถึงอีกหลายสิบกรณีตัวอย่างที่เพื่อนสมาชิกในพรรคก้าวไกล ของพวกผมในกรุงเทพมหานครนี้จะลุกขึ้นมาอภิปรายต่อไปเพื่อแสดงให้เห็นถึง ความเกี่ยวพันในระดับโครงสร้างต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในขอบเขตในอํานาจหน้าที่ของ สภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา เพื่อขอให้สภามีความเห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ ต่อไป

ปัญหาแรกเป็นปัญหาที่ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่เป็น ส.ส. เขตมักจะต้องเจอก็คือประโยคคําตอบจากหน่วยงานราชการเวลาที่เรานํา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเข้าไปปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ําไม่ไหล ไฟดับ ท่อตัน น้ําท่วม ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อผุพัง ขยะเกลื่อนลอยต่าง ๆ นั่นก็คือประโยคที่เรามักจะเจอว่า เป็นที่เอกชน เขตทําไม่ได้ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดในกรณีตัวอย่างนี้ครับ ก็คือในตัวอย่างของ ซอยสุขสบาย ๑ ถนนบางบอน ๓ ในซอยเพชรเกษม ๖๙ เขตบางแค ที่ผมได้รับข้อร้องเรียนนี้ มาตั้งแต่สมัยประชุมที่แล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว มาจนถึงปีนี้ก็ยังเป็นปัญหานี้อยู่ และผมเพิ่งลงไป ดูปัญหานี้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เองอีกรอบหนึ่งเพราะกําลังจะมีการอภิปรายในญัตตินี้ ผมได้รับข้อร้องเรียนมาจากประชาชนในพื้นที่นี้ว่าพอมีฝนตกลงมานิดหน่อยน้ําก็ท่วมแล้ว หรือสภาพปัญหาปัจจุบันหนักกว่านั้นอีก ฝนไม่ตกน้ําก็ท่วม เพราะสภาพพื้นที่ตรงนี้ เป็นแอ่งกระทะ เนื่องจากมีการยกระดับถนนบางบอน ๓ เมื่อหลายปีก่อน ประกอบกับ มีการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรแห่งใหม่บริเวณท้ายซอย และข้าง ๆ ที่ดิน ปัจจุบันที่ปัญหาหนักขึ้น เพราะมีการถมที่ก่อสร้างสวนสาธารณะบางแคภิรมย์ ที่ภายในสวนเขามีบึง มีหนองน้ําอยู่ ซึ่งระดับมันสูงกว่าถนน ทําให้ไหลซึมเจิ่งนองลงมาที่ซอยสุขสบาย ๑ นี้ตลอดเวลาถึงแม้ ฝนไม่ตกครับท่านประธาน จึงเป็นที่มาที่ทําให้น้ําไม่สามารถระบายออกไปที่อื่นได้ ซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในซอยนี้ได้ใช้ซอยแห่งนี้ในการสัญจรเข้าออกมาเป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี แล้วครับ โดยที่เจ้าของที่ดินก็ไม่หวงห้ามหรือห้ามปรามแต่อย่างใด เนื่องจากว่าติดภาระจํายอม อยู่นั่นเองครับท่านประธาน ซึ่งที่ผ่านมาพอเราสอบถามเข้าไปยังสํานักงานเขตก็ได้คําตอบ กลับมาว่าพวกเขาไม่กล้าเข้าไปดําเนินการให้ ทั้ง ๆ ที่ที่ติดภาระจํายอมอยู่ เพราะพวกเขา ถูกฟ้องร้องดําเนินคดี ทั้ง ๆ ที่ กทม. เองก็มีข้อบัญญัติว่าด้วยการพัฒนาทรัพย์สิน ที่ประชาชนทั่วไปเข้าไปใช้สอยร่วมกันได้อยู่แล้ว และเหตุใดทําไมพวกเขาถึงให้คําตอบกับ พวกเราเดิม ๆ ถามกี่ทีก็บอกว่าที่เอกชนทําไม่ได้ ทําไม่ได้ ทําไม่ได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าหากเราพิจารณาตามลําดับชั้นของกฎหมายที่แสดงอยู่ในสไลด์ (Slide) นี้ เราจะเห็นว่าข้อบัญญัติของ กทม. ฉบับนี้อาศัยอํานาจจากพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กทม. ในมาตรา ๙๗ ที่ให้อํานาจสภากรุงเทพมหานครในการตราข้อบัญญัตินี้ขึ้นมา บังคับใช้ได้ เพื่อนําเม็ดเงินงบประมาณไปใช้ตามอํานาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกันครับ ซึ่งผมขอเน้น คําว่าข้อบัญญัตินี้ให้อํานาจในการนําเม็ดเงินลงไปพัฒนาทรัพย์สิน โดยข้อบัญญัติฉบับนี้ได้มี การออกระเบียบของกรุงเทพมหานครออกมาต่อท้ายข้อบัญญัติฉบับนี้อีกว่าถ้าผืนที่ดิน ตรงนั้นมีประชาชนใช้สอยร่วมกัน อย่างเช่น ใช้เป็นทางสัญจรเข้าออกตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป โดยที่เจ้าของที่ดินไม่ได้แสดงตน ไม่ได้หวงห้ามหรือให้ความยินยอมในการใช้สอยที่ดินตรงนี้ ทางสํานักงานเขตสามารถอาศัยอํานาจตามข้อบัญญัติฉบับนี้ และระเบียบ กทม. ที่เกี่ยวข้อง ในการติดประกาศที่หน้าสํานักงานที่ดิน รวมถึงติดประกาศที่ทุกสํานักงานเขตทั่ว กทม. เป็นระยะเวลา ๓๐ วัน ถ้าหากไม่มีผู้ใดหรือเจ้าของที่ดินมาแย้ง กทม. หรือเขตก็สามารถนํา เม็ดเงินหลวงนี้ลงไปใช้พัฒนาทรัพย์สินในที่ดินที่เป็นเอกชนตรงนั้นได้ แต่จากลําดับชั้นของ กฎหมายที่กําลังแสดงอยู่ในสไลด์ (Slide) นี้เราจะเห็นว่าในส่วนของที่ดินถือว่าเป็นทรัพย์สิน ประเภทอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของเจ้าของที่ดินที่เจ้าของ ที่ดินยังเป็นผู้ทรงสิทธิในกรรมสิทธิ์ที่ดินตรงนั้นอยู่ นั่นก็เท่ากับว่าเจ้าของที่ดินสามารถ ฟ้องร้องทางแพ่งกับสํานักงานเขตที่เข้าไปดําเนินการโดยการกล่าวหาว่าสํานักงานเขตทําการ บุกรุกทําให้ที่ดินหรือทรัพย์สินเขาเสียหายได้ ซึ่งในกรณีลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในสํานักงานเขตหลาย ๆ เขต อย่างเช่นเขตภาษีเจริญที่เขาถูกฟ้องร้องในลักษณะกรณีแบบนี้ ถึงแม้ว่าในหลายกรณีในประวัติที่ผ่านมาศาลจะตัดสินเข้าข้างกับทางหน่วยงานราชการ อย่างเช่นสํานักงานเขต แต่เราลองนึกถึงใจข้าราชการ ทําดีเสมอตัว ทําชั่วเข้าตัวเอง ทําไป แล้วเขาก็คงไม่อยากจะเสี่ยงให้ตัวเองต้องไปพัวพันกับความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องดําเนินคดี ตามหลังนั่นเองครับท่านประธาน นี่จึงเป็นที่มาที่ผมแสดงให้เห็นตามแผนภาพตรงนี้ว่า เป็นเรื่องของลําดับชั้น และกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรของเราจะต้องเข้าไปพิจารณา โดยตรง ซึ่งข้อเสนอผมจะกล่าวไว้ในช่วงของตอนท้ายการอภิปราย

ปัญหาที่ ๒ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพย์สินที่ประชาชนใช้สอยร่วมกัน ในส่วนของกรณีปัญหาที่ ๒ เป็นกรณีที่พบบ่อยมาก ๆ นั่นก็คือกรณีที่เป็นที่ดินที่อยู่ใน โครงการจัดสรร กรณีแบบนี้เรียกว่าสิ้นหวังถ้าเจอ เพราะเขตให้คําตอบมา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ครับท่านประธานว่าติดที่ดินจัดสรรเขตทําไม่ได้แน่นอน ที่เขตตอบมาแบบนี้เพราะว่ากรณีนี้ อยู่นอกเหนือขอบเขตอํานาจหน้าที่ของเขตและสภา กทม. เนื่องจากว่าเป็นช่องโหว่ ของกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ นั่นก็คือกฎหมายการจัดสรรที่ดินนั่นเอง จึงเป็นที่มา ที่ผมจะอภิปรายในหัวข้อนี้ต่อไปว่าเมื่อโครงการจัดสรรเมินเฉย อํานาจกฎหมายแพ้อํานาจทุน เป็นภาระต่อประชาชน ในกรณีตัวอย่างนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เขตบางแคของผมอีกเช่นเดียวกัน ซึ่งผมจะขอละการเอ่ยนามของโครงการ แล้วก็ชาวบ้าน รวมถึงชุมชน ชื่อชุมชนต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เป็นการพาดพิงกับบุคคลภายนอก แต่ในกรณีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างนายทุน เจ้าของโครงการกับลูกบ้านในโครงการ และชุมชนข้างเคียงที่อยู่ท้ายโครงการมาเป็น ระยะเวลากว่า ๒๐ ปีแล้ว ทั้งลูกบ้านและชาวบ้านในบริเวณนั้นต้องประสบปัญหากับปัญหา ท่อตัน น้ําท่วม สาธารณูปโภคต่าง ๆ ในโครงการทรุดโทรม เนื่องจากลูกบ้านในโครงการเอง เขาก็อยากดูแลกันเอง แต่ทําไม่ได้ เพียงเพราะนายทุนเจ้าของโครงการไม่ยอมจัดตั้งนิติบุคคล แล้วก็ไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ส่วนกลางตรงนั้นให้เป็นของสาธารณะครับท่านประธาน สาเหตุนี้ เกิดขึ้นจากการที่เจ้าของโครงการมีจุดประสงค์หรือต้องการเข้าไปกว้านซื้อที่ดินที่อยู่ ท้ายโครงการหรือที่ดินบริเวณชุมชนนั่นเอง โดยการพยายามบีบคั้นชาวบ้านที่อยู่ในชุมชน เหล่านั้นต่าง ๆ นานา อย่างเช่น พยายามบีบคั้นทําให้ตรงนั้นเป็นที่ตาบอด ทําอย่างไรก็ได้ให้ ชาวบ้านที่อยู่ท้ายโครงการที่ไม่ได้อยู่ติดถนนสัญจรเข้าออกไปมาได้ยากที่สุด หรือกรณีที่จงใจ ไม่ยอมบํารุงรักษาสาธารณูปโภคต่าง ๆ ปล่อยให้น้ําที่ท่วมอยู่ในโครงการที่มีระดับสูงกว่า ชุมชนไหลท่วมไปท้ายโครงการเพื่อให้ท่วมชุมชนที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ท้ายโครงการ นั่นก็เพื่อ พยายามให้ชาวบ้านอาศัยอยู่ไม่ได้ เพื่อต้องการไล่ที่นั่นเองครับท่านประธาน ซึ่งกรณีแบบนี้ ผมเชื่อได้เลยว่ามีเป็นกรณีตัวอย่างที่พบเจอได้บ่อยมากทั่วทั้งประเทศ ไม่เฉพาะกับ ในกรุงเทพมหานครอย่างเดียวเท่านั้น และจากในกรณีตัวอย่างนี้เนื่องจากว่าลูกบ้านที่อยู่ใน โครงการแห่งนี้เอง เขาก็ไม่ได้ต้องการที่จะให้เจ้าของโครงการขยายโครงการเพิ่มเติมแน่นอน ไม่มีใครที่ซื้อหมู่บ้านจัดสรรแล้วจะยอมให้เจ้าของโครงการขยายโครงการออกไปเรื่อย ๆ เขาก็ไม่อยากให้มีรถบรรทุกผ่านเข้าออก เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ลูกบ้านก็อยู่ข้างเดียวกับ ชุมชนข้างเคียง จึงเป็นที่มาที่ไปที่นายทุนอยู่ตรงข้ามกับลูกบ้านในโครงการตนเองนั่นเอง นายทุนจึงจงใจที่จะไม่เข้าไปบํารุงรักษาสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในโครงการ ไม่ยอมจัดตั้ง นิติบุคคล แล้วก็ไม่ยอมยกให้เป็นของสาธารณะครับ เพราะต้องการบีบไปกว้านซื้อที่ดินท้ายโครงการนั่นเอง นี่จึงเป็นที่มาที่ทําให้ตลอด ๒๐ กว่าปี ที่ผ่านมานี้ทั้งลูกบ้านในโครงการ และชาวบ้านในชุมชนท้ายโครงการต้องประสบปัญหากับ ความเสื่อมโทรมของสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทั้งปัญหาน้ําท่วม ท่อตัน ไฟดับ เพียงเพราะว่า อํานาจจัดตั้งนิติบุคคลอยู่ที่นายทุนเจ้าของโครงการแต่เพียงผู้เดียวนั่นเองครับท่านประธาน ที่ผมกล่าวเช่นนี้เพราะหากเราพิจารณากระบวนการการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติ จัดสรรที่ดิน พุทธศักราช ๒๕๕๘ ก็จะพบว่าถึงแม้กระบวนการในการจัดสรรที่ดินตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีการกําหนดวงเงินค้ําประกันค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ไว้กับกรมที่ดินอยู่แล้วก็ตาม แต่ก้อนเม็ดเงินค้ําประกันเหล่านั้นที่มีผลในเชิงทางปฏิบัติจริง ๆ ก็คือก้อนเฉพาะในส่วนที่ เป็นเงินค้ําประกันการจัดทําสาธารณูปโภคซึ่งมีมูลค่า ๑๑๕ เปอร์เซ็นต์ของส่วนที่ยังก่อสร้าง ไม่เสร็จเท่านั้น เนื่องจากว่า ณ ตอนที่เจ้าของโครงการก่อสร้างโครงการอยู่นี้เขายังเปิดขาย ไม่ได้ ดอกเบี้ยแบงก์ยังกินหัวอยู่ทุกวัน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสาธารณูปโภคเป็นส่วน สําคัญที่เขาต้องพยายามไปดึงกลับมา เขาต้องพยายามสร้างให้เสร็จตามแบบ และมิหนําซ้ํา ถ้าเขายังสร้างไม่เสร็จตามแบบเขาก็ขายบ้านไม่ออก พอลูกค้าเวลาเข้าบ้านไปเห็นส่วนกลาง ยังไม่เสร็จเขาก็ไม่ซื้อ แต่ก้อนที่ไม่มีผลในเชิงปฏิบัติเลยแล้วก็เป็นก้อนที่ทําให้เจ้าของ โครงการไม่มีความจูงใจในการจัดตั้งนิติบุคคลก็คือในก้อนของ ๗ เปอร์เซ็นต์ที่เป็น เงินค้ําประกันการบํารุงรักษาของส่วนกลางที่ได้ก่อสร้างเสร็จไปแล้วหลังจากที่เริ่มมี การโอนบ้านแล้วนั่นเอง ซึ่งประเด็นสําคัญไม่ได้อยู่ที่จํานวนเม็ดเงิน ๗ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นสําคัญอยู่ที่เงื่อนไขในการดึงเม็ดเงิน ๗ เปอร์เซ็นต์เหล่านี้กลับมา เพราะหากเรา พิจารณาตามเงื่อนไขในพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินก็จะพบว่าเจ้าของที่ดินจะถอนเงิน ๗ เปอร์เซ็นต์นี้ออกมาได้ก็ต่อเมื่อเขาได้จัดตั้งนิติบุคคลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และข้อแม้ ที่สําคัญก็คือเจ้าของโครงการยังมีภาระหน้าที่ที่จะต้องบํารุงรักษาส่วนกลางที่ยังไม่ได้ถูกโอน หรือยังไม่ได้ถูกขายนั่นเอง นั่นก็เท่ากับว่าในมุมมองของผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ เขามองว่า ๗ เปอร์เซ็นต์นี้เป็นเหมือนเงินสูญเปล่า เพราะตราบใดก็ตามที่เขาจัดตั้งนิติบุคคล ได้ ๗ เปอร์เซ็นต์กลับมาเขาก็ต้องจ่ายค่าส่วนกลางในส่วนที่ยังขายบ้านไม่เสร็จอยู่ดี เพราะฉะนั้น ๗ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้ได้มาสุดท้ายก็ต้องเอาไปให้นิติบุคคลอยู่ดี