ไกลก้อง แจงแนวทางพัฒนารัฐสภาสมัยใหม่ เปิดข้อมูล-ใช้เทคโนโลยี-รักษาความปลอดภัย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๓

ไกลก้อง ไวทยการ หารือการพัฒนาระบบสารสนเทศและบริการข้อมูลในอาคารรัฐสภาใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์รัฐสภาสมัยใหม่ที่เปิดเผยและมีประชาชนมีส่วนร่วม โดยเสนอให้รวมบัตรแสดงตนและบัตรลงคะแนนเป็นบัตรเดียวด้วยเทคโนโลยีสมาร์ตการ์ดหรืออาร์เอฟไอดี พร้อมมาตรการป้องกันการเสียบบัตรแทนกันด้วยระบบยืนยันตัวตนสองชั้น การบันทึกเวลาและตำแหน่ง และการติดตั้งกล้องวงจรปิด นอกจากนี้ยังเสนอให้เปิดเผยผลการลงคะแนนแบบดิจิทัลเรียลไทม์ เสริมระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พัฒนาอาคารให้อัจฉริยะและประหยัดพลังงานด้วยเซนเซอร์ตรวจวัดการใช้พลังงานและก๊าซเรือนกระจก รวมถึงระบบนำทางดิจิทัลสำหรับผู้พิการ พร้อมปรับปรุงระบบสารสนเทศให้โปร่งใสและปลอดภัย ทั้งการพัฒนาเว็บไซต์ให้เข้าถึงได้ง่ายตามมาตรฐานสูงสุด การเปิดเอพีไอให้นักพัฒนาใช้ข้อมูลต่อยอด การใช้ระบบอีเมลกลางภายใต้โครงการกัฟเวิร์นเมนต์คลาวด์ และการจัดซื้อโปรแกรมแปลงไฟล์ที่รองรับภาษาไทยอย่างถูกต้อง สุดท้ายเสนอให้ยกระดับการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียด้วยการพัฒนาทักษะบุคลากร การใช้เทคโนโลยีแปลงเสียงเป็นข้อความ และการสร้างสื่อใหม่เพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน

นายไกลก้อง ไวทยการ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ไกลก้อง ไวทยการ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ กิจการสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการพัฒนาระบบ บริการสารสนเทศอาคารรัฐสภาแห่งใหม่และพัฒนาการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ การศึกษาระบบบริการสารสนเทศอาคารรัฐสภาแห่งใหม่และการพัฒนา การดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้มียุทธศาสตร์เพื่อที่จะมุ่งไปสู่การเป็นรัฐสภา ที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ เปิดเผย และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือที่เรียกว่า สมาร์ต แอนด์ โอเพน พาร์เลียเมนต์ (Smart and Open Parliament) การศึกษาในการที่ จะทำไปสู่ยุทธศาสตร์นี้จะทำใน ๒ เรื่องด้วยกัน ในรายงานได้บอกถึงรายละเอียด ในการศึกษาไว้ ๒ เรื่องหลัก ๆ ด้วยกัน ก็คือ ๑. ระบบสารสนเทศอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ๒.ระบบบริการสารสนเทศที่จะให้บริการข้อมูลข่าวสารที่สำคัญกับบุคลากรในวงงานรัฐสภา และประชาชนทั่วไป เพื่อเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน

