อนุพงษ์ เผ่าจินดา หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประกอบอาชีพที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการช่วยเหลือประชาชนที่ลำบาก
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงที่ผ่านมานี้ทั้งในช่วงที่มีวิกฤติของโควิด-๑๙ (COVID-19) แล้วก็ก่อนหน้านั้นก็มีภาวะเศรษฐกิจอยู่แล้ว อันเนื่องมาจากหลายประการด้วยกันอย่างที่ ทราบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาวะภัยแล้ง ไม่ว่าเรื่องของสงครามการค้า ที่สำคัญเลยก็คือ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการดำเนินธุรกิจนี้มาก ที่เราเรียกว่าดิสรัปชัน (Disruption) หรือดิสรัปทิฟ อีโคโนมี (Disruptive Economy) ก็แล้วแต่ มันมีการเปลี่ยนแปลง ในส่วนหนึ่งอยู่แล้ว ที่เกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศก็จะ ได้รับผลกระทบนี้ ต่อมาเมื่อมาโดนภาวะของโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็เกิดปัญหามากอย่างที่ เราทราบ และเพื่อหยุดยั้งโรคเราก็ได้มีมาตรการต่าง ๆ ที่ทำให้การประกอบอาชีพของพี่น้อง ประชาชนไม่สามารถทำได้ ก็เลยเป็นดาบซ้ำลงไปอีกที่ประชาชนได้รับผลกระทบ ก่อนที่จะ ไปถึงตรงนั้นผมก็อยากเรียนว่าสภาพสังคมของเราปัจจุบันนี้เราต้องยอมรับว่ายังมีผู้ที่อ่อนด้อย อยู่ทั้งต่างจังหวัดของภาคการเกษตร แล้วก็ที่อยู่ในพื้นที่เมืองทุกเมือง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ด้วย เรายังมีความยากลำบากในการทำมาหากินอยู่ คนส่วนนี้ก็ยังเพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้เขาก็มี การทำมาหากินโดยสุจริต เช่นการไปค้าขายตามพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ มันมีอยู่ทั่ว ๆ ไป ทั่วประเทศเลย ทั้งกรุงเทพมหานครด้วย ในการนี้ถามว่าถ้าโดยกฎหมายแล้วเป็นอย่างไรนั้น ถ้าท่านประธานและท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติท่านอยู่ในรัฐสภา ท่านเป็นนิติบัญญัติ ท่านคง จะต้องเดินทั้ง ๒ ทาง ก็คือว่าท่านต้องยึดกฎหมาย ไม่เช่นนั้นท่านจะไม่สามารถเอานโยบาย รัฐไปให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติได้เลย เพราะผู้ปฏิบัติไม่สามารถใช้วิจารณญาณได้ จะต้องทำตาม กฎหมาย จะต้องให้บริการอย่างไร มีเวลาเท่าไรที่จะต้องให้บริการตามกฎหมาย มีหมด ทุกอย่าง การละเว้นการทำนั้นก็มีปัญหา ในเรื่องของการค้าขายที่กรุงเทพมหานคร ผมเรียนย้ำว่าผมเข้าใจว่าประชาชนเดือดร้อน ไม่มีใครที่มีเงินแล้วอยากไปนั่งขายของ อยู่ริมถนน เขาลำบากเขาจึงต้องไป ท่านก็เป็น ส.