กนก ตั้งคำถามการรับมือโควิดระยอง ชี้ทบทวน ศบค. ด่วน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓

กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายประเด็นการจัดการวิกฤตโควิด-19 โดยใช้กรณีจังหวัดระยองเป็นตัวอย่างเพื่อชี้ช่องว่างในการวางแผนล่วงหน้า การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการตีความนโยบายที่ไม่สอดคล้องกัน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกลไกการควบคุมโรค ปรับโครงสร้าง ศบค. และเปิดรับฟังความเห็นหลากหลาย เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมโรค การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาบทเรียนจากเหตุการณ์เพื่อปรับปรุงการบริหารราชการและฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชนในอนาคต

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตที่จะอภิปรายสนับสนุนญัตติของนายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาและเร่งแก้ไข ปัญหาความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดระลอก ๒ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) กรณี ทหารอียิปต์เดินทางมาพักที่จังหวัดระยอง ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าการอภิปรายครั้งนี้ผมตั้งใจที่จะอภิปรายเพื่อที่จะเสนอแนวทางต่อ ท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะได้ศึกษาเหตุการณ์ ซึ่งผมขออนุญาตที่จะเรียกว่าระยอง ๘ กรกฎาคม เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต เราไม่ควรที่จะปล่อยให้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จบไป แล้วก็ไม่ได้เรียนรู้อะไร แล้วเราก็ทําผิดซ้ํา ๆ ซาก ๆ ต่อเนื่องกันไป ก่อนที่ผมจะอภิปรายขออนุญาตเรียนกับท่านประธานว่ามีสิ่งที่สําคัญเราควรจะต้องทํา และไม่ควรจะต้องทํา สิ่งที่ควรจะต้องทําอันแรกที่สําคัญมากสําหรับรัฐบาลในเรื่องนี้ก็คือ ผมอยากจะขอความกรุณารัฐบาลได้โปรดรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย ความคิดเห็นต่าง ความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกับรัฐบาล เพราะความคิดเห็นที่หลากหลายที่ไม่เหมือนกันนั้น จะทําให้เรามองเห็นภาพที่เราไม่เคยมองเห็นหรือคิดไม่ถึง การมองเห็นด้วยมุมมองที่หลากหลายทําให้เราเห็นความจริงที่สลับซับซ้อนมากขึ้น และตรงนั้น จะเป็นประโยชน์กับการแก้ไขปัญหาในอนาคตครับ และสิ่งที่เราไม่ควรทําก็คือกรุณา อย่ามองข้ามเหตุการณ์นี้ว่าเป็นข้อผิดพลาด จะโดยบังเอิญ โดยไม่ตั้งใจก็ตาม แล้วก็พยายาม ที่จะให้ผ่านเหตุการณ์อันนี้ ให้เราลืมเหตุการณ์อันนี้ แล้วก็ไม่ได้เรียนรู้กับมัน เพราะเรามี บทเรียนแบบนี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรามานับครั้งไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นกรุณาอย่ามอง เรื่องนี้เป็นข้อผิดพลาดปกติ แต่ต้องมองว่าเป็นข้อผิดพลาดที่เราจะศึกษาและทําให้ไม่เกิดขึ้น อีกครั้งหนึ่งให้ได้ครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมจึงอยากจะขออนุญาตตั้งคําถามสําคัญ ๓ คําถาม เพื่อที่เราจะได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์แล้วก็ไม่มีอคติใด ๆ ทั้งสิ้น

คําถามที่ ๑ เราจะต้องถามว่าเมื่อเราผ่านเหตุการณ์วิกฤติช่วงที่เราควบคุม แล้วก็ปิดเมืองหรือล็อกดาวน์ (Lockdown) นั้น แล้วเราก็คลี่คลายออกมาจนถึงวันนี้ เราต้อง ถามว่าในตอนนั้นเรามองปัญหาในอนาคตที่จะเกิดขึ้นเหมือนกับที่เกิดขึ้นที่จังหวัดระยองนี้ บ้างหรือไม่ ถ้าเราบอกว่าเราไม่เคยมองเลย เราคิดไม่ถึง อันนั้นก็ไม่เป็นไร เราจะได้รู้ว่า การคาดการณ์ในอนาคตของเรานั้นมีปัญหาจริง ๆ ถ้าเราได้มองเห็นสิ่งเหล่านี้ แล้วเราคาดการณ์ล่วงหน้าแต่เหตุการณ์ก็ยังเกิดขึ้นอีก เราก็จะได้ตั้งคําถามว่าทําไมจึงเกิด เหตุการณ์นั้นขึ้นทั้ง ๆ ที่เราคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นแล้ว นั่นคือคําถามที่ ๑ ครับ เรามองเห็น ปัญหาในอนาคตอย่างไร เมื่อเราคลายสถานการณ์การปิดเมืองของเรา

