ผ่องศรี แซ่จึง สนับสนุนการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการแสดงความคิดเห็นเพื่อประชาธิปไตย แต่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เนื่องจากเชื่อว่าควรแก้ปัญหาผ่านการพูดคุยร่วมกันระหว่างผู้ใหญ่กับเยาวชนมากกว่าการใช้กระบวนการทางการเมืองที่อาจยืดเยื้อ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผ่องศรี แซ่จึง ศรีสะเกษ เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ดิฉันรู้สึกยินดีแล้วก็ดีใจที่มีโอกาสได้ร่วมพูดคุย อภิปรายในญัตตินี้แล้วก็ยินดีสนับสนุนทุกท่านที่เสนอญัตตินี้เข้าสู่สภาเพื่อให้เราได้พูดคุย ได้ปรึกษาหารือ ได้ส่งผ่านความคิดของทุก ๆ ท่านไปสู่พี่น้องประชาชนและลูก ๆ หลาน ๆ นักศึกษาที่เขากําลังรวมตัวกันอยู่ขณะนี้ แต่ดิฉันยังไม่เห็นด้วยที่จะให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาศึกษาปัญหานี้ ดิฉันเป็นครูมาก่อนค่ะท่านประธานคะ วันนี้เราได้รับบทเรียน เยอะแยะมาก ในอดีตที่ผ่านมาดิฉันไม่แปลกใจเลยว่าทําไมท่าน ส.ส. ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกท่านที่ลุกขึ้นมาอภิปรายนี้ท่านอภิปรายแทบทุกท่านเลยว่าขอร้องว่าอย่าทําให้เกิด ความรุนแรงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา อดีตที่ผ่านมาทั้ง ๑๔ ตุลา แล้วก็ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มันเป็นภาพหลอน มันเป็นฝันร้ายที่ดิฉันเชื่อมั่นว่ามันจะอยู่ในใจของพวกเราทุกคน วันนี้ หลายท่านกําลังวิตกกังวลว่ามันจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีกหรือไม่ เมื่อสักครู่นี้ดิฉันชื่นชม ขออนุญาตกล่าวนามท่าน ท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ที่ท่านได้เอาป้ายที่ผู้ชุมนุมยกขึ้นมาบอก ว่าถ้าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ขอให้หันกระบอกปืนขึ้นไปบนฟ้า อย่าหันเข้าหาประชาชน ท่านประธานที่เคารพ เราสูญเสียมามากมายแล้วกับเรื่องที่ไม่ควรจะสูญเสีย เพียงแต่แค่ว่า เราคิดต่าง เราเห็นต่าง ประชาธิปไตยคือความงอกงาม ดิฉันอยากจะเปรียบว่าประชาธิปไตย เหมือนแจกันดอกไม้ ในแจกันดอกไม้นั้นจะมีดอกไม้ที่หลากสีหลากขนาดไม่เหมือนกัน แต่มันก็ทําให้เกิดความสวยงามในแจกันใบนั้น เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยจึงเป็น ความเห็นต่างที่งดงาม เพียงแต่ว่าเราต้องยอมรับ แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นตอนนี้ก็คือเราละเลย เรื่องนี้มานาน ดิฉันดีใจที่น้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ นักศึกษาเขาออกมาเพื่อแสดงความเป็น เจ้าของบ้านเมือง เพื่อให้รู้ว่าเขามีตัวตน เขามีความคิด เขามีความรู้สึก แล้วเขารู้สึกว่า เขาเป็นเจ้าของประเทศ ให้เขามีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นบ้าง มันอาจจะแหว่ง อาจจะ เติมเต็มไม่เต็ม มันอาจจะใช่ ไม่ใช่ แต่นั่นคือความงดงามที่เรามีหน้าที่จะต้องฟัง เรามีหน้าที่ จะต้องฟัง แล้วเราจะต้องปลูกฝังประชาธิปไตยมาตั้งแต่อยู่ในโรงเรียนเลย การสอนหนังสือ สมัยก่อน ดิฉันเป็นครู ดิฉันรู้ค่ะ ถ้าเราสั่งเด็กให้เงียบได้นั่นคือความภาคภูมิใจเหลือเกิน ของคุณครู ดิฉันเคยมีประสบการณ์ ลูก ๆ ดิฉันครั้งหนึ่งเคยประท้วงที่โรงเรียน แล้วดิฉัน เป็นครูคนหนึ่งที่สอนเด็ก แล้วก็ไม่ให้เด็กไปประท้วง ไม่ต้องไปเธออยู่ในห้อง มาหลังจากนั้น