ในส่วนของการศึกษาเรื่องระบบบริการสารสนเทศของอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เราศึกษาเรื่องแรกนั่นก็คือเรื่องของระบบการแสดงตนและระบบการลงคะแนน ด้วยสมาร์ตการ์ด (Smart Card) ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สะท้อนมา ในคณะกรรมาธิการว่าบัตรประจำตัวของท่านสมาชิกมีเยอะเกินไป ซึ่งจริง ๆ แล้วมีอยู่ ๓ ใบ ๓ ใบนั่นก็คือ ๑. บัตรประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒. บัตรแสดงตนที่ติดที่หน้าอก ของท่าน ๓. บัตรที่ท่านใช้สำหรับใส่ในเครื่องเสียบบัตรลงคะแนนเพื่อลงคะแนน ดังนั้น ปัจจุบันมี ๓ ใบ คณะกรรมาธิการได้ศึกษาในเรื่องนี้แล้วก็ได้มีแนวทางว่าจริง ๆ แล้ว จำนวนบัตรสามารถลดลงเหลือ ๑ ใบก็ได้ เช่นใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพื่อใช้ใน การแสดงตน และเสียบบัตรลงคะแนน เพราะว่าบัตรประจำตัวประชาชนมีความสามารถ มีชิปการ์ด (Chip Card) ที่เป็นสมาร์ตการ์ด (Smart Card) บรรจุอยู่ในบัตรอยู่แล้ว ซึ่งบัตร ที่ใช้เสียบบัตรลงคะแนนก็มีชิปการ์ด (Chip Card) อยู่เช่นกัน แนวทางที่ ๒ คือทำบัตรใหม่ ที่มีความสามารถ คือสามารถแตะบัตรแสดงตนก่อนที่ท่านจะเข้าห้องประชุมได้ หรือว่า สามารถใช้เสียบบัตรในเครื่องเสียบบัตรลงคะแนนได้เช่นกัน นั่นก็คือใช้ความสามารถของ เทคโนโลยีที่เรียกว่าอาร์เอฟไอดี (RFID) และชิปการ์ด (Chip Card) ในบัตรเดียวกัน

ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษานั่นก็คือประเด็นการเสียบบัตร แทนกัน แน่นอนครับ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรท่านพูดอยู่เสมอว่าการเสียบบัตรแทนกัน เป็นเรื่องของจิตสำนึกพื้นฐานของการปฏิบัติหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร แต่อย่างไรก็ตาม การออกแบบระบบที่ดีจะสามารถป้องปรามปัญหาการเสียบบัตรแทนกันได้ เนื่องจาก แนวทางที่คิดว่าเหมาะสมก็คือ ๑. ใช้ระบบยืนยันตัวตน ๒ ระบบพร้อมกัน นั่นก็คือเสียบบัตร และลายนิ้วมือ เป็นต้น อันที่ ๒ ก็คือเมื่อเสียบบัตรแล้วควรบันทึกด้วยว่าบัตรลงคะแนนนั้น ถูกเสียบ ณ เครื่องเสียบบัตรเครื่องไหน เวลาใด อันที่ ๓ ก็คือมีระบบซีซีทีวี (CCTV) เมื่อใช้ ควบคู่กันทั้ง ๓ ระบบก็จะเป็นแนวทางที่จะป้องปรามปัญหาเสียบบัตรแทนกันได้

เรื่องที่ควรจะกระทำอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเมื่อออกเสียงลงคะแนนแล้ว ผลการออกเสียงลงคะแนนควรจะมีการเปิดเผยเป็นลักษณะข้อมูลที่ออกมาจากเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลลงคะแนน หมายถึงว่าไม่ใช่พรินต์ (Print) ออกมาเป็นกระดาษ แล้วมาดูกัน แต่ออกมาเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ประมวลผลต่อได้ อาทิเมื่อท่านลงคะแนนแล้วมี ข้อมูลปรากฏที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของท่านสมาชิกว่าท่านลงคะแนนไปในเรื่องใด ทิศทางใด เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แล้วผลการลงคะแนนทั้งหมดเป็นอย่างไร อันนี้จะเป็นการศึกษา ในเรื่องแรกของระบบสารสนเทศอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

เรื่องที่ ๒ คือระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber) และการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลของระบบสารสนเทศอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ในเรื่องของความมั่นคง ปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber) นั้น เราถือว่ารัฐสภาเป็นสถาบันสารสนเทศที่สำคัญยิ่งยวด หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่าคริทิคัล อินฟอร์เมชัน อินฟราสตรักเจอร์ (Critical Information Infrastructure) ในส่วนนี้ก็คือเป็นสถานที่สำคัญที่จะต้องวางระบบรักษาความมั่นคง ปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber) ให้ได้มาตรฐาน รวมถึงคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งบุคลากร ในวงงานรัฐสภาและประชาชนทั่วไป การวางแผนเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber) ควรจะวางแผนร่วมกันทั้งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงาน เลขาธิการวุฒิสภา

ในการทำงานควรร่วมกับหน่วยงานภายนอก อย่างเช่นศูนย์ประสานงาน การรักษาความมั่นคงระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย หรือไทยเซิร์ต (ThaiCERT) อย่างไรก็ตาม การออกแบบระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber) ของอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ โดยเฉพาะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั้นมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่าเน็ตเวิร์ก โอเปอเรชัน เซ็นเตอร์ (Network Operation Center) และ ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber) หรือว่าซิเคียวริตี โอเปอเรชัน เซ็นเตอร์ (Security Operation Center) ในอาคารรัฐสภาแห่งนี้ ดังนั้นการออกแบบค่อนข้างจะได้ มาตรฐานตั้งแต่แรก รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐาน

เรื่องที่ ๓ คือการเป็นอาคารอัจฉริยะและอาคารประหยัดพลังงาน หรือ ที่เรียกว่าสมาร์ต แอนด์ กรีน บิลดิง (Smart and Green Building) รวมถึงระบบรักษา ความปลอดภัยภายในอาคาร อาคารรัฐสภาแห่งนี้ถูกออกแบบเป็นอาคารประหยัดพลังงาน แต่อย่างไรก็ตามในการก่อสร้างมีการปรับแบบไปบ้าง รวมถึงการที่ยังใช้ระบบประหยัด พลังงานอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่นการออกแบบหรือว่าปรับแต่งระบบไหลเวียนอากาศ ภายในอาคารรัฐสภา เป็นต้น

ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงเสนอในเรื่องของการลงทุนเพิ่มเติมในการติดตั้ง เซนเซอร์ (Censor) ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์ (Censor) ในการวัดอุณหภูมิ เซนเซอร์ (Censor) ในการใช้พลังงานของอาคารแห่งนี้ และเซนเซอร์ (Censor) ในการตรวจวัดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกของอาคารแห่งนี้ เพื่อให้เป็นกรีนบิลดิง (Green Building) ในส่วนของ สมาร์ตบิลดิง (Smart Building) อาคารรัฐสภาแห่งนี้ได้มีการติดตั้งระบบที่เรียกว่าดิจิทัล ไซเนจ (Digital Signage) ในห้องประชุมคณะกรรมาธิการ ซึ่งขณะนี้ถ้าท่านสังเกตจะเห็นว่า เริ่มมีการติดตั้งบ้างแล้ว รวมถึงระบบที่จะกระจายเสียงการประชุมไปในบริเวณต่าง ๆ ของอาคารรัฐสภา ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นทดสอบระบบ ระบบดังกล่าวรวมถึงระบบที่เป็นป้าย ดิจิทัล (Digital) ที่จะบอกทาง บอกข้อมูลข่าวสารกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอาคารรัฐสภา แห่งนี้ให้แก่ผู้ที่มาเยือนอาคารรัฐสภาหรือว่าผู้ที่ปฏิบัติงานในอาคารรัฐสภา รวมถึงสามารถ กดดูได้เป็นทัชสกรีน (Touchscreen) ที่จะดูได้ว่าจะไปในทิศทางไหน หรือว่าห้องไหน มีกิจกรรมอะไร แผนที่บอกทางต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้คณะกรรมาธิการได้เน้นย้ำไปถึงผู้ออกแบบ และติดตั้งระบบว่าควรออกแบบ ควรติดตั้งระบบ พัฒนาระบบให้เหมาะสมและเข้าใจง่าย รวมถึงผู้พิการที่มาใช้อาคารรัฐสภาแห่งนี้สามารถใช้งานระบบนำทางดิจิทัล (Digital) ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอาคารรัฐสภาแห่งนี้ได้

ในเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัย คณะกรรมาธิการเร่งให้ติดตั้งระบบ กล้องซีซีทีวี (CCTV) เพื่อรักษาความปลอดภัยให้ครอบคลุมในอาคารรัฐสภา รวมถึงระบบ ที่จะดูหรือว่าจัดการในการเข้าพื้นที่ของบุคลากรในวงงานรัฐสภาหรือว่าบุคคลภายนอก บุคคลทั่วไปให้ชัดเจน โดยใช้การเชื่อมข้อมูลกับบัตรแสดงตนของบุคลากรต่าง ๆ ที่จะอยู่ใน อาคารรัฐสภาแห่งนี้ รวมถึงฝ่ายรักษาความปลอดภัยก็ควรจะมีแผนเผชิญเหตุในกรณีต่าง ๆ หลากหลายกรณีที่จะเป็นเรื่องของภัยที่จะเกิดขึ้นในอาคารรัฐสภาแห่งนี้ด้วย