จึงเป็นที่มาว่า ๗ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้โดยส่วนมากในมุมมองของผู้ประกอบการถือว่าเป็นเงินสูญเปล่า ที่ไม่ได้คืน ดังนั้นนี่คือเป็นที่มาที่ไปที่พวกเราต้องการชี้ให้เห็นว่าพระราชบัญญัติการจัดสรร ที่ดินตรงนี้ยังมีช่องโหว่อยู่ ซึ่งตามมาตรา ๔๔ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังมีการกําหนด ให้อํานาจในการจัดตั้งนิติบุคคลนั้นยังอยู่ที่ผู้จัดสรรหรือเจ้าของโครงการแต่เพียงผู้เดียว เท่านั้น ๒ ประเด็นหลัก ๆ นี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินค้ําประกัน และในเรื่องของอํานาจ ในการจัดตั้งนิติบุคคลควรจะต้องเข้าไปแก้ไข ซึ่งเดี๋ยวผมจะเสนอในตอนท้ายของ การอภิปรายเช่นเดียวกัน

สุดท้ายปัญหาข้อที่ ๓ กรณีตัวอย่างสุดท้ายที่ผมจะอภิปราย ยกตัวอย่าง ในการอภิปรายครั้งนี้ก็คือในกรณีของการที่พอเอางบประมาณลงไปทําให้ชาวบ้าน เอาเงินหลวงลงไปใช้พอได้ทําชาวบ้านก็กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จริงนั่นเองครับ กรณีตัวอย่างนี้ เกิดขึ้นในพื้นที่ในเขตหนึ่งใน กทม. ผมไม่ระบุเขตเพราะว่าเดี๋ยวจะเป็นการเฉพาะเจาะจง เกินไป ก็คือกรณีตัวอย่างที่ทางสํานักงานเขตนําเม็ดเงินหลวงลงไปก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย ในที่ดินเอกชน โดยการเขียนโครงการเข้ามาเสนอแอบอ้างว่าเป็นการก่อสร้างอาคาร เพื่อใช้เป็นอาคารสํานักงานของตลาดชุมชนให้ประชาชนเข้ามาใช้สอยประโยชน์ร่วมกัน เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นได้จากการที่มีช่องโหว่ของระเบียบและกฎหมายที่หละหลวม เปิดช่องให้มีการทุจริตเกิดขึ้นได้ ซึ่งตามระเบียบว่าด้วยการกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพย์สินของ กทม. ฉบับนี้ให้อํานาจหน่วยงาน เป็นผู้ประเมินความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณได้เอง และจากการลงไปศึกษาในเรื่องนี้ พบว่าหลักเกณฑ์ที่ทางสํานักงบประมาณของ กทม. ได้ให้ไว้ก็คือจะต้องมีการเซ็นสัญญา ยินยอมจากเจ้าของที่ดินที่มีการใช้สอยประโยชน์ร่วมกันไม่ต่ํากว่า ๕ ปีแต่ผมอยากจะให้ เพื่อนสมาชิกทุกท่านลองคิดตามไปพร้อม ๆ กัน หากวันนี้เริ่มเซ็นสัญญายินยอม ๕ ปี กว่าจะของบปีหน้า ปีหน้าเสร็จกว่าจะไปเข้ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง กว่าจะได้สร้างอะไรเสร็จ อย่างต่ํา ๒ ปี เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วพอดึงเม็ดเงินงบประมาณลงมาใช้ได้ไม่ถึง ๓ ปีดีหรอก นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างปัญหาหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าระเบียบของ กทม. ปัจจุบันก็มีปัญหาที่เปิด ช่องโหว่โดยการเขียนโครงการแอบอ้างว่าให้ประชาชนใช้สอยประโยชน์ร่วมกัน แต่จริง ๆ แล้วเป็นการไปสร้างบ้านพักอาศัยส่วนตัวของตนเองนั่นเอง ซึ่งในรูปภาพที่ผมยกตัวอย่างไปเมื่อสักครู่นี้ หากเราลงไปดูพื้นที่ในปัจจุบันก็จะพบว่า ได้กลายเป็นอาคารที่พักอาศัยส่วนตัวของเจ้าของที่ดินไปแล้ว จากกรณีตัวอย่างทั้งหมด ที่ผมได้ยกไปก่อนหน้านี้ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของปัญหานี้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเฉพาะ ของข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง การกระจายอํานาจ เกี่ยวข้องกับลําดับชั้นของกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จึงเป็นที่มาที่ผมอยากจะขอเรียนนําเสนอข้อเสนอทั้ง ๓ ข้อตรงนี้ ตามหัวข้อ ๓ ปัญหาเพื่อนําส่งต่อไปสู่คณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานไปครับ ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้หากได้รับความเห็นชอบจากสภาได้ทําการพิจารณา อย่างรอบคอบครับท่านประธาน นั่นก็คือ

ข้อเสนอส่วนที่ ๑ อยากให้คณะกรรมาธิการชุดนี้เข้าไปพิจารณาศึกษา เพื่อยกระดับสถานะของกฎหมายที่เกี่ยวข้องบางมาตราให้มีความเหมาะสม อย่างในกรณี ที่ข้าราชการมีความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องดําเนินคดี มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่เราควร จะต้องมีการระบุไว้ในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อเปิดช่องให้ หากข้าราชการดําเนินตามระเบียบหรือข้อบัญญัติที่อยู่ระดับล่างกว่าพระราชบัญญัติ เขาไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในการทําให้เสียทรัพย์

ข้อเสนอส่วนที่ ๒ อยากให้คณะกรรมาธิการชุดนี้เข้าไปพิจารณาศึกษา การแก้ไขพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินเพื่ออุดช่องโหว่ทั้ง ๒ ช่องที่ผมนําเสนอไปก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงื่อนไขในการถอนเงินค้ําประกัน ๗ เปอร์เซ็นต์ออกมาก็ตาม หรือในส่วนของอํานาจในการจัดตั้งนิติบุคคลครับ ควรจะมีการระบุเวลาเฉพาะเจาะจง ไปเลยว่าหลังจากที่เจ้าของโครงการจะต้องมีการขายไปแล้วเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้วเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์จะต้องมีการจัดตั้งนิติบุคคลหรือโอนให้เป็น กรรมสิทธิ์สาธารณะภายใน ๓ ปีครับ

สุดท้ายประการที่ ๓ อยากให้คณะกรรมาธิการลงไปศึกษาในรายละเอียด เกี่ยวกับระเบียบและข้อบัญญัติต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร เพื่ออุดช่องว่าง ช่องโหว่ ในการนําเม็ดเงินหลวงเหล่านี้ลงไปใช้ในที่ดินเอกชน

สุดท้ายผมเชื่อว่าผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของ กรุงเทพมหานครอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ในการใช้เป็นต้นแบบให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ทั่วประเทศครับท่านประธาน ผมจึงจะขอการสนับสนุน จากสมาชิกทุกท่านให้ลงมติเห็นด้วยในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ต่อไปครับ ขอบคุณครับ