เทวัญ ลิปตพัลลภ ชี้แจงแนวทางการสละสมณเพศของพระสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 29 และ 30 พร้อมอธิบายบทบาทของคณะสงฆ์และมหาเถรสมาคมในการพิจารณาคืนสมณเพศ และการห้ามอุปสมบทบุคคลบางกลุ่ม โดยเสนอแนวคิดการจัดตั้งเรือนจำเฉพาะสำหรับพระภิกษุเพื่อรักษาศีลและจีวรไว้ระหว่างพิจารณาคดี ทั้งนี้ย้ำว่าการคืนสมณเพศเป็นอำนาจของคณะสงฆ์ ส่วนการแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชอำนาจ และผู้ที่กระทำผิดวินัยร้ายแรงจนถึงขั้นปาราชิกไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านนิยม เวชกามา พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดสกลนคร กระผม นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับงานสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผมเอง ต้องขอขอบคุณท่านนิยมนะครับ ทราบว่าท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ แล้วท่านก็มีความห่วงใย ในพุทธศาสนามาตลอด และท่านเป็นผู้หนึ่งที่ศึกษาพระธรรมวินัย แล้วก็ศึกษา พระราชบัญญัติสงฆ์มาอย่างดี จากการที่อธิบายแล้วจะเห็นว่าท่านศึกษามาค่อนข้างจะ แม่นยำมาตลอดนะครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าสำหรับคดีพระ ๗ รูปที่กำลังกล่าวถึงนี้ ว่าการคืนสมณเพศให้แก่พระทั้ง ๗ รูปเป็นอย่างไร ผมเรียนอย่างนี้นะครับ อย่างที่ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ท่านนิยมได้บอกอยู่แล้วว่าเราจะคุยกันเฉพาะในเรื่อง ของสมณเพศเท่านั้นเอง เรื่องของสมณศักดิ์เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ กระผมเรียนอย่างนี้ว่าในเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติสงฆ์ ปี ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติสงฆ์ (ฉบับที่ ๖) ปี ๒๕๓๕ เรื่องนี้ได้พูดถึงการพ้นจากความเป็นพระภิกษุ เป็นไปตามพระราชบัญญัติสงฆ์ที่กระผมได้กล่าวมานะครับ หมวด ๔ นิคหกรรมแห่งการสละ สมณเพศ ตามมาตรา ๒๙
ในมาตรา ๒๙ พระราชบัญญัติสงฆ์ ได้กล่าวไว้ว่าพระภิกษุรูปใดถูกจับโดย ต้องหาว่ากระทำความผิดทางอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควร ให้ปล่อยตัวชั่วคราว และเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือพระภิกษุนั้น มิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้น สละสมณเพศเสียได้ นี่คือมาตรา ๒๙
และมาตรา ๓๐ บอกว่าเมื่อจะต้องจำคุก กักขัง หรือขังพระภิกษุรูปใด ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้น สละสมณเพศได้ และให้รายงานให้ศาลทราบถึงการสละสมณเพศนั้น
กระผมเรียนว่านี่คือกฎหมายของพระราชบัญญัติสงฆ์ มาตรา ๒๙ และ มาตรา ๓๐ แล้วก็ที่ได้มีมติของมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๖/๒๕๖๓ ที่ ๑๓๘/๒๕๖๓ เช่นกัน เรื่อง การพ้นจากความเป็นพระภิกษุกรณีต้องหาว่ากระทำความผิดทางอาญา ในนั้นมีเนื้อหา ว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้นำบทบัญญัติของมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ และ มาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมว่า ๑. พระภิกษุรูปใด ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันคดีถึงที่สุด ๒. พระภิกษุรูปใดถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุนั้น สังกัดไม่รับมอบตัวไปควบคุม และพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไป ควบคุมหรือภิกษุนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้ พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ และ ๓. เมื่อจะต้องจำคุก กักขัง หรือขังพระภิกษุรูปใด ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไป ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ และให้รายงานให้ศาลทราบถึงการสละสมณเพศนั้น กรณีจำเลยยอมสึกถอดจีวรเพราะถูกจับ ต้องหากระทำความผิดทางอาญา และเจ้าพนักงานสอบสวนไม่ให้ประกันตัว ต่อมา ได้รับประกันตัวกลับมาแต่งกายเป็นพระภิกษุอีก โดยไม่ได้อุปสมบทใหม่จะมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ ฐานแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็น พระภิกษุสามเณรโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นนั้น อันนี้เป็นมติของ มหาเถรสมาคม ซึ่งได้เทียบเคียงกับพระราชบัญญัติสงฆ์ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ อย่างที่ กระผมกล่าวมาในเบื้องต้น
แล้วก็มีอีกกรณีหนึ่งมีผู้ถามว่าในเมื่อพระภิกษุสละสมณเพศแล้ว ท่านจะกลับมาบวชได้อีกไหม ในกรณีนี้ก็มีหลักเกณฑ์ว่าถ้าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และรับโทษตามคำพิพากษา เมื่อพ้นโทษออกมาสามารถเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาได้ หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รอลงอาญาหรือพ้นระยะเวลาในการรอลงอาญาสามารถ เข้าบวชในพระพุทธศาสนาได้ เว้นแต่ มีเว้นแต่ เว้นแต่ว่าในกรณีพระภิกษุนั้นต้องปาราชิก มาแล้ว การปาราชิกมี ๔ ปาราชิกด้วยกัน ๑. ภิกษุเสพเมถุนด้วยปาราชิก ๒. ภิกษุถือเอา ของที่เจ้าของไม่ให้ มีราคา ๑ บาทขึ้นไป ก็ต้องปาราชิกเหมือนกัน ๓. ภิกษุมีเจตนาฆ่า มนุษย์ให้ตาย ก็ต้องปาราชิกเหมือนกัน ๔. ภิกษุกล่าวอวดคุณวิเศษไม่มีในตน ต้องปาราชิก เหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในการที่จะกลับมาบวชก็มีกฎของมหาเถรสมาคมเหมือนกัน ให้พระอุปัชฌาย์เป็นผู้ตัดสินใจ แต่ในนี้มีระเบียบของมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๗ ว่าด้วย การแต่งตั้ง ถอดถอนพระอุปัชฌาย์ พระอุปัชฌาย์ต้องงดเว้นการให้บรรพชาอุปสมบท แก่คนต้องห้ามเหล่านี้คือ ๑. คนทำความผิดหลบหนีอาญาแผ่นดิน ๒. คนหลบหนีราชการ ๓. คนต้องหาในคดีอาญา ๔. คนเคยถูกตัดสินจำคุกโดยฐานเป็นผู้ร้ายสำคัญ ๕. คนถูกห้าม อุปสมบทเด็ดขาดทางพระศาสนา ๖. คนมีโรคติดต่อเป็นที่น่ารังเกียจ ๗. คนมีอวัยวะพิการ จนไม่สามารถปฏิบัติกิจศาสนาได้ นี่คือสิ่งที่พระอุปัชฌาย์จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะบวชให้ผู้ใด อีกครั้งหรือไม่
เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านนิยมได้พูดถึงว่าในการเยียวยาของ พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา กระผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าในขณะนี้ได้มีการศึกษาว่าจะมี เรือนจำหรือมีคุกไว้สำหรับพระ ซึ่งในกรณีพระที่โดนจับแล้วยังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการ พิจารณาอาจจะให้อยู่ในคุกนี้ ซึ่งท่านไม่ต้องถอดจีวร ท่านไม่ต้องลาสมณเพศ อันนี้ก็จะเป็น การแก้ปัญหาในสิ่งที่ท่านนิยมเป็นห่วงเป็นใยขึ้นมา ในเบื้องต้นขอขอบคุณครับ