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของสารสนเทศในอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นั่นก็คือ ส่วนที่เป็นหอสมุดรัฐสภา พิพิธภัณฑ์รัฐสภา และหอจดหมายเหตุของรัฐสภา สิ่งที่ต้อง คำนึงถึง อาคารรัฐสภาแห่งนี้เป็นอาคารที่จะเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศต่อไป จะเป็น อาคารที่ประชาชนทั่วไป รวมถึงชาวต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมชมและติดต่อประสานงานกับ บุคลากรและหน่วยงานภายในอาคารแห่งนี้ ดังนั้นการที่จะต้องลงทุนเพื่อทำให้อาคารแห่งนี้ เป็นแหล่งเรียนรู้ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นสิ่งที่สำคัญ รวมถึง การที่จะต้องออกแบบพิพิธภัณฑ์ หอสมุด หอจดหมายเหตุของรัฐสภาให้เหมาะสมกับมูลค่า ของรัฐสภาที่ใช้เงินภาษีของประชาชนในการก่อสร้างนับหมื่นล้านบาท เพื่อให้รัฐสภากลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ พื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ ในการมี ส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คณะกรรมาธิการจึงเสนอให้หน่วยงานที่ รับผิดชอบในเรื่องของหอสมุด พิพิธภัณฑ์ และหอจดหมายเหตุเร่งไปทำงานกับผู้เชี่ยวชาญ ในการออกแบบหอสมุด พิพิธภัณฑ์ และหอจดหมายเหตุให้เหมาะสมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ที่สำคัญของประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง

ในส่วนของสารสนเทศอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ก็คือโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ หลัก ๆ จะมีประมาณ ๔ เรื่องด้วยกัน อีกส่วนหนึ่งที่จะต้องพูดถึงเป็นส่วนที่สำคัญก็คือ การบริการสารสนเทศของอาคารรัฐสภาแห่งนี้กับบุคลากรในวงงานรัฐสภาและประชาชน ทั่วไป เรื่องแรก ที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษาก็คือเรื่องเว็บไซต์ (Website) ของรัฐสภา เว็บไซต์ (Website) ของรัฐสภาเป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลที่สำคัญ แล้วก็เป็นพื้นฐาน ของรัฐสภา โดยเฉพาะรัฐสภาที่ต้องเปิดเผยข้อมูลกับประชาชน หรือที่เราเรียกว่าโอเพน พาร์เลียเมนต์ (Open Parliament) เว็บไซต์ (Website) ของรัฐสภาปัจจุบันยังมีความ ซับซ้อนอยู่ แล้วก็ยากในการเข้าถึงข้อมูล รวมถึงเป็นอุปสรรคกับผู้พิการทางสายตา คณะกรรมาธิการได้ศึกษาแล้วก็มีความเห็นว่าควรเร่งจัดทำพัฒนาเว็บไซต์ (Website) ใหม่ แล้วก็ให้ได้มาตรฐานที่เรียกว่าเว็บแอคเซสซิบิลิตี (Web Accessibility) เป็นมาตรฐานที่ จะทำให้ทุกกลุ่มคนเข้าถึงเว็บไซต์ (Website) ได้โดยง่าย และพัฒนาให้ถึงระดับทริปเปิลเอ (Triple A) หรือระดับสูงสุดของการชี้วัดของเว็บไซต์ (Website) ที่เข้ามาตรฐานเว็บ แอคเซสซิบิลิตี (Web Accessibility) การวางระบบเว็บไซต์ (Website) ควรวางระบบให้มี ช่องทางให้นักพัฒนาโปรแกรม นักพัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) มาพัฒนาต่อยอดได้ โดยเอาข้อมูลจากเว็บไซต์ (Website) ไปใช้ประโยชน์ หรือภาษาทางเทคนิคเรียกว่า แอปพลิเคชัน โปรแกรม อินเตอร์เฟซ (Application Program Interface) หรือว่าเอพีไอ (API)

