รงค์ บุญสวยขวัญ อภิปรายถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงนิสิตนักศึกษาในฐานะพลังทางสังคมและภาคประชาชน โดยเน้นย้ำให้เปิดพื้นที่สาธารณะในสภาอย่างเสรีและปลอดการปลุกเร้า เพื่อให้เยาวชนมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์โดยไม่แสวงผลประโยชน์หรือแทรกซึมอำนาจ ทั้งยังชี้ว่าแม้ความคิดเห็นของนักศึกษาจะมีน้ำหนัก แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายเสียงของสังคมที่หลากหลาย ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านและเคารพความต่างอย่างเท่าเทียม
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายเพื่อสนับสนุน ญัตติด่วนของคุณจักรพันธ์ พรนิมิตร และสมาชิกของพรรคพลังประชารัฐรุ่นใหม่ ๆ ที่ให้ สภาผู้แทนราษฎรมีมติในการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิตนักศึกษา ผมคิดว่า กลุ่มนิสิตนักศึกษาหรือเยาวชนเป็นพลังที่สร้างสรรค์ เป็นพลังที่มีคุณค่าและผ่านพัฒนาการ ในทางการเมืองไทยมาอย่างน้อย ๓ ครั้งแล้วใหญ่ ๆ เสียงของนิสิตนักศึกษาเป็นเสียงที่ ใสสะอาด พลังของนักศึกษาเป็นพลังที่สะอาด เป็นพลังที่เกื้อกูลต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นพลังที่มีความหมายต่อพัฒนาการทางการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยที่น่าสนใจ การฟังเสียงนิสิตนักศึกษาจําเป็นต้องฟังครับ และสภาเป็นพื้นที่อันทรงเกียรติที่จําเป็นต้อง เปิดรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สังคมมีข้อขัดแย้งทางความคิด นั่นหมายถึงสภาต้องรับผิดชอบ สภาเราต้องรับผิดชอบเปิดให้ลูก ๆ หลาน ๆ ของเราได้ใช้ พื้นที่ตรงนี้เพื่อพูดคุย อย่างไรก็ดีผมตั้งข้อสังเกตสักประมาณ ๔-๕ ประการครับ
ประการแรก วันนี้สภาเราใช่ว่าจะไม่มีช่องทางหรือกลไกในการรับฟัง ความคิดเห็นนะครับ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากพรรคพลังประชารัฐได้บอกแล้ว ว่าเรามีกลไกอยู่แล้วอย่างน้อยที่สุด ๒ กลไก อันแรกคือกรรมาธิการวิสามัญรัฐธรรมนูญ เอาง่าย ๆ เรามีคณะอนุกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ รับฟังความคิดเห็นของนักศึกษา ทั่วประเทศ ผมเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วยได้ฟังรายงานของอนุกรรมาธิการเขา เขาบอกว่า มาพูดมาคุยมาใช้กลไกตรงนี้น้อยมาก
อันที่ ๒ กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองก็มีแล้วครับ นี่ก็มีแล้ว แต่ผมยังไม่เคย ทราบว่ากระบวนการรับฟังผลเป็นอย่างไร แต่ตั้งข้อสังเกตว่าเรามี ๒ กลไกอยู่แล้วที่ให้ ลูกหลานของเรามาฟัง มาสะท้อน มาแสดงความคิดความเห็น นั่นกําลังจะบอกว่าสภาของเรา ไม่แล้งน้ําใจ สภาของเราเปิดโอกาสและพร้อมเสมอที่จะให้ลูก ๆ หลาน ๆ หรือนิสิต นักศึกษามาพูดคุยในสิ่งที่เขาต้องการตามประเด็นการเมืองที่เขาคิดเขาฝัน
กลไกอันที่ ๓ ที่เราจะตั้งกรรมาธิการวันนี้ก็มีความจําเป็น ถ้าหากเราเห็นเสียง ของเขา เห็นพลังของเขามีคุณค่า ผมชื่นชมครับ อยากทําครับ อยากตั้งครับ แต่มีข้อสังเกต ประการแรก นักเรียน นิสิตนักศึกษา พลังของนิสิตนักศึกษาเป็นองค์กรทางสังคม เป็นขบวนการทางสังคมที่มีประเด็นทางการเมืองร่วมกัน ประเด็นของเขาคือรัฐธรรมนูญ ประเด็นของเขาคือยุบสภา อันนี้คือเป็นประเด็นที่ตั้งไว้ ประเด็นเหล่านี้มีประเด็นอื่น ๆ ไหม ที่น่าสนใจ เพราะฉะนั้นการที่นิสิตนักศึกษาหรือองค์กรนิสิตนักศึกษาถ้ามีนะครับ หรือขบวนการนิสิตนักศึกษา ถ้ามีถือว่าเป็นกระบวนการทางสังคมเป็นปกติเท่านั้น ประการที่ ๒ เป็นการเมืองภาคพลเมืองชนิดหนึ่งที่ต้องการที่จะพูดรัฐธรรมนูญที่ต้องการ จะเห็นทิศทางการเมือง แต่ท่านประธานครับ การเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาเป็นการเมือง ภาคพลเมือง แต่จะต้องไม่เกิดสิ่งเหล่านี้ครับ การเมืองภาคพลเมืองที่ดี อันที่ ๑ จะต้องมี เจตนาที่ชัดเจน ไม่มีแอบแฝง ไม่มีท่อน้ําเลี้ยง ท่อน้ําเลี้ยงเป็นเรื่องอันตรายครับ ไม่หวังที่จะ ทําลายระบบหรือโครงสร้างแบบที่เปลี่ยนแปลงอะไรในสังคมที่เขาวางระบบไว้ดีอยู่แล้ว อีกอย่างหนึ่งนะครับ การเมืองภาคพลเมืองจะต้องไม่แสวงหาโอกาสที่จะมานั่งในสภา แห่งนี้ เพราะการเมืองภาคพลเมืองเขาต้องการพัฒนาคุณภาพของเขาในบริบทของการเมือง แบบรัฐสภาที่เราเป็นอยู่ อันสุดท้ายของการเมืองภาคพลเมืองจะต้องไม่รุนแรง การกระทํา ที่ผ่าน ๆ มาหลายยุคหลายสมัยบางครั้งก็เข้าข่ายการเมืองภาคพลเมืองที่ไม่รุนแรง แต่หลายคราวเสียโอกาสนะครับ ไปทําลายความหมายของคําว่าการเมืองภาคพลเมือง ของกระบวนการนิสิต นักศึกษา เพราะมันมีความรุนแรง
ประการต่อมานะครับ การรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษา เสียงของ นักศึกษา เป็นความคิดความเห็นเป็นโอพิเนียน (Opinion) นะครับ ไม่ใช่ความคิดความเห็น ของนักศึกษาสูงสุดแล้วเราจะเอามาปฏิบัติอย่างเดียว สภาจะปฏิบัติอย่างเดียว สภาจะส่งไป ให้รัฐบาลอย่างเดียว เพราะเป็น ๑ เสียงของการเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งมันมีกลุ่มอื่นอยู่ด้วย มีกลุ่มสูงอายุ มีกลุ่มแรงงานมีกลุ่มสตรี มีกลุ่มต่าง ๆ เยอะแยะ แม้กระทั่งกลุ่มนักศึกษา ด้วยกันเอง ก็ยังมีความเห็นสองทิศสองทาง ศึกษากันเองกลุ่มหนึ่งก็ยังเห็นด้วยกับ รัฐธรรมนูญ อีกกลุ่มหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ
ประการต่อไป กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจะต้องใช้การใคร่ครวญ จะต้องใช้ของการไตร่ตรอง การเมืองภาคพลเมืองของนิสิต นักศึกษา ที่ใช้การใคร่ครวญ การไตร่ตรองก็คือว่าเราจะต้องไม่เปิดช่องให้กับนักปาฐก นักพูด นักปลุกเร้า ปลุกเร้าเราไป ในเงื่อนไขที่นักปาฐกหวังอะไรอยู่ลึก ๆ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ สุดท้ายจริง ๆ นะครับ ท่านประธานครับ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จะเกิดขึ้นนะครับ จะต้องเคารพเสียง ที่แตกต่าง อย่าลืมนักศึกษามีหลายกลุ่มนะครับ หลายองค์กร หลายประเภท หลายความคิด อย่าปิดเวทีกันครับ อย่าโห่ครับ อย่าขัดแย้ง อย่าใช้ความรุนแรง อย่าใช้การขว้างปากับกลุ่มที่ เห็นด้วยกับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย อันนี้ต้องระมัดระวัง ต้องเข้าใจว่าอันนี้จะเป็นเงื่อนไข ต้องเคารพความหลากหลายครับ ไม่ใช่พกมาจากบ้านว่าเราต้องแก้รัฐธรรมนูญ เราต้องแก้ รัฐธรรมนูญ แต่มันอาจจะมีกลุ่มที่ไม่แก้รัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกันกลุ่มไม่แก้รัฐธรรมนูญ ก็บอกว่าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ต้องเคารพว่าจะต้องมีกลุ่มแก้รัฐธรรมนูญ อันนี้เป็นเรื่องที่เคารพ อันนี้คือเคารพความหลากหลายนะครับ สุดท้ายผมคิดว่ากลับมาที่สภา หวังว่าสภาแห่งนี้ จะต้องเป็นกลไกที่รับผิดชอบความคิดความเห็นของพี่น้อง ลูกหลาน นิสิต นักศึกษา สภาเป็น พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ สภาเป็นองค์กรศักดิ์สิทธิ์ เราต้องใช้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้นิสิต นักศึกษา มาใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้พูดในสิ่งที่เขาศักดิ์สิทธิ์และต้องการให้สภาฟัง สภาจะได้ส่งสิ่งเหล่านั้น ไปยังรัฐบาล เพื่อจะไปปรับกันต่อไปครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