ดิฉันรู้สึกว่าดิฉันทําผิดอย่างใหญ่โตมโหฬาร มันเป็นประสบการณ์ในชีวิตที่เขาจะต้องเรียนรู้ แต่สิ่งที่จะดีกว่านั้นก็คือผู้ใหญ่จะต้องฟังเขา ฟังเหตุฟังผลข้อขัดแย้งใด ๆ ก็ตามจะต้องถูกจับ หยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน มันไม่ใช่แค่ว่าผู้ใหญ่จะคุยกันนะคะ ผู้ใหญ่คุยกับเด็ก เด็กคุยกับผู้ใหญ่ เพราะทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ทุกคนมีความคิดความอ่านหลากหลายประสบการณ์ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน แต่ที่แน่ ๆ ก็คือทุกคนมีสิทธิที่จะพูด มีสิทธิที่จะคิด ส่วนความเห็นที่มันตกผลึกนั่นคือจะต้องยอมรับ เพราะฉะนั้นวันนี้ลูก ๆ หลาน ๆ เขาออกมาแสดงจุดยืน เขาอยากเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารบ้านเมืองให้โอกาส เขาเถอะค่ะ ถ้าดิฉันเป็นท่านนายกรัฐมนตรี ดิฉันจะภูมิใจมากเลยที่ลูกหลานดิฉันลุกขึ้น มาแล้ว วันนี้เราอยากเห็นคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาดูแลบ้านเมืองเพื่อจะรับผิดชอบ รับไม้ต่อจากคนรุ่นเรา เรามีแต่จะร่วงโรย เราจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี แล้วทําให้เขาได้ทําหน้าที่ดูแลบ้านเมือง อย่างสมบูรณ์นั่นคือวิธีการ เพราะฉะนั้นเราต้องรับฟังเขาคิดอย่างไรฟังเขาเถอะค่ะ ฟังเขา ฟังเยอะ ๆ เพราะว่าไม่มีปัญหาใดที่จะแก้ไม่ได้ การพูดคุยกันเป็นทางออกที่ดี เป็นการบริหาร จัดการแบบมีส่วนร่วมค่ะท่านประธาน ถ้าให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมยิ่งจะดี เพราะเขาจะได้ รู้สึกว่าเขาเป็นเจ้า เขามีส่วนร่วมในการคิด เพราะฉะนั้นเขาจะรับผิดชอบความภูมิใจ หรือแม้แต่ถ้าจะเกิดความล้มเหลวเขาก็จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะเขาเป็นผู้มีบทบาท ตรงนั้นด้วย สิ่งที่ลูก ๆ หลาน ๆ น้อง ๆ เขาเรียกร้อง ๓ ข้อนั้น ดิฉันคิดว่ามันเป็นเหตุและผล คุยกันค่ะ ไม่จําเป็นจะต้องเอามาตั้งกรรมาธิการในสภา เพราะว่าบุคคลที่เขาพูดถึง ใน ๓ ข้อนั้น ก็จะเป็นบุคคลของภาครัฐ โดยเฉพาะตัวท่าน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะมาตั้งกรรมาธิการวิสามัญ จะทําให้เสียเวลาและมัน ไม่ใช่ด้วย เพราะฉะนั้นดิฉันจึงสนับสนุนญัตตินี้ แล้วก็ขอให้ทุกท่านได้คิดว่าลูกหลานของเรา คือทรัพยากรที่มีค่าของประเทศไทย ให้เขาค่ะ ให้โอกาสเขา ให้ประสบการณ์เขาได้เพิ่มพูน ให้เขาภูมิใจ ให้กําลังใจเขา ให้เขาเดินไปสู่จุดที่มันจะเป็นจุดที่ทําให้บ้านเมืองของเรา มีผู้ที่จะขึ้นมารับผิดชอบอย่างเต็มภาคภูมิ อะไรที่เขาขาดเติมให้เขา อะไรที่มันเกินไป เราก็ค่อยแตะ ค่อยคุย ค่อยพูดกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ตัวดิฉันเองสนับสนุนญัตตินี้ และขอให้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านได้จงใช้เมตตาธรรม เมตตาเขาเหมือนลูกหลานของเราทุกคน แล้วก็ อย่าทําร้ายกันอีกเลยค่ะ เราสูญเสียมามากแล้ว หลายยุคหลายสมัยสิ่งนั้นไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก บทเรียนทั้งหลายทั้งปวงที่ฆ่าแกงกันเหมือนไม่ใช่คนไทยด้วยกัน เหมือนไม่ใช่พี่ไม่ใช่น้องกัน อย่าลืมนะคะ ไม่ว่าจะเป็นชาติใดภพใดเราอาจจะเคยเกิดมาเป็นพี่เป็นน้องกัน ในภพในชาติ ก่อน ๆ เพราะฉะนั้นเมตตาธรรมจะค้ําจุนประเทศไทย และเมตตาธรรมจะทําให้เรา อยู่ร่วมกันฉันท์คนที่เป็นพุทธศาสนิกชนค่ะท่านประธาน กราบขอบพระคุณค่ะ