พลตํารวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สนับสนุนญัตติของส.ส. อมรัตน์ ว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเสนอแนวทางการปฏิรูปการดูแลความสงบโดยเน้นการมีส่วนร่วมกับชุมชนแทนการปราบปราม
ไม่เป็นไรครับ ในประเด็นนี้ผมเห็นด้วยกับญัตติที่เสนอของเพื่อน ส.ส. ท่านอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ที่ได้เสนอไป ผมมี ๓ เหตุผลด้วยกันครับ ใน ๗ นาทีนะครับ ๓ ประเด็น คือการสร้างตราบาป ให้แก่ใคร หลักการทํางานของตํารวจสมัยใหม่ แล้วก็การบังคับใช้กฎหมายที่ล้าสมัย แต่ก็ดีว่าเมื่อวานนี้ได้มีการยกเว้น (๑) ไป ผมจะพูดถึงเรื่องของการตราบาปเกิดแก่ใคร ในญัตตินี้ หน้าที่ที่เราเห็น เบื้องหน้าที่เราเห็นในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการชุมนุมทุกครั้ง สิ่งที่เป็นตราบาปที่ตกก็คือเหยื่อ เหยื่อคือนิสิต นักศึกษา และคนเห็นต่าง ขณะนี้ ในบนสนามจริงอาจจะมี ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน หรือ ๕,๐๐๐ คน แต่ในโซเชียล (Social) มี ๒ ล้านกว่าคน ผู้บังคับใช้กฎหมาย ตํารวจที่อยู่ในท้องที่ ตํารวจท้องที่ นั่นคือเหยื่อครับ รัฐบาลกําลังทําบาปกรรมครั้งใหญ่ที่ทําให้คนเหล่านี้กลายเป็นเหยื่อ อดีตผมเคยเป็น ข้าราชการตํารวจครับ ตั้งแต่รองสารวัตรจนถึงรองผู้บังคับการในกองบัญชาการตํารวจนครบาล ท่านประธานครับ ผมอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผมอยู่ที่สะพานผ่านฟ้า ผมอยู่ที่ มัฆวานรังสรรค์ ผมอยู่ที่ลานพระบรมรูป ผมเห็นเหตุการณ์หมดครับ แล้วก็ก่อนเกษียณอายุ ผมก็ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหลายชุมนุมด้วยกัน ผมเคยมีงานศึกษาการชุมนุม กับผลกระทบต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทั้งประเทศ ปรากฏว่า ในช่วงหนึ่งปี ๒๕๕๐ ผมทํางานวิจัยอันนี้ครับ งานศึกษา ปรากฏว่าผลลบก็คือเอาตํารวจ จากต่างจังหวัดเข้ามายกกําลังเป็นกองร้อยครับท่านประธาน มานอนกลางดินกินกลางทราย ตํารวจพวกนั้นงานวิจัยผลว่าอย่างไรครับ เอามาทําไมครับ นั่นคือสิ่งสําคัญครับ คือว่า ผู้ปฏิบัติไม่ประสงค์ครับ เจ้าหน้าที่ตํารวจที่มานี้ไม่อยากอยู่ ไม่อยากทํา ท่านประธานครับ แล้วผมก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายความมั่นคงด้วย สิ่งที่ได้รับผลกระทบต่อเจ้าพนักงานตํารวจนี่มากมายครับ โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนเอง หรือเจ้าพนักงานตํารวจที่ไปปฏิบัติหน้าที่บนพื้นผิวถนนจริง ๆ แล้วนี่เขาควรจะอยู่ดูแล ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตพื้นที่ ตํารวจมีน้อยครับ เอามา ทีหนึ่ง ๓-๔ กองร้อย กองร้อยหนึ่งคือ ๑๕๐ คน เอามาที ๕๐๐-๖๐๐ คน เอามาในนครบาล ผมเคยเป็น ผบ. ร้อย ควบคุมฝูงชนครับท่านประธาน ยกมาทีหนึ่งทั้งวันทั้งคืน แล้วมา ต้องแขวนครับ เพราะว่าต้องกลับไปพักแล้วหมุนมาใหม่ ตํารวจในท้องที่ไม่มีครับ เป็นศูนย์ครับ อย่างนั้นอาชญากรรมตกระกําลําบาก ตกกับประชาชนครับท่านประธาน เมื่อมีการชุมนุม และมีการเรียกใช้กําลัง รัฐบาลคิดได้อย่างไรครับ หลักเกณฑ์ที่สมัยใหม่ของตํารวจนะครับ ผมอยากจะกล่าวอ้างเลยว่า ท่านประธานครับ ฝากเรียนไปยัง ฯพณฯ ท่านด้วยครับ ท่านชอบใช้กูเกิล (Google) พิมพ์เลยว่า หลักการแก้ไขปัญหาพลิกผันไปตามความต้องการ ของชุมชนนะครับ ซีโอพีพีเอส (COPPS) คอมมูนิตี โอเรียนเตด โพลิซิง แอนด์ พรอเบลม โซลวิง (Community Oriented Policing and Problem Solving) ขอประทานโทษครับที่ใช้ภาษาอังกฤษ อยู่ภายใต้หลักการที่เรียกว่าคอมมูนิตี โพลิซิง แอปโพรช (Community Policing Approach) ยู.