ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายประเด็นความเสี่ยงจากการระบาดซ้ำของโควิด-19 โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทบทวนมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ไม่ได้รับสิทธิอย่างเต็มที่ กลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็กแรกเกิดที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาตามกำหนด รวมถึงปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ชายแดนที่ไร้สถานะและไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากรัฐ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐเร่งพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและทั่วถึง ทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา ค่าครองชีพ และการคุ้มครองเด็กและกลุ่มเปราะบางในระยะยาว.
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัด อ่างทองครับ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปรายสนับสนุนญัตติที่พูดถึงความเสี่ยง ที่อาจจะเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Corona 2019) ระลอกที่ ๒ ไม่ว่าจะเป็นญัตติด่วนด้วยวาจาของคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ญัตติที่เป็นเอกสารของคุณหมอ บัญญัติ เจตนจันทร์ และคุณสมพงษ์ โสภณ ผมคิดว่าทั้ง ๓ ท่านได้พูดชัดครับว่าประเด็น ความเสี่ยงหรือการที่เราจะต้องเตรียมการในตรงนี้มิได้หมายถึงเฉพาะพื้นที่ของจังหวัดระยอง ซึ่งมีการพบผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเท่านั้น มิได้หมายถึงเฉพาะกรุงเทพมหานครซึ่งมีกรณีลูกของ ท่านอุปทูตที่มีการติดเชื้อเท่านั้น แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่สภาแห่งนี้จะได้ช่วยกัน ทบทวนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการระบาดของไวรัสโคโรนา (Corona) ตั้งแต่รอบแรก ในเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องมาเดือนมีนาคมจนถึงวันนี้เกือบ ๕ เดือนแล้วที่มีการประกาศใช้ พระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นยังมีพี่น้องประชาชนที่ยังอยู่ ในภาวะที่ได้รับผลกระทบและไม่ได้รับการเยียวยาอยู่อีกทั้งหมดเป็นจํานวนเท่าไร เขาอยู่กัน อย่างไรบ้าง ผมมีตัวอย่างรูปธรรมอยู่ทั้งหมด ๕ กลุ่มด้วยกันครับเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น และผมคิดว่าเสียงสะท้อนจากสภาแห่งนี้ก็จะเป็นเสียงที่ส่งไปยังรัฐบาลให้ช่วยกันดูแลว่า ท่านดูแล ๕ กลุ่มเหล่านี้อย่างไรบ้างครับ
กลุ่มที่ ๑ เพื่อนสมาชิกของผมท่าน ส.ส. สุเทพ อู่อ้น ท่านได้พูดถึงแรงงาน ที่อยู่ในระบบประกันสังคม แต่ในความเป็นจริงยังมีแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมอยู่ อีกจํานวนหนึ่งที่ถูกโยนไปโยนมาระหว่างการเยียวยาจากโครงการเราไม่ทิ้งกัน แต่ไม่รู้วันนี้ ใครทิ้งใคร กับเรื่องของการเยียวยาจากกองทุนประกันสังคม ตัวเลขล่าสุดที่ผมมีอยู่ในมือ ทั้งหมด ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ส่วนหนึ่งคือการจ่ายเงินสมทบไม่ครบ ๖ เดือนตามมาตรา ๓๓ ตรงนี้มีอยู่ทั้งหมด ๕๙,๗๗๖ คน เขาไม่อาจได้รับการเยียวยาจากกองทุนประกันสังคม พอไปขอเราไม่ทิ้งกันก็ถูกปฏิเสธ ณ ขณะนี้ที่ผมทราบมาล่าสุดก็คือกระทรวงแรงงานส่งเรื่อง ไปที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อขอใช้เงินกู้มาเยียวยา เม็ดเงินไม่เยอะ เลยครับ ๓ เดือน ๘๙๖ ล้านบาท แต่ยังไม่ได้มีการอนุมัติแต่ประการใด นี่เขาตกงานตั้งแต่ เดือนมีนาคม อีกกลุ่มหนึ่งพวกเราอาจจะไม่ทราบคือกลุ่มผู้ประกันตนที่เกิน ๖ เดือน ในกลุ่มนี้เราเข้าใจว่าเขาได้รับการเยียวยา ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่เงินเยียวยา คือเงินที่เขาได้รับจาก การที่ตกงาน ไม่ได้ทํางานต่อ เราเข้าใจว่าเขาได้รับ ๕,๐๐๐ บาท กระทรวงแรงงานให้ข้อมูล ชัดเจนว่าตรงนี้มีอีกทั้งหมดประมาณ ๘๖,๑๒๘ คน เขาจ่ายเงินประกันสังคมน้อยเพราะฐาน เงินเดือนเขาน้อย ได้รับการเยียวยาไม่ถึง ๕,๐๐๐ บาท กระทรวงแรงงานของบประมาณ ในการเยียวเพิ่มเติมอีกทั้งหมด วงเงินอยู่ที่แค่ ๗๗๕ ล้านบาท แต่พวกเขายังไม่ได้ นี่ก็ ๔-๕ เดือนเช่นเดียวกัน นั่นเป็นกลุ่มที่ ๑ ที่ผมคิดว่าอยากจะส่งสาส์นไปยังรัฐบาล
กลุ่มที่ ๒ กลุ่มเด็ก ๆ ที่เปิดเทอม เปิดการเรียนการศึกษา ผมเห็นความ พยายามในการส่งหนังสือทําความเข้าใจชี้แจง ทั้งจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังโรงเรียน ต่าง ๆ ทั้งจากกระทรวงมหาดไทยที่กํากับดูแลศูนย์เด็กเล็กที่อยู่ในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มารายงานที่ คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความ หลากหลายทางเพศ ก็เห็นภาพว่าเราเตรียมการอย่างไร แต่ถ้าลงกันลึก ๆ ในรายละเอียดแค่ แมสก์ (Mask) ๓ ชิ้นต่อ ๑ วัน ที่เขาต้องพาไปโรงเรียน ผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่าย แค่เรื่องของชุดนักเรียนซึ่งวันนี้ผู้ปกครองตกงานอยู่แล้วจะเอาอย่างไร และสิ่งที่มากกว่านั้น พอมีการสลับเวลาเรียน มีการต้องพัก บางคนไปเรียนแค่ครึ่งวัน บางคนเรียนไม่ครบวัน กลับบ้านไปก่อน นั่นคือ ๑ ในความเสี่ยง ๖ ประการที่องค์กรเด็กทั่วโลกวิเคราะห์มาตรงกัน หมดเลยว่านี่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิดทางเพศ สุ่มเสี่ยงต่อการที่เด็กจะเข้าสู่วงจรของ การถูกใช้ความรุนแรง สุ่มเสี่ยงต่อการที่เด็กจะออกจากวงจรการศึกษามากขึ้น เร็วขึ้น ผมเข้าใจว่าตรงนี้มากกว่าการแค่เงินเยียวยาหรือการช่วยเหลือในระยะสั้น แต่ท่านอาจจะ ต้องเริ่มทบทวนกันในระยะยาวเหมือนกันว่าเรากําลังผลักให้เด็กกลุ่มหนึ่งออกจากวงจรหรือ เข้าสู่ความเสี่ยงอันตรายหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าเราพูดกันไม่มากนักในประเด็นเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) แต่นี่คือ ๑ ใน ๖ เรื่อง แค่เท่านั้นที่ผมยกตัวอย่างเรื่องเด็ก นั่นคือกลุ่มที่ ๒
กลุ่มที่ ๓ คือกลุ่มประชากรกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ ผู้พิการที่มีบัตรผู้พิการอยู่ทั้งหมด ๑,๗๐๐,๐๐๐ คนโดยประมาณ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ ผู้สูงอายุซึ่งมีอยู่ทั้งหมดประมาณ ๔ ล้านคน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของเด็กซึ่งขณะนี้เข้าถึงและ ได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดอยู่ทั้งหมดประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน ที่ผมต้องพูดถึงกลุ่มนี้ เพราะอะไร รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยรองโฆษก รัฐบาลประกาศใหญ่โตว่าเงินที่กําลังจะได้รับเพิ่มขึ้นนั้น อย่างน้อยที่สุดโดยประมาณ ๓ เดือน เพิ่มขึ้นคนละ ๑,๐๐๐ บาท สําหรับกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ จะต้องได้รับมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ล่าสุดไม่กี่วันมานี้ขยับมาอีกแล้วว่าเดือนมิถุนายนไม่ทันขอเป็นเดือนกรกฎาคมได้ไหม ต้นเดือนกรกฎาคมก็ผ่านไปแล้วก็ยังไม่ทันอยู่ดี เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุเหล่านี้ก็รอการเยียวยา ในประชากรกลุ่มเปราะบางที่ผมกําลังพูดถึง ข้อมูลตัวเลขล่าสุดผมอ่านในสื่อมวลชนพบว่า รัฐบาลให้คํามั่นสัญญาว่า ๒๐ กรกฎาคมนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้วที่รัฐบาลมั่นใจและตั้งใจว่า เงินเยียวยากลุ่มนี้จะถึงพี่น้องประชาชนกลุ่มที่เป็นผู้เปราะบาง ผมจึงจําเป็นต้องทําหน้าที่ แทนพวกเขาในการทวงสัญญาว่านี่จะไม่ใช่มีการเลื่อนเวลาอีกแล้วใช่หรือไม่ เราไม่อยากให้มี ปรากฏการณ์ผู้สูงอายุที่เสียชีวิต เด็กที่ไม่มีผู้ดูแล คนพิการที่อยู่ในสถานะเปราะบางอยู่แล้ว กลับต้องรับทุกข์ระกําที่มากขึ้นไปกว่านี้อีก นั่นเป็นกลุ่มที่ ๓
กลุ่มที่ ๔ แต่เดิมผมไม่เคยมีข้อมูลกลุ่มนี้ เพราะผมเข้าใจว่ากรณีของพี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมีเยอะแยะมากมายอยู่ในผืนแผ่นดินประเทศไทย สถานการณ์โควิด (COVID) ที่เกิดขึ้นในระลอกแรกและกําลังอาจจะเกิดขึ้น ซึ่งผมยังมั่นใจว่าถ้าเราช่วยกันดี ๆ ก็อาจจะไม่ถึงขนาดนั้นในระลอกที่ ๒ ได้ผลักดันให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งเคยมาทํางาน ในเมืองเดินทางกลับบ้านกลับภูมิลําเนา ท่านประธานอาจจะได้ตามในข่าวจะเห็นว่ามีการปิด หมู่บ้าน มีการปิดอะไรต่าง ๆ ซึ่งผมเข้าใจว่าการกักตัวแบบนั้นก็น่าจะนําไปสู่ความปลอดภัย ไม่น่าจะมีโควิด (COVID) ที่ตามเข้าไปในหมู่บ้าน พวกเขาเองน่าจะได้รับการดูแลที่ดี มีข้าวปลาอาหารกิน แต่เกิดอะไรขึ้นครับ พี่น้องจากตําบลแม่สามแลบ อําเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มาร้องไห้ที่สภาแห่งนี้ ที่ห้องแถลงข่าวชั้น ๑ ของรัฐสภา พี่น้องตําบล แม่สามแลบ อําเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มาด้วย ๔ เหตุผลย่อย ๆ ด้วยกัน เหตุผลที่ ๑ คือ ๓-๔ เดือนที่ผ่านมา