คําถามที่ ๒ จากข้อกําหนดบุคคล ๑๑ ประเภท ที่ออกโดยข้อกําหนดตาม มาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๑๒) นั้น และท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงนามเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายนที่ผ่านมา ข้อกําหนด ๑๑ ประเภทของบุคคลที่ประกาศนั้นตั้งอยู่บนสมมุติฐานอะไร ในความเข้าใจ ของผมก็คือตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ทุกส่วนราชการเข้าใจความหมาย ของบุคคล ๑๑ ประเภทนี้ตรงกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทําให้ผมตั้งคําถามว่าเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เข้าใจลักษณะของบุคคล ๑๑ ประเภทนี้ตรงกันจริงหรือไม่ ในเวลาเดียวกันเราตั้งอยู่ บนสมมุติฐานข้อ ๒ ที่บอกว่าข้าราชการของเราจะประสานงานกันและปฏิบัติงานร่วมกัน อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว คําถามก็คือเราเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ จากข้อกําหนด ๑๑ ประเภทของบุคคลดังกล่าวนี้เอง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมในกรณีของ ระยอง ๘ กรกฎาคม ถ้าดูคร่าว ๆ จะมีส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ ๖ ประเภท คือ ๑. กระทรวงการต่างประเทศ ๒. กองทัพอากาศ ๓. จังหวัดระยอง ๔. โรงแรมเอกชน ๕. กระทรวงสาธารณสุข และ ๖. ตํารวจ ผมถามว่าหน่วยงาน ๖ หน่วยนี้เข้าใจความหมาย ของบุคคลที่เข้ามานี้ตรงกันหรือไม่ หน่วยงาน ๖ หน่วยงานนี้ได้ประสานงานกันอย่างเป็น ระบบตามแนวทางที่ ศบค. บอกไว้หรือไม่ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นคําถามที่สําคัญมากที่เราจะต้อง ตอบครับท่านประธาน เพื่อจะเรียนรู้และสรุปบทเรียนของเรา

คําถามที่ ๓ ที่สําคัญมากก็คือว่าเราเรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์ระยอง ๘ กรกฎาคม ไม่ใช่ปล่อยให้มันผ่านไป แต่เราต้องถามตัวเราเองตลอดว่าเราเรียนรู้อะไรบ้าง

ในความหมายของคําถาม ๓ ข้อดังกล่าวนี้เอง เพื่อที่จะให้รัฐบาลสามารถ นําไปหาคําตอบได้นั้น ผมขออนุญาตเสนอประเด็น ๖ ประเด็น เพื่อที่รัฐบาลจะได้นําไป ประกอบในการถอดบทเรียนแล้วก็แก้ไขปัญหาในอนาคตต่อไป

ในประเด็นที่ ๑ ที่ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องคิดก็คือประเด็นว่าด้วยการ คาดการณ์ล่วงหน้าว่าเหตุการณ์จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เหมือนกับที่ผมตั้งคําถามไปแล้ว นั่นหมายความว่าประเด็นที่สําคัญคือเหตุการณ์ระยอง ๘ กรกฎาคมนี้เป็นสัญญาณอะไรบ้าง ที่จะบอกกับเราในมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ของ ศบค. ครับ ถ้าเราบอกเรามองไม่เห็นอะไรเลยเป็นเรื่องที่บังเอิญเกิดขึ้น ผมว่าอันนั้น ก็เป็นปัญหาแบบหนึ่ง

