ปกรณ์วุฒิ เปิดมุมมองโควิด ชนชั้นบนปลอดภัย ล่างอดอยาก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรับมือโควิด-19 ที่เน้นตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ โดยละเลยความทุกข์ของแรงงานภาคกลางคืนและผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางและคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนมากกว่าภาพลักษณ์หรือความรู้สึกปลอดภัยของชนชั้นนำ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในญัตติด่วนวันนี้ผมอยากจะขอเปรียบเทียบเหตุการณ์วิกฤติโควิด (COVID) ของเราในช่วง ๓-๔ เดือนที่ผ่านมากับซีรีย์ (Series) ต่างประเทศเรื่องหนึ่งครับ ซีรีย์ (Series) เรื่องนี้เป็นเรื่องของโลกที่เข้าสู่ยุคน้ําแข็ง และมนุษย์กลุ่มสุดท้ายต้องเอาตัวรอดบนรถไฟ ขนาด ๑,๐๐๑ ตู้โดยสาร ที่ต้องวิ่งตลอด ๒๔ ชั่วโมง บนรถไฟขบวนนี้มีการแบ่งชนชั้น คือชนชั้นปกครองที่คุมกฎ คุมหัวรถจักร ผู้โดยสารชั้น ๑ ที่กินหรูอยู่สบาย ผู้โดยสารชั้น ๒ ชั้น ๓ ที่ต้องใช้แรงงานแลกกับอาหารประทังชีวิตไปวัน ๆ แล้วก็ผู้โดยสารที่ถูกเรียกว่า พวกท้ายขบวนที่แทบจะไม่ได้แม้แต่อาหารประทังชีวิต เมื่อเกิดวิกฤติบนรถไฟ เช่น ระบบการผลิตอาหารมีปัญหา สิ่งที่เกิดขึ้นคือชนชั้นปกครอง สิ่งแรกที่พวกเขาทําคือ ลดอาหารของคนท้ายขบวน สั่งให้ผู้โดยสารชั้น ๒ ชั้น ๓ ทํางานหนักขึ้น ทั้งหมดเพื่อให้ ผู้โดยสารชั้น ๑ กินหรูอยู่สบายเหมือนเดิม รู้สึกปลอดภัยเหมือนเดิม กลับมาที่วิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมาเมื่อช่วงต้นปี กลุ่มท้ายขบวนกลุ่มหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงวันนี้ก็คือ แรงงานภาคกลางคืนในผับ (Pub) บาร์ต่าง ๆ เมื่อเกิดวิกฤติพวกเขาคือคนกลุ่มแรกที่ถูก ลดอาหาร ไม่ให้ประกอบอาชีพ ระหว่างนั้นรัฐบาลขู่ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าถ้าระบาดรอบ ๒ จะทําอย่างไร ปลดล็อกเฟส ๒ (Phase 2) ก็แล้ว เฟส ๓ (Phase 3) ก็แล้ว ศบค. ก็ยังพูด เหมือนเดิมว่าถ้าเปิดผับ (Pub) แล้วระบาดรอบ ๒ จะทําอย่างไร กลุ่มท้ายขบวนกลุ่มนี้ อดทนครับ สุดท้ายกว่าจะปลดล็อกพวกเขาไม่มีรายได้อยู่ ๔ รอบบิลเต็ม ๆ ครับ พวกเขา กลับมามีความสุข มีงานทําอีกครั้งอยู่ประมาณ ๑๐ วัน ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่จังหวัดระยอง และกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นปฏิกิริยาของท่านนายกรัฐมนตรี ทั้งคําพูดต่าง ๆ และการรวบผู้ประท้วงที่มาถือป้ายอย่างที่หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ผมคิดว่าอันนี้เห็นได้ชัดเจนมากว่าที่ผ่านมานโยบายทั้งหมดมีไว้เพื่อให้ผู้โดยสารชั้น ๑ ในประเทศนี้รู้สึกปลอดภัยเท่านั้น โดยที่ไม่ได้ใส่ใจกลุ่มอื่นเลย ที่ผ่านมารัฐบาลภูมิใจ กับเลขศูนย์มากมาย ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ฟังครับว่าภายใต้เลขศูนย์นั้นมีน้ําตา ของใครอยู่บ้าง ผมอยากจะเล่าถึงชีวิตของคน ๒ คนที่เป็นนักดนตรีกลางคืน คนที่ ๑ เป็นนักร้อง เป็นสุภาพสตรีอยู่ที่จังหวัดระยอง เธอเป็นนักดนตรีกลางคืนและเปิดร้านเสริมสวย ตั้งแต่เกิดวิกฤติ ทุกรายได้ ทุกช่องทางของเธอถูกปิดหมด เธอไม่มีรายได้อยู่ ๔ เดือน ทั้งร้านเสริมสวยก็ปิด ผับ (Pub) ก็ปิด แม้ว่าเธอจะได้เยียวยา ๕,๐๐๐ บาท แต่ที่สําคัญคือ เธอกําลังตั้งท้องอยู่ ๔ เดือน เธอไม่มีเงินแม้กระทั่งจะไปหาหมอเพื่อตรวจครรภ์ เธออดทน จนกระทั่งรัฐบาลปลดล็อก กลับไปทํางานที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะอดทนทําทั้งอุ้มท้องอย่างนั้น ได้อีกกี่เดือน แต่ผ่านไป ๑๐ วัน ก็เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น และวันที่เกิดเหตุการณ์เธอบอกว่า ลูกค้าในร้านของเธอไม่มีแม้แต่โต๊ะเดียว และไม่รู้ว่าจะต้องหยุดทํางานเมื่อไร คนที่ ๒ เป็นเพื่อนของผมเองอยู่ที่กรุงเทพฯ เล่นดนตรีกลางคืน เป็นมือกลอง เขามีคุณแม่อยู่ที่จังหวัด ทางภาคใต้และป่วยเป็นมะเร็ง ระหว่างเล่นดนตรีเมื่อก่อนทุก ๆ เดือนเขาจะต้องส่งเงินไป ทางใต้เพื่อให้คุณแม่ไปทําคีโม (Chemo) ช่วงวิกฤติโควิด (COVID) เขาไม่มีรายได้แม้แต่ บาทเดียว ไม่มีเงินที่จะส่งไปให้คุณแม่ทําคีโม (Chemo) และเมื่อเดือนที่แล้วคุณแม่ของเขา เสียชีวิตครับ นี่คือเลขศูนย์ที่รัฐบาลภูมิใจอยู่ทุกวัน และหากมีการระบาดรอบ ๒ เกิดขึ้นและ ท่านทําเหมือนเดิม คือล็อกไม่ให้คนกลุ่มนี้ทํามาหากิน จะมีอีกกี่ชีวิตที่จะต้องเผชิญชะตากรรมแบบ ๒ คนนี้ ๒ คนนี้คือคนที่อยู่บ้านหยุดเชื้อ เพื่อชาติ แล้วชาติเคยเห็นพวกเขาอยู่ในสายตาบ้างหรือเปล่า หรือชาตินี้สําคัญเพียงเพื่อ ความอบอุ่นใจของผู้โดยสารชั้นหนึ่งเท่านั้น ผมคิดว่ารัฐบาลต้องเลิกสะกดจิตประชาชนว่า ความสําเร็จของประเทศคือผู้ติดเชื้อต้องเท่ากับศูนย์เท่านั้นได้แล้วครับ หันมามองคนที่ หาเช้ากินค่ํา คนที่เสียน้ําตาอยู่ภายใต้เลขศูนย์ที่ท่านภูมิใจนักหนาว่าพวกเขาจะอยู่อย่างไร ถ้าท่านยังดําเนินนโยบายเหมือนเดิมคือทําอย่างไรก็ได้ให้ผู้ติดเชื้อเท่ากับศูนย์ แล้วหากรอบนี้ ไม่เท่ากับศูนย์อีกครั้งขึ้นมา ก็ไม่ใช่ความผิดของประชาชนแม้แต่คนเดียวด้วยซ้ํา แต่คือความผิดของคนที่คุมหัวรถจักรก็คือรัฐบาล ผมขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีมองเห็นคน เหล่านี้อยู่ในสายตาอยู่บ้าง ถ้าท่านจะมองเห็นความสําคัญของชีวิตของเพื่อนมนุษย์ เพราะถ้าท่านมองไม่เห็น ผมก็บอกตามตรงว่าประเทศนี้ไม่ต้องการผู้นําอย่างท่านครับ ผมขอให้ท่านลาออกไปเถอะครับ แล้วถ้าหากสิ่งที่ผมพูดแรงเกินไป ผมต้องขอฝาก ท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าผมขอโทษด้วยก็แล้วกันครับ ขอบคุณครับ