เอกภพ เพียรพิเศษ หารือปัญหานักกีฬาอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงสโมสรฟุตบอลที่เผชิญวิกฤติทางการเงิน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีแผนชัดเจนเพื่อฟื้นฟูการแข่งขันกีฬาอาชีพและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจผ่านกีฬาท่องเที่ยว โดยเสนอให้ใช้ข้อเสนอจากสมาชิกสภาในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์ เอกภพ เพียรพิเศษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคก้าวไกล วันนี้ที่ผม ลุกขึ้นมาอภิปรายผมจะขอเป็นตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่งที่แทบจะไม่มีใครพูดถึงเลยในช่วงที่ ผ่านมา เป็นกลุ่มที่รอการช่วยเหลือเยียวยา แล้วก็จนถึงทุกวันนี้เขารอจนเขาเลิกรอ เลิกหวัง ที่จะได้รับการเยียวยาแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่าหลังจากที่ ศบค. ได้เปิดให้มีสถานบันเทิง ซึ่งเริ่มเปิดแล้ว น่าจะถือว่าเป็นการทยอยเปิดกิจการระยะสุดท้ายของประเทศและทุกกิจการ น่าจะกลับมาเปิดได้แล้ว เหตุผลที่ ศบค. ให้สถานบันเทิงเปิดเป็นกลุ่มธุรกิจสุดท้ายคือว่า เป็นสถานที่มีความเสี่ยงสูงที่จะแพร่เชื้อ แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งครับที่ยังรอความหวัง แล้วเขา ยังไม่ได้กลับมาทํางานอย่างปกติ คือกลุ่มนักกีฬาอาชีพครับ ผมมีความผูกพันกับกีฬาฟุตบอล เพราะว่าที่ผ่านมาผมเป็นแพทย์ประจําทีม ผมเป็นแพทย์ประจําทีมสโมสร ผมเป็นแพทย์ ประจําทีมชาติ ที่ผ่านมาผมต้องรับฟังเรื่องราวของนักฟุตบอลที่ถูกยกเลิกสัญญา ผมต้อง รับฟังเรื่องราวของเจ้าหน้าที่ทีมและนักฟุตบอลที่ช่วยให้สโมสรไปต่อได้ด้วยการลดเงินเดือน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ผ่านมา ผมต้องฟังผู้บริหารสโมสรที่เล่าให้ฟังว่าเงินที่เขาจะเอามาจ่าย เป็นเงินเดือน เงินที่เขาจะมาจุนเจือสโมสร เขาจะหาจากไหนได้ เพราะว่ารายได้ที่มาจาก ผู้สนับสนุน รายได้ที่มาจากตั๋วเข้าชม รายได้ที่มาจากลิขสิทธิ์การถ่ายทอด เขาไม่ได้เลย เนื่องจากว่าเขาแข่งขันไม่ได้ในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดครับ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ส่งสัญญาณถึงสโมสรสมาชิก โดยเฉพาะสโมสรเล็ก ๆ ที่อยู่ในลีก (League) ระดับล่าง ๆ ที่ตอนแรกฟุตบอลของไทยจะกลับมาเตะได้ในช่วงเดือนกันยายน เนื่องจากว่าค่าลิขสิทธิ์ การถ่ายทอดอาจจะได้น้อยลงและอาจจะมีไม่เพียงพอสําหรับทุกทีม ดังนั้นมีความเป็นไปได้ ที่ทีมไหนที่ไม่สามารถอยู่ต่อได้ ทีมไหนที่ไม่สามารถหาเงินมาได้ ก็อาจจะต้องพักการแข่งขันไป ๑ ทีมมีนักฟุตบอล ๓๐-๔๐ คน และมีเจ้าหน้าที่ร่วมทีมอีกรวม ๆ แล้วประมาณ ๕๐-๖๐ คน แต่ละทีมที่ไม่สามารถแข่งขันได้หมายถึงว่าคนตกงาน ๖๐ คน ๑๐๐ คน ถ้ารวมถึง ญาติพี่น้องด้วยก็หลายร้อยคน เราจะมีคนที่ประสบปัญหาขึ้นมาทันทีอีกหลายหมื่นคน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดระยองก็มาซ้ําเติมความหวังที่จะเปิดลีก (League) ไปอีก เนื่องจากว่าจังหวัดระยองก็เป็น ๑ ทีมที่อยู่ในระบบการแข่งขันของฟุตบอลลีก (League) ประเทศไทย เราจะทําอย่างไรให้พวกเขากลับมาดําเนินการแข่งขันได้และใช้ชีวิตได้ตามปกติ การกระตุ้น เศรษฐกิจของประเทศ การให้ประเทศกลับมาเดินได้ตามปกตินั้น สปอร์ต ทัวริซึม (Sport tourism) ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ การท่องเที่ยวที่ควบคู่กับการกีฬา สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ในแต่ละนัดที่มีการแข่งขัน ทีมที่มีการเดินทาง แฟนบอลที่มี การเดินทางตามไปด้วยจะไปกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดที่เขาไป ไม่ว่าโรงแรม ไม่ว่าร้านอาหาร ไม่ว่าร้านขายของฝาก ก็จะมีการจับจ่ายซื้อของ มีการใช้เงิน แม้กระทั่ง หน้าสนามที่ชาวบ้านธรรมดาที่อยู่แถวนั้น คนธรรมดาที่อยู่แถวนั้น ยังสามารถมาตั้งร้านเล็ก ๆ ขายของแล้วได้เงินแทบจะทุกสัปดาห์ แต่การที่ไม่มีการแข่งขันและการที่ยังไม่มีแผนว่า จะทําอย่างไรให้มีการแข่งขันกีฬาอาชีพขึ้นมาได้ การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีนี้ก็อาจจะ ไม่เกิดขึ้น ตรงนี้อยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้นํารัฐบาล ตรงนี้อยู่ที่วิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหา ผมเห็นโครงการที่จะไปทําเรื่องของการนําเที่ยว กระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยการแจกเงิน ให้คนบางกลุ่ม เงินตรงนี้จะไปตกอยู่ที่ตรงไหนครับ ส่วนใหญ่ก็ไปอยู่แค่ในบริษัทนําเที่ยว ไม่ได้ตกไปถึงประชาชนที่แท้จริง วันนี้ผมได้ฟังแล้วก็ติดตามนะครับ มีเพื่อนสมาชิก ของพรรคก้าวไกลเราได้อภิปรายให้เห็นปัญหาการจัดการเกี่ยวกับโรคระบาดของโรคโควิด (COVID) ในหลาย ๆ มุม ผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน ในหลาย ๆ มิติ ผมอยากให้รัฐบาล เอาข้อมูลของพวกเรา เอาข้อเสนอของพวกเราไปปรับใช้บ้างนะครับ ผมคิดว่าพวกผมไม่สงวน ลิขสิทธิ์ความคิดที่พวกผมมีและมุมมองที่พวกผมมี ที่ผ่านมาการควบคุมการระบาดของไวรัส โคโรนา (Corona) เป็นผลจากความเข้มแข็งของระบบควบคุมโรคของประเทศไทย เป็นผลของความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุข ของ อสม. ความเข้มแข็งของชุมชนครับ ในขณะที่เราเห็นการจัดการของ ศบค. และรัฐบาลที่ทําได้เพียงแต่ขู่ประชาชนว่าการ์ด (Guard) อย่าตก เห็น ศบค. ที่คอยขู่ประชาชนไว้ว่าระวังตัวไว้นะใครทําให้มีการระบาด ต้องรับผิดชอบ วันนี้ผมยังไม่เห็นมีใครรับผิดชอบ นอกจากบอกว่าขอโทษแล้วกันนะ มี ศบค. ที่บอกให้เราเห็นว่าการระบาดระลอก ๒ นี้เป็นเรื่องผิดบาป ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว การระบาดในระลอกที่ ๒ ระลอกที่ ๓ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นธรรมชาติของการระบาด โดยเชื้อไวรัสอยู่แล้ว เรามี ศบค. ที่บริหารด้วยการสร้างความหวาดกลัวแทนที่จะสร้าง ความเข้าใจให้ประชาชนอยู่กับโรคนี้ได้ เพราะว่าเราจะต้องอยู่กับไวรัสตัวนี้ไปอีกอย่างน้อย ๆ ปีหรือ ๒ ปี เราจะต้องมีมาตรการที่มองไปข้างหน้ามากกว่ามาตรการที่ไล่ตามแก้ไขปัญหา ผมขอเสนอให้ ศบค. และนายกรัฐมนตรีปรับการทํางาน โดยใช้หลักการที่อยู่บนพื้นฐาน ทางวิชาการครับ รวมทั้งต้องมีการฟังเสียงของประชาชนให้มาก ถ้าหากคิดว่าเรื่องแค่นี้ ทําไม่ได้ ผมคิดว่าก็ถึงเวลาแล้วล่ะครับที่ท่านจะต้องหลีกทางให้คนอื่นมาทําแทน ขอบคุณครับ