มีคนที่ตกงานกลับไปอยู่ในหมู่บ้าน ฆ่าตัวตายไปแล้วซึ่งยังไม่นับรวม ข้อมูลส่วนกลางทั้งหมดที่มี ๔ ราย มีความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงในชุมชนที่สูงขึ้น คนเครียดนะครับ ตกงาน ไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ ทํามาหากินก็ไม่ได้ เด็ก ๆ มีความเสี่ยงที่ต้อง หลุดจากระบบการศึกษา เพราะวันนี้ศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ ที่อยู่ตามตะเข็บชายแดน เกือบทั้งหมดยังไม่ได้เปิด และที่สําคัญไปมากกว่านั้นกรณีของการที่ไร้สถานะ ไร้บุคคลของเขา ผมก็ไม่เคยมีความรู้มาก่อนว่าเขาทํางานเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็แล้วแต่ แล้วเขายื่นขอสถานะ พิสูจน์สถานะต่าง ๆ หมดแล้ว เรื่องกําลังอยู่ในกระทรวงมหาดไทย แต่พอเขาไม่มีเลขบัตรประจําตัวประชาชน ๑๓ หลัก เขากลายเป็นผู้ไม่ได้รับการเยียวยา ตกหล่นจากรัฐบาล ยกตัวอย่าง ชุมชนเดียวเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าวันนี้ยังมีพี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่อีกเยอะแยะไปหมดเลยครับที่กําลังประสบสถานการณ์ แบบเดียวกัน เขามาในสภาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วพวกเราก็ช่วยเหลือไปในระดับหนึ่งครับ มีการขนข้าวปลาอาหารไป รัฐบาลบอกไม่ให้เขาเคลื่อนย้ายไปไหน แต่วันนี้เขากําลัง จะอดตายครับ นั่นเป็นกลุ่มที่ ๔ ที่เกิดขึ้นครับ
กลุ่มที่ ๕ สด ๆ ร้อน ๆ เลยครับ สถานการณ์ของจังหวัดระยองที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียงครับ เช่น พื้นที่เมืองพัทยา พื้นที่จังหวัดชลบุรี เราอาจจะ ถกเถียงกันได้ว่าเรายอมรับอาชีพของการทํางานเป็นพนักงานบริการนั้นถือว่าเป็นอาชีพหรือไม่ ความจริงถ้าจะต้องยกเลิกแก้ไขกฎหมายค้าประเวณีก็อาจจะเป็นอีกเวทีหนึ่งที่ต้องพูดกัน แต่กลุ่มที่เป็นพนักงานบริการหรือในภาษาอังกฤษที่เรียกว่าเซ็กส์ เวิร์กเกอร์ (Sex workers) กลุ่มนี้ตกงาน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เดิมเขาคิดว่าจะกลับมาดีขึ้น เริ่มมีงาน เริ่มมีอาชีพ ทํามาหากินกันได้ แต่ปรากฏสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดระยองทําให้โอกาสที่เขาจะตกงาน ต่อเนื่องไปมากกว่านี้ยังมีอยู่ เมื่อวานหลายองค์กรติดต่อมาทางพวกผมบอกจะช่วยเหลือกัน อย่างไร พวกผมบอกว่าก็คงได้แต่การช่วยเบื้องต้นแล้วมาดูกันในระยะยาวครับ ทั้ง ๕ กลุ่ม ที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบที่ต่อเนื่องมาจากการระบาดของโควิด ๒๐๑๙ (COVID 2019) รอบแรก หากวันนี้เราเยียวยากลุ่มนี้ได้เราก็จะนําไปสู่แนวทางการป้องกันกับกรณีที่อาจจะ มีความเสี่ยงในระลอกที่ ๒ ได้ ผมไม่ต้องการการลาออกจากท่านนายกรัฐมนตรี แต่ผมคิดว่า วันนี้ที่ยิ่งใหญ่ไปมากกว่านั้นคือความรับผิดชอบของท่านที่จะมาช่วยกันว่ายังมีใครตกหล่น แล้วเราจะช่วยเหลือไม่ให้เขาตกหล่น เยียวยาเขาให้ทั่วถึงได้อย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