อีกส่วนหนึ่งของการบริการสารสนเทศที่สำคัญก็คืออีเมล (Email) ระบบ อีเมล (Email) และระบบอีด็อกคิวเมนต์ (e-Document) หรือว่าระบบเอกสาร อิเล็กทรอนิกส์ หากท่านประธานจะสังเกตว่าอีเมล (Email) ของบุคลากรในวงงานรัฐสภา ส่วนใหญ่จะไม่ใช้อีเมล (Email) ที่อยู่ในโดเมน (Domain) ของรัฐสภา นั่นก็คือ พาร์เลียเมนต์ดอตจีโอดอตทีเอช (parliament.go.th) แต่เนื่องจากระบบเว็บเมล (Webmail) ของรัฐสภาเป็นระบบที่มีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้น้อยแล้วก็ไม่เสถียร ดังนั้น คณะกรรมาธิการจึงเสนอว่าระบบเว็บเมล (Webmail) ของรัฐสภาควรไปใช้สิ่งที่รัฐบาล ได้ลงทุนไว้ในเรื่องของกัฟเวิร์นเมนต์คลาวด์ (Government Cloud) เป็นระบบอีเมล (Email) กลางที่จะใช้ในหน่วยราชการ ซึ่งจะทำให้ลดเรื่องของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็น สายสื่อสารหรือว่าระบบอีเมล (Email) ของรัฐสภา ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ยังมีปัญหา ในเรื่องของมาตรฐานการแปลงไฟล์ (File) จากไฟล์ (File) เอกสาร เวิร์ดด็อกคิวเมนต์ (Word document) เป็นพีดีเอฟ (PDF) เรื่องนี้คณะกรรมาธิการเสนอให้ใช้โปรแกรม ที่มีมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ นั่นคือต้องลงทุนซื้อโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพในการแปลงไฟล์ (File) ให้แปลงเป็นเวิร์ดด็อกคิวเมนต์ (Word ducument) เป็นพีดีเอฟ (PDF) และมีความ เป็นภาษาไทยที่ถูกต้อง ณ ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องสระ วรรณยุกต์ที่ไม่เข้าที่เข้าทาง ก็ควรใช้ โปรแกรมที่เป็นมาตรฐาน

ช่องทางบริการสารสนเทศที่สำคัญอีกช่องทางหนึ่งของรัฐสภา นั่นก็คือโซเชียล เน็ตเวิร์ก (Social network) โซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social network) หรือว่าโซเชียลมีเดีย (Social media) ปัจจุบันเป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่ข้อมูลของรัฐสภา ดังนั้นสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเองควรกำหนดเรื่องของยุทธศาสตร์การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย (Social media) ให้ชัดเจนกับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ที่มาใช้โซเชียลมีเดีย (Social media) หรือว่าติดตามโซเชียลมีเดีย (Social media) ของรัฐสภา โดยเฉพาะเรื่องของการเพิ่มทักษะ บุคลากรที่ดูแลโซเชียลมีเดีย (Social media) ของรัฐสภา ทั้งทักษะทางด้านเทคนิค และทักษะในการประสานงาน เพื่อที่จะนำข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ มานำเสนอได้ อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาสื่อบนโซเชียลมีเดีย (Social media) ในรูปแบบใหม่ ๆ โดยเฉพาะเรื่องของอินโฟกราฟิกแอนิเมชัน (Infographic Animation) ติดตั้งโปรแกรม ที่เรียกว่าสปีชทูเทกซ์ (Speech to text) หรือการแปลงคำพูดเป็นตัวอักษร เพื่อประโยชน์ ๑. การทำรายงานการประชุม ๒. แปลงเสียงเป็นตัวอักษร นั่นคือแปลงเสียง เป็นข้อมูลแล้วนำไปใช้ต่อได้ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ทั้งผู้พิการทางหู แล้วตัวอักษรที่แปลงไป ก็นำไปใช้ต่อยอดในการทำสื่อต่าง ๆ ต่อไปได้อีก

ดังนั้นทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรได้ศึกษา แล้วก็มีข้อเสนออยู่ในรายงานทั้งแนวทางที่ทำได้เลยทันที อีกแนวทางหนึ่งอาจจะต้องตั้ง งบประมาณเพื่อลงทุนพัฒนาระบบสารสนเทศแล้วก็บริการสารสนเทศ อาจจะเป็น งบประมาณปีถัด ๆ ไปในอนาคต

อีกเรื่องหนึ่งคือการปรับเปลี่ยนเชิงนโยบายเพื่อเอื้อต่อการใช้เทคโนโลยี มาดำเนินงานในกิจการสภาผู้แทนราษฎร ๓ เรื่องหลัก ๆ ที่เป็นข้อเสนออยู่ในรายงานแล้ว ผมขอรายงานสรุปต่อท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเป็นเบื้องต้นไว้แค่นี้ก่อน นะครับ ขอบคุณครับ