กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ เสนอญัตติด่วนให้สภาฯ พิจารณาเร่งแก้ไขปัญหาความเสี่ยงการแพร่ระบาดรอบสองของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ กรณีทหารอียิปต์ติดเชื้อที่ระยอง และกรณีครอบครัวทูตซูดาน เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย วันนี้เป็นการเสนอญัตติด่วน ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษา และเร่งแก้ไขปัญหาความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดรอบสองของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) กรณีทหารอียิปต์เดินทางมาพักที่จังหวัดระยอง ตรวจพบการติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลแก้ไข ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็กรณีของครอบครัวทูตจากประเทศซูดานที่เดินทางมา ประเทศไทย ซึ่งทั้ง ๒ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่พวกเราไม่สบายใจ กังวล และไม่มี ความมั่นใจว่าประเทศไทยของเราจะเกิดเซกคันด์ เวฟ (Second wave) หรือการระบาด รอบ ๒ หรือไม่ นี่คือหัวใจของประเทศ แล้วก็เป็นความเสี่ยงที่พวกเราทุกคนไม่สบายใจ แล้วมาอภิปรายในวันนี้
กรณีที่ ๑ คณะทหารจากประเทศอียิปต์เดินทางมาประเทศไทยและพักที่ จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๓ และตรวจพบว่ามีการติดเชื้อเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ และข้อเท็จจริงที่ว่ามีการเดินทางไปห้างสรรพสินค้า ๒ แห่งในจังหวัด ระยอง ถามว่าเข้ามาได้อย่างไร แล้วก็มีการควบคุมอย่างไร ทําไมไม่มีการควบคุม ทั้งที่มีการ ออกระเบียบมากมาย แสดงว่าระเบียบเรายังมีข้อบกพร่องต้องแก้ไข ถึงแม้จะมีปัญหา ที่เรารู้ว่าระเบียบ เช่น การใช้สิทธิทางทหาร แล้วก็เรื่องของเอกสิทธิ์ทางการทูต เราต้องรู้แล้วว่า นี่คือช่องว่างที่เราต้องคิดก่อน ไม่ใช่ว่าเกิดเหตุการณ์แล้วเราจึงมาคิดว่ามีช่องว่าง นี่ก็ต้องนําเรียนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกรณีที่ ๒ คือครอบครัวคณะทูตจากประเทศซูดาน ก่อนเดินทางจากประเทศซูดานตรวจไม่พบเชื้อ เดินทางมาประเทศไทยวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ มีการตรวจเชื้อ แล้วก็วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ พบว่ามีการติดเชื้อ แล้วก็วันที่ ๑๐-๑๑ พักที่คอนโดมิเนียม ไม่ได้เดินทางไปไหน ถามว่าถ้ากลุ่มผู้ป่วยกลุ่มนี้เดินทางไปไหน มีการควบคุมหรือเปล่า มีระเบียบอะไรหรือเปล่า นี่คือช่องว่างที่จะต้องคิดก่อนที่จะเกิด ปัญหา แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วเราก็ต้องมาช่วยกันคิดว่าเราจะทําให้ไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก ได้อย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้นสร้างความตระหนกแล้วก็สร้างความไม่สบายใจกับพี่น้องประชาชน กระทบต่อขวัญกําลังใจ และความมั่นใจของพี่น้องประชาชนซึ่งเขาลําบากมามาก ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่กังวลว่าเพิ่งติดหนี้ เพิ่งจะเริ่มเปิดกิจการมาใหม่ ๆ ไม่รู้จะได้ปิด อีกหรือเปล่า คนทํางานก็ไม่รู้ว่าจะได้ทํางานต่ออีกหรือเปล่า เศรษฐกิจที่ย่ําแย่มาตลอด กําลังดีขึ้นไม่รู้จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาอีก นี่คือความเสี่ยงของประเทศที่ผู้บริหาร ต้องรอบคอบกว่านี้ นําเรียนท่านประธานว่าโควิด (COVID) ในประเทศไทยเราพลาดมา หลายรอบ เรามีปัญหามาหลายรอบ ตั้งแต่การปิดประเทศที่ช้าทําให้มีการระบาด ระบาดที่ไหนครับ ไม่ว่าจะเป็นสนามมวยลุมพินี สถานบันเทิงที่ทองหล่อ แล้วก็พบว่า เมื่อมีการปิดประเทศแล้วก็ยังมีปัญหาเรื่องของการติดตามผู้ป่วยที่ล่าช้า ซึ่งกรณี สนามมวยลุมพินีกว่าจะติดตามผู้ป่วยได้ก็อีกเป็นเดือน แล้วก็จํานวนผู้ป่วย ๕๐๐ คน อีก ๑ เดือนบอกว่าเพิ่งตามเจอได้ ๑๐๐ คน อะไรอย่างนี้ คือสิ่งที่พวกเราจะต้องเรียนรู้ แล้วก็รวดเร็วในการทํางานให้มากกว่านี้ ก็นําเรียนว่าในช่วงของสนามมวยลุมพินี การทํางาน ที่ต้องตรวจให้ละเอียด ไม่ใช่ว่าไม่มีไข้ก็ไม่ตรวจ หรือการที่สัมผัสไม่ใกล้ชิดก็ไม่ตรวจ ซึ่งใคร ที่อยู่ในสนามมวยลุมพินีถ้าเกิดขึ้นต้องตรวจให้หมด ใครใกล้ชิดต้องตรวจให้หมดและ ด้วยความรวดเร็ว ปัญหาการจัดการหน้ากากอนามัยและชุดพีพีอี (PPE) แพทย์ พยาบาล ไม่มีหน้ากากใช้ มีการทุจริตนําหน้ากากอนามัยไปขายตามช่องทางออนไลน์ (Online) ปัญหาเรื่องของการซื้อหน้ากากไม่ได้ การขึ้นราคา การบริหารจัดการที่ล้มเหลว สุดท้าย ก็ต้องย้ายจากการจัดการของกระทรวงพาณิชย์ไปตั้งศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัย ที่รัฐบาลเองซึ่งให้กระทรวงสาธารณสุขดําเนินการ แต่กว่าจะมาถึงศูนย์บริหารจัดการเป็นเดือน ทําให้เกิดปัญหาความล่าช้าและการกระจายหน้ากากอนามัย การปิดล็อกช้า จริง ๆ ประเทศเราผ่านมา เชื้อโรคก็แทบจะไม่มีและผู้ประกอบการก็เดือดร้อนเยอะ วันหนึ่งหมายถึงเศรษฐกิจที่ต้อง สูญเสียไปเยอะ แต่ว่าการที่เราเปิดประเทศที่ช้าเกินไป แล้วก็ไม่เลือกพื้นที่ พื้นที่ไหนมีปัญหา เราก็ต้องเอาไว้ก่อน แต่พื้นที่ทางชนบท อย่างจังหวัดมหาสารคามบ้านผม หรือในจังหวัด ต่าง ๆ ต่างจังหวัดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อบางที ๒-๓ เดือน แต่ว่าเราเพิ่งเปิดขึ้นมา อันนี้ก็ทําให้เกิด เรื่องของความสูญเสียในเรื่องของงบประมาณและค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน เราลงทุนกับปัญหาโควิด (COVID) มามาก ลงทุนในการล็อกดาวน์ (Lockdown) ประเทศ เศรษฐกิจเราย่ําแย่ เราต้องใช้งบประมาณ เราต้องกู้เงิน ต้องใช้เงินมาสนับสนุนอีก ๑.๙ ล้านล้านบาท ร้านอาหารต้องปิด ประชาชนต้องลําบาก มีคนฆ่าตัวตายโดยการรมควัน ในรถ ในบ้าน มีปัญหาหนี้สินที่ทําให้เครียด คนที่ไม่ฆ่าตัวตายก็ยังลําบากอยู่จนถึงปัจจุบัน ระดับพื้นที่ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วน ท่านสาธารณสุขจังหวัดก็ลําบากต้องทํางานเต็มที่ บุคลากรทางการแพทย์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ทํางานหนักมาก กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. เจ้าหน้าที่ รพ.สต รวมทั้งพี่น้องประชาชน เราทุ่มกําลังเพื่อจะคลี่คลายสถานการณ์นี้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเรามาเจอเหตุการณ์ครั้งนี้ อีกครั้งหนึ่ง สรุปก็คือว่าตอนนี้เชื้อภายในประเทศผมคิดว่าแทบจะไม่เหลือแล้ว สิ่งที่สําคัญคือ เชื้อจากต่างประเทศที่เราพลาดกันครั้งนี้ เพราะฉะนั้นแล้วเราต้องจริงจังกว่านี้ คนที่เข้า ประเทศต้องตรวจเชื้อทุกราย ก่อนเข้าตรวจมาก่อน วันที่เข้าตรวจอีกรอบ แล้วก็อีก ๑๔ วัน ตรวจอีกรอบ แล้วก็ถ้าเขายังอยู่ในช่วงที่อาจจะมีการติดเชื้อเช่นว่าอาจจะผลเป็นลบ แต่ว่า อาจจะเป็นช่วงฟักตัวเราก็ควรจะจํากัดพื้นที่ มีการใช้แอปพลิเคชัน (Application) ในการที่จะ ควบคุมพื้นที่ของผู้ที่เข้ามาในระเบียบต่าง ๆ ต้องระวัง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่สัมผัส กับเขาก็ต้องระมัดระวัง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และถ้าเกิดมีผลเป็นบวกขึ้นมาทีหลัง ถึงแม้วันแรก ที่ไม่พบเชื้อเราก็ยังควบคุมได้ เรายังสามารถจะแก้ไขปัญหาได้ด้วยความชัดเจน นี่คือสิ่งที่ ผมอยากให้ทางรัฐบาลได้แก้ไขไม่ให้เกิดการพลาดในการที่จะแก้ไขปัญหานี้อีกครั้งหนึ่ง ก็คือว่า เราต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ตรวจสอบกระบวนการทุกอย่างที่จะไม่ให้เชื้อที่เข้ามาจาก ต่างประเทศเข้ามาในบ้านเราได้ แต่ว่าเราปิดประเทศไม่ได้ บางทีต้องมีเรื่องของการที่จะเข้ามา เราต้องมีแนวทาง ซึ่งผมก็เชื่อมั่นว่าตอนนี้เราก็มีแนวทางแล้ว แต่ทําไมเราไม่ใช้แนวทางต่าง ๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ขึ้นมา ผู้บริหารประเทศต้องแม่นยํา รวดเร็ว ทํามากไปก็ไม่ดี ทําน้อยไปก็ไม่ดี ทําช้าไปก็ไม่ดี ทําเร็วไปก็ไม่ดี ก็ขอฝากให้ทางรัฐบาลกลับไปทบทวนทุกกระบวนการ ซักซ้อม แล้วก็อย่าให้มีปัญหาและข้อผิดพลาดเกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้นแล้วเราจะเกิดขึ้น เซกคันด์ เวฟ (Second wave) ขึ้นมา แล้วก็จะเกิดอันตรายต่อประชาชนทุกคน ขอบคุณครับ