สาทิตย์ เปิดพื้นที่รับฟังเยาวชน สนับสนุนบทบาทเรียกร้องความเป็นธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือถึงการเคลื่อนไหวของนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่สะท้อนปัญหาสังคม โดยเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเปิดพื้นที่รับฟังอย่างสร้างสรรค์ สนับสนุนบทบาทเยาวชนในการเรียกร้องความเป็นธรรมโดยไม่ตั้งตนเป็นฝ่ายตรงข้าม พร้อมเน้นการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม การแก้ปัญหาปากท้อง และการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากเยาวชนโดยไม่สกัดกั้นการชุมนุมอย่างสงบ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นคนหนึ่ง ที่สนับสนุนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงกับสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรม ในสังคม ซึ่งเป็นญัตติของคุณอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนท่านประธานว่าญัตติที่เรากําลังอภิปรายอยู่นี่สําหรับผมแล้วถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ ๒๕ ปี ของการทําหน้าที่ ส.ส. ในสภาแห่งนี้ ที่เราจะพิจารณาญัตติที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ก่อนหน้านั้นในช่วง ๒๕ ปีนี้เราไม่เคยมีการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยตรงเลย ดังนั้นเมื่อเกิดการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาขึ้น ผมในฐานะที่เป็น ส.ส. คนหนึ่งก็เหมือนกับเพื่อนในสภาล่ะครับ เราจับตามองปรากฏการณ์ ของนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ชุมนุม ซึ่งผมเชื่อว่าอาจจะมีสายตาที่ต่างกัน บางฝ่ายอาจจะ เห็นด้วย บางฝ่ายอาจจะไม่เห็นด้วย บางฝ่ายอาจจะมีความวิตกกังวล แต่สําหรับผมแล้ว หน้าที่ลอยมาก่อนเลยคือลูกของเรา หน้าที่ลอยมาก่อนเลยคือหลานของเรา ซึ่งอยู่ในวัย นักเรียน นิสิต นักศึกษา ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรเราจะมอง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วทําตัวเป็นฝ่ายกองเชียร์ หรือทําตัวเป็นฝ่ายค้าน ผมคิดว่าเป็นการ กระทําที่ไม่น่าจะถูกต้อง แต่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราต้องมองปรากฏการณ์นี้ ด้วยสายตาที่เปิดกว้าง ด้วยใจที่เปิดกว้าง เราต้องค้นหา เราต้องมองหาปัญหาที่มันเกิดขึ้น ความต้องการของเขา และถ้ามีบทบาทใดบทบาทหนึ่ง ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรสามารถที่จะเป็น ตัวกลางในการประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้นําทุนแรงและเป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะช่วย แก้ปัญหาได้ว่านั่นคือบทบาทคือหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ต้องยอมรับขบวนการ เคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษาในประเทศไทยนั้นไม่ใช่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก งานวิจัยหลายชิ้น เขียนไว้ชัดเจนมาก ก่อนปี ๒๕๐๐ ในไทยเรายังมีมหาวิทยาลัยสถาบันอุดมศึกษาน้อยมาก พลังของกระบวนการนิสิต นักศึกษาจึงยังยังอ่อนแอ การชุมนุมที่เกิดขึ้นบางครั้งเป็นการ ชุมนุมที่ถูกชี้นําโดยฝ่ายรัฐเสียเอง แต่หลังจากปี ๒๕๐๐ ประมาณปี ๒๕๑๕ ในช่วงระยะ เวลานั้น บ้านเมืองอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบเผด็จการทหาร ไม่มีพลังอํานาจใด ในสังคมที่จะไปคัดง้างเรียกร้องสิทธิเสรีภาพแทนประชาชนได้ กลายเป็นพลังของ นิสิต นักศึกษา เป็นพลังที่มีความเข้มแข็งมากที่สุด การประท้วงการเลือกตั้งสกปรกก็ดี การต่อสู้ของกระบวนการนิสิต ศึกษา ในช่วงเวลานั้นก็ดี สะท้อนให้เห็นว่าถึงจุดหนึ่งที่ บ้านเมืองมีปัญหาพลังของกระบวนการนิสิต นักศึกษาเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประเทศนี้ได้ แต่หลังจากนั้นท่านประธานครับ หลังจากปี ๒๕๒๐ เป็นต้นมา จนก่อนถึงปี ๒๕๕๗ คําถาม ที่ว่ากระบวนการนักศึกษาหายไปไหนนั้น งานวิจัยก็ชี้ว่าเรามีพลังอํานาจอื่นในทางสังคม เติบโตขึ้นมา คําตอบหนึ่งคือบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เรามีนักการเมืองและมีเอ็นจีโอ (NGO) เรามีสื่อมวลชนที่เข้มแข็ง แต่หลังจากปี ๒๕๕๗ การเติบโตขึ้นมาของกระบวนการ นิสิต นักศึกษาที่ทุกคนเรียกร้องนั้น ผมคิดว่านี่คือการสะท้อนให้เห็นว่าบ้านเมืองนี้มีปัญหา แน่นอน เมื่อบ้านเมืองนี้มีปัญหาขึ้นมา คําถามก็คือว่าเราจะทําอย่างไรในฐานะที่เป็น สภาผู้แทนราษฎร ผมบอกไปแล้วว่าเราไม่ควรเป็นกองเชียร์ หรือฝ่ายที่คัดค้าน แต่เราควรจะ เป็นฝ่ายที่ทําหน้าที่ในการที่จะทําให้พลังของกระบวนการนิสิต นักศึกษาที่มีข้อเรียกร้องนั้น นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของนักเรียน นิสิต นักศึกษานั้น ทําได้หลายทางครับ ในทางหนึ่งเราต้องเข้าใจธรรมชาติของการชุมนุมที่เกิดขึ้นหลังปี ๒๕๕๗ ว่ามันแตกต่างจากการชุมนุมก่อนหน้านี้ จะเป็นพันธมิตรก็ดี จะเป็นปี ๒๕๓๕ ก็ดี จะเป็น นปช. ก็ดี หรือจะเป็น กปปส. ก็ดี แต่การชุมนุมของนิสิต นักศึกษาในยุคปัจจุบันที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีรูปแบบกระบวนการที่เป็นรูปแบบอย่างชัดเจน อาจจะไม่มีมวลชนที่ชัดเจน ไม่มีแกนนํา ไม่มีแกนนําที่ชัดเจนอย่างแต่ก่อน แต่เขาจะชุมนุมเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กระจัดกระจายออกเป็น หลายกลุ่มและเป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ และอาวุธที่สําคัญของเขาคือโซเชียลมีเดีย (Social Media) อย่างที่เรารู้จักกัน ถ้าเราได้แยกแยะประเด็นเนื้อหาในการชุมนุมของเขา เราใช้หลักหลายประเด็นนะครับ ผมยอมรับว่ามีบางประเด็น ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นที่อาจจะ ถูกบิดผันนําไปสู่การให้ร้ายนิสิต นักศึกษาได้ หรือเป็นประเด็นที่ไม่สมควรเคลื่อนไหว เนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหวที่อาจสร้างความขัดแย้งใหญ่ในสังคมได้ มีหลายประเด็นที่เขาพูดแล้วน่าสนใจ อย่างประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นของการ บังคับใช้กฎหมายให้เป็นธรรม รวมถึงประเด็นของการแก้ไขปัญหาปากท้องเหล่านี้เป็นต้น นี่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่มีน้ําหนัก มีประเด็นในการนําเสนอ ที่ผมคิดว่าดียิ่ง ผมคิดว่า สภาอาจจะเป็นเวทีนี้ได้ ผมจึงสนับสนุนให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา เพื่อรับฟังในเรื่องนี้ เป็นการเฉพาะ การมีกรรมการวิสามัญไม่ได้แปลว่าไปตัดตอนไม่ให้มีการชุมนุม ไม่ให้มีการ เคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวยังดําเนินการต่อไปได้ตามสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ตอนแรกที่กังวล กันว่าตัว พ.ร.ก. ฉุกเฉินอาจจะไปควบคุม แต่วันนี้เลขาธิการ สมช. ก็แถลงชัดเจนแล้วว่า ตัว พ.ร.ก. ที่ประกาศนั้นเฉพาะเรื่องของโรคระบาดเท่านั้น และจะไม่ใช้มาตรา ๙ ในการไป สกัดกั้นการชุมนุม ผมว่านี่คือบทบาทที่ถูกต้องของรัฐที่จะต้องเปิดบทบาทให้กับแนวคิด เหล่านี้ การตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาจะต่างกับการใช้กรรมาธิการสามัญเยอะครับ เราอาจจะมีคนจากคนนอกที่เข้ามารับฟัง เราเปิดช่องทางในการรับฟังที่หลากหลายมากขึ้น การชุมนุมของเขาก็ดําเนินต่อไป แต่อย่างน้อยมันเป็นเวทีหนึ่งที่สภาผู้แทนราษฎรนี้ ได้ทําหน้าที่ในการทําให้พลังข้อเรียกร้องของเขานั้นเป็นพลังที่นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ อย่างแท้จริง ผมมีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลก่อนหน้าที่จะมีการตั้งกรรมาธิการนี้ด้วยซ้ําไป และผมคิดว่าจะเสนอไว้ในสภานี้ ถ้าวันนี้สภาลงมติตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมารับฟัง ความเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษาแล้ว สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทําต่อไปควบคู่กัน ช่วงหนึ่ง ความเข้มข้นของการควบคุมเสรีภาพในการแสดงออกอย่างหลังการปฏิวัติรัฐประหาร อาจจําเป็นครับ แต่ช่วงนี้ท่านต้องผ่อนคลาย ตัว พ.ร.ก. ทําเฉพาะเรื่องโรคระบาด ไม่ไปแตะ เรื่องการชุมนุมนี่ถูกต้องแล้ว

ประการถัดมาครับ การดําเนินการทางกฎหมายต่อผู้ชุมนุมจะต้องเป็นธรรม และเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ใช่เป็นการเลือกปฏิบัติ ผมชุมนุมมาก่อนเรารู้ดีว่าถ้าเมื่อไร ก็ตามอํานาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมไปกระทํากับผู้ชุมนุมที่เรียกร้องด้วยสิทธิตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะเกิดแรงต่อสู้อย่างมากมายขึ้นมา และนั่นอาจนําไปสู่ความขัดแย้งได้

เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ ฟังดูแล้วอาจจะไม่เกี่ยว แต่ประเด็นปัญหา ปากท้องที่พวกเขาพูดจาวันนี้ รวมถึงมีกลุ่มหนึ่งที่ไปอดอาหารอยู่หน้าทําเนียบ ผมว่าประเด็น เรื่องของการใช้งบประมาณของรัฐในการจ้างงาน ไม่ว่าจะกับกลุ่มคนตกงาน หรือนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่เรียนจบในปีการศึกษานี้อีก ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งมีแนวโน้ม จะตกงานทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องที่ควรทําอย่างยิ่ง ทั้งหมดนี้คือประเด็นข้อเสนอซึ่งจะทําได้ ในเวลาที่จํากัด ผมสนับสนุนให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อรับฟังความคิดเห็นเหล่านี้ และต้องกระทําอย่างกว้างขวาง และไม่สกัดตัดตอนการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาด้วย ขอให้สภานี้ได้โปรดพิจารณาครับ ขอบพระคุณครับ