ส. ท่านจะต้องมาดูแลก็สมเหตุสมผล ในขณะเดียวกันผู้ที่รักษาความเรียบร้อยก็มีหน้าที่ต้องทำ จุดร่วมตรงนี้มันเป็นปัญหา ก่อนที่จะ ไปถึงว่ามีแผนช่วยอย่างไร สภาพการณ์ในกรุงเทพมหานครนั้นถ้าท่านไปด้วยตัวเองทุกตรอก ทุกซอก ทุกซอย จะมีการทำมาค้าขายที่เราเรียกว่าหาบเร่แผงลอย โดยไม่มีการผ่อนผันจาก เจ้าหน้าที่รัฐ เพราะถ้าจะมีการผ่อนผันจะต้องมีการขอโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอนุญาตให้ทำได้ ไม่มี แต่กรุงเทพมหานครก็ไม่ได้ไปเคร่งครัดในการที่ไปดูแลที่จะไปกวดขันที่จะบังคับไม่ให้ขาย ทำมาหากินจะมีทั่วทุกหัวระแหง ผมเข้าใจว่าใน ๕๐ เขตนี้เป็นหมื่น ๆ จุดที่ยอมให้ทำได้ แต่อย่างไรก็ตามในบางพื้นที่กรุงเทพมหานครก็ต้องรักษาหน้าตากรุงเทพมหานคร ความสะอาด สุขอนามัย ความสะดวกในการสัญจรของพี่น้องประชาชน การจราจร ทุก ๆ อย่าง กรุงเทพมหานครก็ต้องปฏิบัติด้วย เพราะฉะนั้นก็เลยมีการดำเนินการในการที่จะจัด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการประกอบการของพี่น้องประชาชนที่ว่านี้ เน้นย้ำนะครับ ว่าเข้าใจ แล้วผมก็ไม่ได้เห็นด้วยว่ากรุงเทพมหานครจะต้องเอาเป็นเอาตายกับพี่น้อง ประชาชนที่เขายังลำบากอยู่ แต่ในขณะเดียวกันพี่น้องประชาชนก็ต้องอยู่ในกรอบ ที่ยอมรับได้ ก็มีการจัดระเบียบกันเกิดขึ้น ผมขอกลับไปว่ามีแนวทางที่จะทำอย่างไรในภาวะ ที่ประชาชนเดือดร้อนนี้ ก็เรียนว่าเฉพาะรัฐบาลนี้ทำไปหลายเรื่อง แต่ท่านถาม กรุงเทพมหานครอย่างเดียว ก็คงจะเน้นว่ากรุงเทพมหานครเองก็มีหน่วยงานที่จะไปช่วยดูแล พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้เขาอาจจะต้องเปลี่ยนแนวคิดในการทำมาหากิน กรุงเทพมหานครมีทั้งโรงเรียนที่จะฝึกอาชีพ ดูแลอาชีพ มีทั้งศูนย์ที่จะดูแล เพราะฉะนั้น ถ้าท่าน ส.ส. กรุณาได้เรียนประชาชนในพื้นที่ของท่านได้ว่าท่านสามารถไปขอรับความรู้ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์หรือโรงเรียนต่าง ๆ ได้ ในกรุงเทพมหานครเองก็มีความพยายามในการที่จะ จัดตั้งกองทุนต่าง ๆ ที่จะไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่ในระดับที่ผมติดตามดูในขณะนี้นั้น มันยังเป็นของเขตต่าง ๆ ยังเป็นเล็ก ๆ อยู่ ซึ่งเดี๋ยวผมจะเรียนในข้อ ๓ ที่ท่านจะถามว่า แล้วท่านจะช่วยอย่างไรในเรื่องเงินทุน สรุปแล้วก็มีศูนย์ที่จะให้ความรู้ได้ ท่านอาจจะต้อง ปรับเปลี่ยนวิธีทำมาหากิน อาจจะต้องใช้ความรู้เพิ่มเติมในการดำเนินการ ผมขอเพิ่มเติม อีกสักเล็กน้อยว่าศูนย์ต่าง ๆ เหล่านี้เจ้าหน้าที่เขาก็ทำงานอยู่ในขณะนี้ แล้วก็ได้มีการอบรม พี่น้องประชาชน ให้ความรู้ รวมทั้งพยายามหาทุนให้อย่างต่อเนื่อง ในขั้นแรกผมขอตอบ เท่านี้ก่อนนะครับ