- ๙๕/๑ . แต่ถ้าเรามองเห็นว่าเหตุการณ์ระยอง ๘ กรกฎาคม บอกสัญญาณอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ของ ศบค. ในเรื่องของการป้องกันและควบคุมระบบการแพร่ระบาด ผมคิดว่าตรงนี้เป็นการมองเห็นที่มีนัยสําคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาในอนาคต แล้วยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเรามองเห็นปัญหาแบบนี้ เราได้ข้อสรุปที่เป็นแบบแผนอะไรบ้าง ของปัญหาที่เกิดขึ้นครับ ถ้าเราเข้าใจแบบแผนของปัญหาที่เกิดขึ้นเราจะแก้ได้ครับ แต่ถ้าเรา ไม่เข้าใจแบบแผนของปัญหาที่เกิดขึ้นเราก็จะไม่รู้เรื่อง แล้วก็จะเกิดข้อผิดพลาดเช่นเดิม เหมือนกัน นั่นคือประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ เรื่องความท้าทาย ประเด็นคําถามที่สําคัญของเรื่องนี้ก็คือว่า ข้อกําหนด ระบบ กลไกการควบคุม จนถึงการเฝ้าระวังของการแพร่ระบาด รวมทั้งการออก กฎระเบียบต่าง ๆ ของการปฏิบัติที่ ศบค. กําหนดไว้นั้น เพียงพอและถูกต้องกับสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ตรงนี้เราต้องทบทวน และยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เราควรจะต้องทําคือการเปิดใจ ที่จะรับฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับฟังเสียงที่แตกต่างจากสิ่งที่เราคิด เราจะต้องเรียนรู้ ข้อผิดพลาดของเราที่เกิดขึ้นด้วยความอดทน ด้วยความกล้าหาญและด้วยจิตใจที่กว้างขวาง ไม่ใช่เป็นเขาเป็นเรา แต่เราเป็นคนไทยที่รักแผ่นดินนี้เหมือนกัน อยากเห็นคนไทยของเรา ทุกคนปลอดภัยและมีชีวิตที่ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจที่เรากําลังเผชิญนี้อยู่ร่วมกัน เหมือนกัน เช่นเดียวกันครับ นั่นก็หมายความว่าสิ่งเหล่านี้คือความท้าทายที่เราจะต้องเข้าใจและ ยอมรับกับมันครับ

ประเด็นที่ ๓ การตีความ คําถามคือข้อมูลต่าง ๆ ที่เราได้รับรายงานจาก เจ้าหน้าที่และส่วนราชการที่ผมยกตัวอย่าง ๖ ส่วนไปแล้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง การต่างประเทศ กองทัพ จังหวัดระยอง สาธารณสุข เอกชน และตํารวจ ผมเชื่อว่าข้อมูล เหล่านี้มีหลายเรื่องที่ไม่ตรงกันและขัดแย้งกัน คําถามก็คือท่านจะตีความความขัดแย้ง ของข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร ไม่ใช่ว่าท่านเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ท่านอยากเชื่อ สิ่งที่ท่านไม่อยากเชื่อ อาจจะเป็นความจริงที่มีนัยสําคัญอย่างยิ่งก็ได้ เพราะฉะนั้นการเลือกข้อมูลอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับความเป็นจริงและมาตีความ และนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์เป็นหัวใจของ การแก้ไขปัญหาครับ

ประเด็นที่ ๔ การตัดสินใจ เมื่อเราศึกษาแล้ว เราเห็นข้อมูลแล้ว เรารับทราบ ความเห็นที่แตกต่างทั้งหมดแล้ว สิ่งที่เราจะต้องคิดก็คือว่าเราจะประสานประโยชน์อย่างไร ในสภาแห่งนี้เราได้ยินเสียงที่ก้องกังวานบ่อยครั้งมากว่าเราจะหาจุดสมดุลระหว่าง การควบคุมเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านการป้องกันโรคระบาดกับสภาวะทางเศรษฐกิจ ที่ประชาชนกําลังเผชิญอยู่นั้นเป็นอย่างไร ในสภาแห่งนี้เราได้ยินเสียงสะท้อนที่ตั้งคําถาม เกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนกับการใช้อํานาจรัฐว่าจุดสมดุลตรงนี้อยู่ตรงไหน อย่างไร เป็นต้น ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของโวหารหรือวาทกรรม แต่เป็นหลักการขั้นพื้นฐานของ ระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบอบเสรีประชาธิปไตยที่พวกผมในพรรคประชาธิปัตย์ยึดถือมา โดยตลอด นั่นคือความหมายของคําว่าตัดสินใจ และเราจะกล้าตัดสินใจในสิ่งที่เราคิดว่า เราเคยทําไม่ถูก เราจะกล้าตัดสินใจที่จะยอมรับข้อผิดพลาดและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นหรือไม่ อย่างไร นั่นเป็นประเด็นที่ ๔