เอส.จัสติซ ออฟ ดีพาร์ตเมนต์ (U.S. Justice of department) หรือกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา อยู่ในนี้ครับ พิมพ์ดูแล้วครับ มีหลักการครับ เพราะว่า นี่เขามุ่งเน้นเรื่องของการที่ให้ตํารวจลงไปในพื้นที่เพื่อไปฟังประชาชน ไปรับใช้ประชาชน รัฐบาลเหมือนกันครับ ควรจะให้ตํารวจท้องที่เข้าไปดูแล อย่างเมื่อวานซืนมีตํารวจท้องที่ เข้าไปดูแล ติดลําโพงให้นักศึกษา ดูแลการจราจร ขอบคุณตํารวจท้องที่ที่ดูแลเด็กนักศึกษา พวกนี้ เพื่อป้องกันอะไรครับ พวกสวมรอยครับท่านประธาน มีชายชุดดําพร้อมถุงโม่ง ถุงดํา ๆ ไปคลุม หรือพยายามจะก่อความวุ่นวาย แล้วเคยที่เรียกว่ามือที่สามเกิดขึ้นประจํา ครับ แล้วเจ้าหน้าที่รัฐเองทําอะไรอยู่ มันต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้คนพวกนี้มาก่อ ความวุ่นวายครับ หรือเป็นคนของใคร เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อใช้กฎหมายนั้น ๆ นี่คือทฤษฎีการบังคับใช้กฎหมายที่ใช้ ๆ อยู่ คือการไปจับกุมปราบปรามมันเอาต์ (Out) แล้วครับท่านฉะนั้นการบังคับใช้กฎหมายนี้มันล้าสมัย ต้องกลับมาใช้คอมมูนิตี โพลิซิง (Community Policing) ทฤษฎีที่เรียกว่า ตํารวจผู้รับใช้ชุมชน ชุมชนนี้หมายถึงว่า ชุมชนทุกชุมชน ชุมชนนิสิต นักศึกษาซึ่งมีความต้องการอะไร เราจะใช้ชลา (SLA) เข้าไปแก้ไขเป็นกระบวนการที่จะรับฟัง ค้นหาปัญหา วิเคราะห์ จนกระทั่งสรุปและ รายงานผล นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลต้องทํา รัฐบาลควรจะต้องลงไป ไปรับฟังเด็กนักศึกษาพวกนี้ ใช้ชลา (SLA) เพื่อเข้าไปรับฟัง ค้นหาปัญหาและวิเคราะห์ ประเมินผล ผู้นําเองจะต้องเข้าใจ เรื่องนี้และสําคัญเรื่อง พ.ร.บ. ชุมนุมต้องมีการประเมินผล ขาดประสิทธิภาพ แน่นอนครับ พ.ร.บ. ชุมนุมที่เอามาใช้ในช่วงหนึ่ง ถ้าใช้ พ.ร.ก. อยู่ ก็ไม่ต้องขอ พ.ร.บ. ชุมนุม นั่นก็คือ ประสิทธิภาพ ฉะนั้นรัฐเองจะต้องให้บริการแก่การชุมนุม การชุมนุมคือสิทธิเสรีภาพ การชุมนุมที่ปราศจากอาวุธการชุมนุมที่สงบ นั่นคือสิทธิพึงมีพึงได้ของทุกชุมชนครับ ท่านประธาน เพราะว่าเราจะต้องอยู่เหมือนกับโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เรายังแก้ปัญหา ไม่ได้ การชุมนุมถ้าปัญหาไม่ถูกแก้ มันก็ไม่สามารถจะหายไป ฉะนั้นรัฐเองต้องเข้าไป รัฐบาล จะต้องรับฟังนักศึกษา ตามหลักการแก้ไขปัญหาพลิกผันไปตามความต้องการของชุมชน หรือนักศึกษา กลุ่มนักศึกษาหรือคอมมูนิตี (Community) นั้น ท่านครับช่วยบอกผู้นํา ฝากผ่านไปครับ เปิดอากูดูครับท่านอากูครับท่านผู้นํา เปิดเลยครับ จะมีเนื้อความชัดเจน แล้วก็ขอขอบคุณเพื่อน ส.ส. ทุกท่านที่สนใจเรื่องนี้ รัฐบาลไม่ต้องรอเลยครับ ไม่ต้องไปตั้ง กรรมาธิการวิสามัญอะไร ทําเลยครับ อิมพลีเมนต์ (Implement) เปิดทําเนียบหรือลงไป รับฟัง ณ ที่ดังกล่าว ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