จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ หารือถึงช่องโหว่ในมาตรการควบคุมการเข้าประเทศที่อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง เรียกร้องให้ทบทวนการตรวจเชื้ออย่างเข้มงวด พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการกักตัว คัดกรองผู้เดินทาง รวมถึงการส่งเสริมมาตรการป้องกันส่วนบุคคลอย่างการใส่หน้ากาก ล้างมือ และรักษาระยะห่าง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและยืนยันศักยภาพของประเทศในการจัดการวิกฤติอย่างเป็นระบบ มีความชัดเจนในการปฏิบัติงานและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ทั้งท่านประธานชวน หลีกภัย ท่านประธานสุชาติ ตันเจริญ ที่ได้เปิดโอกาสให้ท่านคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว เสนอญัตติ เรื่องการหามาตรการป้องกันแล้วก็เยียวยาในส่วนของพี่น้องชาวจังหวัดระยอง เรื่องของ การติดเชื้อจากคนที่นํามาจากต่างประเทศในวันนี้ ผมในฐานะที่เป็นแพทย์ คุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ และพวกเราตระหนักในเรื่องของโควิด (COVID) หรือโคโรนาไวรัส (Coronavirus) มาตั้งแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๓ จําได้ว่าวันนั้นเราได้เสนอญัตติ แล้วก็ได้ มีการอภิปรายกัน ในขณะนั้นประเทศไทยติดเชื้อแค่ ๘ คน มีพี่น้องจากประเทศจีนแค่ ๒,๐๐๐ กว่าคน วันนี้ ๑๓ ล้านคนแล้ว และที่สําคัญ ณ วันนี้ถ้าเรานึกภาพเหตุการณ์ตั้งแต่ ๔-๕ เดือนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ก่อนที่จะมีเหตุการณ์วันที่ ๑๐ ของลูกสาว วันที่ ๑๑-๑๒ ของ ทหารอียิปต์นั้น พี่น้องประชาชนทุกคนเสียสละ ทุกคนตั้งใจอดทนปฏิบัติตามที่รัฐบาลขอร้อง เพราะอะไรครับ ก็หวังว่าโคโรนาไวรัส (Coronaviruses) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้น จะหมดไป ก็หวังว่าเศรษฐกิจปากท้องเขาจะดีขึ้น ขณะนี้เศรษฐกิจปากท้องเริ่มที่จะดีขึ้น ในช่วงที่มีมาตรการคลายล็อกในเฟส ๕ (Phase 5) ทุกคนพอจะยิ้มออกได้บ้าง แล้วการที่ สถิติไม่มีผู้ติดเชื้อถึง ๔๙ วันในประเทศ โดยเฉพาะถึงวันที่ ๑๑-๑๒ นั้น ๔๙ วัน เราก็ค่อย รู้สึกอุ่นใจ พี่น้องจากทุกอาชีพเริ่มมีความสุขขึ้นมาบ้าง แต่ปรากฏว่าเหมือนฟ้าผ่าเข้ามาใน ห้วงของวันที่ ๑๐ ตั้งแต่วันที่ ๘ ทหารอียิปต์เข้ามา วันที่ ๙ เดินทางไปต่างประเทศ และวันที่ ๑๐ กลับเข้ามาใหม่ วันที่ ๑๑ ตรวจแต่ว่ายังไม่เจอ วันที่ ๑๒ เจอ แล้วเดินทางกลับ รวมทั้ง อีกเคส (Case) หนึ่ง วันที่ ๘ วันที่ ๙ และวันที่ ๑๐ ใกล้เคียงกัน ผมจะนําในหลายเรื่อง เรื่องแรก คือเรื่องระบบของการทํางาน สืบเนื่องจากมีคําสั่งของศูนย์บริหารสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ที่ ๗/๒๕๖๓ เรื่อง แนวปฏิบัติตามข้อกําหนดออกตามความมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหาร ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๖) แล้วก็มีบัญชีแนบท้าย ในบัญชีแนบท้าย ผมจะเรียนว่าแบ่งไปตั้งแต่การเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร (๑) ผู้มีสัญชาติไทย (๒) ผู้มีเหตุยกเว้นกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน กําหนด อนุญาต หรือเชิญให้เข้ามาในราชอาณาจักรได้ตามความจําเป็น โดยอาจกําหนด เงื่อนไขและเงื่อนเวลาก็ได้ กรณีที่ ๓ ข้อ ๑ (๓) ตรงนี้ประเด็นคือบุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐต่างประเทศ ซึ่งมาปฏิบัติงานในประเทศไทย หรือบุคคลในหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นตามที่กระทรวง การต่างประเทศอนุญาตตามความจําเป็น ตลอดจนคู่สมรส บิดามารดา หรือบุตรของบุคคล ดังกล่าว อันนี้คือเกี่ยวข้องเรื่องของบุตร ขอข้าม (๔) และ (๕) คือเป็นเรื่องผู้ควบคุม ยานพาหนะหรือเจ้าหน้าที่ประจํายานพาหนะ ซึ่งจําเป็นต้องเดินทางเข้ามาตามภารกิจ และมีกําหนดเวลาเดินทางออกนอกราชอาณาจักรชัดเจน ในนี้จะมีบัญชีว่ามาตรการ ก่อนเข้ามาและขณะเข้ามาทําอย่างไร ผมมาอ่านเปรียบเทียบทั้งหมด คือผมเห็นด้วย กับคุณหมอชลน่านว่าในเรื่องของวิธีการ เป้าหมายของบุคคลที่เข้ามาในข้อกําหนดนี้ เป้าหมายตรงกันคือ ๑. ไม่ให้มีเชื้อเข้ามาในประเทศ ไม่ให้คนไทยตระหนก ไม่ให้คนไทย เสียขวัญ ๒. เราต้องให้ผลสัมฤทธิ์ทั้งหมดสัมฤทธิ์ผลด้วย เพราะฉะนั้นเป้าหมายตรงกัน แต่วิธีการอาจจะต่างกันอย่างข้อหนึ่งของคนไทยมีตั้ง ๕-๖ ข้อ มีรายละเอียดมาก ให้ตรวจเชื้อ ห่างกัน ๒ ครั้ง ห่างกันกี่วันรายละเอียดเยอะเลย ข้อ ๓. มีการตรวจเชื้อ แต่ข้อ ๕ ผมยังไม่เห็นว่า ให้มีการตรวจเชื้อมีแต่การเฝ้าตรวจระวังโดยแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ซึ่งอันนี้ เป็นวิธีปฏิบัติที่ผมต้องเรียนว่าไม่น่าจะหลุดรอดไปในเรื่องของการตรวจเชื้อ เพราะฉะนั้น จะนําเรียนถามว่าข้อปฏิบัติตรงนี้เราจะปรับให้เป็นมาตรฐานที่คนไทยทั้งประเทศ สบายใจได้ไหม โดยเฉพาะข้อ ๑ (๕) คือให้มีข้อ ๑ คัดกรอง ข้อ ๒ ยื่นเอกสาร ข้อ ๓ ใช้ระบบสื่อสาร ติดตาม แอปพลิเคชัน (Application) ข้อ ๔ ให้เข้ากักกันโดยไม่ได้บอกถึงการตรวจเชื้อ เพราะฉะนั้น จะเป็นจุดที่ทําให้เกิดช่องว่างหรือเปล่า แต่คนอื่นมีหมด นี่คืออยากเรียนถามว่ารัฐบาล จะแก้อย่างไร ข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ในช่วงที่เราปฏิบัติการตรงนี้ผมก็ไม่ได้เห็นว่าการที่มีข้อระเบียบตรงนี้ ก็มีเถอะ แต่เราต้องมีวิธีการที่รัดกุมเบ็ดเสร็จ จะเรียกว่าวัน สต็อป เซอร์วิส (One Stop Service) ก็ได้ ทุกอย่างดูแลหมด แต่ต้องทําให้เสร็จโดยที่ผลสัมฤทธิ์ของเขาตรงกันกับทุกคน ที่อยู่ใน ๕ ข้อนี้ ไม่ได้มีความแตกต่างกัน แต่ว่าเราต้องทุ่มเทสรรพกําลัง เช่น เราจะทําสแวบ (Swab) ตรวจ ก็ขอให้มีทีมงานทําหรือว่าตรวจคณะที่ไปพัก โดยเฉพาะที่เดินทางถ้าเป็น ข้อ ๑ จะดูอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกระบวนการเราต้องตามเขาไปดู นี่เป็นช่องว่างการเข้าไป กักตัวตามที่ทาง ศบค. กําหนดให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขตามไปดูหรือเปล่า ถ้าตามไปดูแล้ว ปรากฏว่าไปพักอยู่คอนโดมิเนียม ไปพักอยู่โรงแรม แล้วปรากฏว่าอยู่โรงแรมแล้วมีการ ออกไปนอกสถานที่แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ออกไปชอปปิง (Shopping) ไปอะไรต่าง ๆ ก็ทําให้ กลุ่มนี้สร้างภาระให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเขาต้องไปตาม ไปตรวจดูขึ้นลิฟต์ตัวไหน เบอร์ไหน มีคนอยู่กี่คน นั่งรถอย่างไรบ้าง กลุ่มเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย และห้างร้านต่าง ๆ ทําให้ เกิดผลที่ต้องใช้เวลา ใช้คนมากมาย เครื่องบินที่เข้ามาก็ทั้งหมด ๒๕๐ กว่าคนที่นั่งมาอะไร ต่าง ๆ เป็นภาระต่าง ๆ มากมาย แล้วรวมไปถึงนักเรียนต้องปิดโรงเรียน เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจึงเรียนว่าทําอย่างไรในเรื่องของข้อปฏิบัติให้ละเอียด ถ้าตัดวงจรได้โดย อยู่แต่ในห้องที่กักกันก็ไม่ต้องมีไปตรวจตามห้าง ห้างก็ไม่ต้องตื่นตระหนก พ่อค้าแม่ค้าก็ไม่ต้อง กังวลว่าจะขายของไม่ได้ว่าจะมีโควิด (COVID) มาหรือเปล่า จะติดเชื้อมาหรือเปล่า มีงานวิจัยครับวิจัยคือ ๑. การใส่แมสก์ (Mask) หรือหน้ากากอนามัย ถ้าคนไม่ได้ติดเชื้อคุย กับคนติดเชื้อ ใส่แมสก์ (Mask) คนไม่ติดเชื้อป้องกันได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คือโอกาสเสี่ยง ลดลง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าคนติดเชื้อใส่ คนไม่ติดเชื้อไม่ได้ใส่ โอกาสลดถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าติดเชื้อแล้วใส่พร้อมกันลดไปถึง ๙๘.๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการใส่แมสก์ (Mask) ผมยืนยันว่าต้องใส่ ล้างมือ และรักษาระยะห่าง การไอ การจาม ก็เหมือนกัน อุณหภูมิ บ้านเราไอปุ๊บ ๒๕ องศาเซลเซียส เชื้อตายภายใน ๓ นาที แต่ถ้าอยู่ในเมืองหนาวเชื้อตาย ภายใน ๓ ชั่วโมง เป็นต้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของการให้ความรู้ ในเรื่องของความตื่นตระหนก ในเรื่องของการให้ความมั่นใจ ผมต้องเรียนว่าขณะนี้การสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจ เป็นเรื่องสําคัญ ขณะนี้ทางคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ท่านเดินทางไปที่จังหวัดระยอง เมื่อเช้าท่านก็เดินตลาดฟังความคิดเห็น ตอนบ่ายก็จะประชุม ร่วมกันกับคณะนักธุรกิจกับผู้ซึ่งได้รับผลกระทบ นี่คือการที่เราต้องช่วยเหลือเยียวยา การเยียวยาเป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่าขณะนี้พี่น้องชาวจังหวัดระยองหรือจังหวัดใกล้เคียง ที่ได้รับผลตรงนี้เขาหนักนะครับ จากที่กําลังจะดีขึ้นกลับกลายเป็นว่าพ่อค้าขายของไม่ได้ นักธุรกิจต่าง ๆ เป็นข่าวคราวเยอะแยะ การจองเรือ จองเครื่องบิน จองรถ จองโรงแรม เสียหายไปหมดเลย นี่คือต้องเยียวยา ให้กําลังใจ และที่สําคัญผมต้องเรียนว่าการจัดระบบ การตรวจ ผมไม่ได้โทษทางเจ้าหน้าที่ เพราะว่าผมเป็นแพทย์ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทํางานเต็มที่ ทุ่มเท แต่ขอให้วางระเบียบ วางกฎ วางแนวทางให้ดี เจ้าหน้าที่เขาจะดําเนินการตามได้ ถูกต้อง ปฏิบัติด้วยความชอบและมีความมั่นใจ เพราะฉะนั้นต้องนําเรียนเลยว่าที่เห็นอยู่ ขณะนี้ กอดระยองด้วยสองมือเรา เป็นแฮชแทก (Hashtag) ที่ตอนนี้กําลังดูแลกันอย่างเต็มที่ นี่คือส่วนหนึ่งที่เป็นกําลังใจให้กับพี่น้องชาวจังหวัดระยอง นอกจากนั้นในเรื่องที่ผมเรียนว่า การติดเชื้อ ผู้ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นแบบใกล้ชิด แบบที่อยู่ห่าง เราต้องตรวจ และดูแลให้ความมั่นใจ ให้กําลังใจ ตัดวงจร และที่สําคัญก็คืออยากให้ทั้ง ๒ เคส (Case) นี้ เป็นเคส (Case) ตัวอย่างสุดท้าย ผมต้องย้ําว่าสุดท้ายจริง ๆ ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเลย และการวางระบบ การวางระเบียบต่าง ๆ ตลอดจนแนวปฏิบัติขอให้เป็นแนวทางที่ พี่น้องประชาชนเขามีความสบายใจ ไม่ตื่นตระหนกและภาคภูมิใจว่าเราจะพาประเทศ ให้พ้นวิกฤติต่อไป ให้ทุกท่านได้มีความสบายใจ มีเงิน เศรษฐกิจดี ปากท้องต้องดี เศรษฐกิจ ต้องดี สุขภาพต้องดี และความเชื่อมั่นต้องเกิด ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