ประเด็นที่ ๕ การจัดองคาพยพเพื่อการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานั้นอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าเหตุการณ์ระยอง ๘ กรกฎาคมนี้ เป็นโอกาสสําคัญที่เราจะต้องตั้งคําถามว่า ศบค. ที่เราเคยใช้ได้ผลดีและเป็นที่ชื่นชมในสถานการณ์ของการปิดเมืองนั้นไม่มีข้อสงสัยครับ แต่ในสถานการณ์เปิดเมือง ศบค. แบบเดิมยังคงใช้ได้อยู่อีกหรือไม่ นั่นก็หมายความว่ารัฐบาล อาจจะต้องปรับการสนธิกําลังใหม่ ปรับกลไกการเฝ้าระวังและการควบคุมใหม่ เพื่อให้ ความสมดุลระหว่างการป้องกันโรคกับปัญหาเศรษฐกิจได้รับการแก้ไขควบคู่กันไป สิ่งเหล่านี้ เป็นการจัดองคาพยพใหม่ที่มีความสําคัญต่อบทเรียนของเรา นั่นหมายความว่าการค้นหา เป้าหมายร่วมกัน การนําความคิดเห็นที่สภานี้อภิปรายที่แตกต่างและหลากหลาย เพื่อนําไปสู่การแก้ไขปัญหาในอนาคตจึงเป็นหัวใจของการถอดบทเรียนในเรื่องนี้ครับ

ประเด็นที่ ๖ การเรียนรู้ เราจะเรียนรู้ข้อผิดพลาดของเราอย่างเปิดเผย ได้อย่างไร และเราจะเรียนรู้ข้อผิดพลาดของเราอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร และที่สําคัญ คือเราจะนําการเรียนรู้ของเรานั้นไปสู่การค้นหาคําตอบสําหรับอนาคตอย่างไร เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งครับ เพราะฉะนั้นภายใต้การเรียนรู้นี้เราต้องเปิดเผยข้อมูล ผมอยากเห็นรัฐบาลตั้งคณะศึกษานี้เพื่อที่จะตอบกับประชาชนว่าเหตุการณ์จังหวัดระยอง ๘ กรกฎาคมนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง และเราเรียนรู้อะไร และเราจะนําบทเรียนของระยอง ๘ กรกฎาคมนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชาติบ้านเมืองของเราในอนาคต ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของ การป้องกันโรคและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น แม้กระทั่งการแก้ไขปัญหาทางการเมือง เราจะนํามาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ใน ๖ ประเด็นที่ผมได้นําเสนอกับท่านประธานดังกล่าวนี้ ตั้งแต่การคาดการณ์ล่วงหน้า ความท้าทาย การตีความ การตัดสินใจ การจัดองคาพยพ จนถึงการเรียนรู้ ทั้ง ๖ ข้อนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องช่วยกันทํางานให้สําเร็จ ผมขออนุญาตที่จะสรุปครับว่าจากที่ ผมได้อภิปรายและเสนอแนะกับรัฐบาลด้วยความตั้งใจจริง และอยากเห็นรัฐบาลประสบ ความสําเร็จในการสรุปบทเรียนนี้ ท่านจะเห็นว่าเหตุการณ์ระยอง ๘ กรกฎาคม ไม่ใช่ เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่เป็นบททดสอบของระบบและกลไกการควบคุม และเฝ้าระวังการระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เรากําลังมีอยู่ขณะนี้ เราจะเห็นว่า เหตุการณ์ระยอง ๘ กรกฎาคมนี้ควรที่จะเป็นบทเรียนของการหาจุดสมดุลของการแก้ไข ปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) กับวิกฤติเศรษฐกิจที่เรากําลังเผชิญอยู่ เหตุการณ์ระยอง ๘ กรกฎาคมนี้เราจะต้องหาจุดสมดุลของสิทธิเสรีภาพของประชาชนกับการใช้อํานาจรัฐ และที่สําคัญเหตุการณ์ระยอง ๘ กรกฎาคมนี้เป็นเสียงที่เตือนประเทศไทยว่าเรากําลัง มีปัญหาเรื่องความไว้วางใจต่อกัน เรากําลังมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นต่อกัน เสียงเตือนนี้ เป็นเสียงเตือนที่ชัดเจนมาก และผมคิดว่าเป็นเรื่องที่พวกเราคนไทยทุกคนรวมทั้งรัฐบาลด้วย จะต้องตระหนักถึงเสียงเตือนนี้และรับฟังด้วยความเคารพและเปิดใจกว้างเพื่อการแก้ไข ปัญหาสําหรับอนาคตของบ้านเมืองของเรา ขอบพระคุณครับท่านประธาน