พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ชี้แจงสนับสนุนรายงานประจำปีของคณะนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยเน้นย้ำความสำคัญของการลงทุนระยะยาวที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมยกย่องความสำเร็จของโครงการอีอีซีจากความร่วมมือภาคเอกชนในด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ และเรียกร้องให้ผลประโยชน์จากการพัฒนาโครงการเหล่านี้กระจายไปถึงประชาชนโดยทั่วไปอย่างเท่าเทียม ไม่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนเพียงกลุ่มเดียว ทั้งยังแสดงความคาดหวังว่าโครงการอีอีซีจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมชื่นชมการปรับยุทธศาสตร์การลงทุนให้เหมาะสมหลังวิกฤตโควิด-19 และย้ำว่าการพัฒนาต้องนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างแท้จริง
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ต้องขอขอบคุณท่านประธานนะคะที่ให้โอกาสดิฉัน ได้มีส่วนในการอภิปรายรายงานประจำปีของคณะนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี (EEC) ก่อนอื่นดิฉันต้องขอบอกว่าดิฉันอาจจะมีความเห็นต่างจากเพื่อนสมาชิก ที่ได้มีการอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ว่ารายงานประจำปี ๒๕๖๒ ของคณะอีอีซี (EEC) นั้นไม่ได้มี เนื้อหาใดที่ชัดเจน เพราะหากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้รับเอกสารนี้แล้วอ่านดู ในตัวรายงานมีการชี้แจงชัดเจนค่ะว่าการลงทุนนั้นมีความสำเร็จได้อย่างไร เราทราบกันดีค่ะ ว่าอีอีซี (EEC) นั้นกว่าจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีมันประกอบกับยุทธศาสตร์ชาติในการลงทุน ในการพัฒนา ความสำเร็จในการลงทุนนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายในปีสองปี แต่เป็นการ ลงทุนระยะยาวเพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิ ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากแผนพัฒนา ของรัฐบาล ซึ่งเราทราบกันดีว่าอีอีซี (EEC) นั้นถูกบรรจุอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ ไทยแลนด์ ๔.๐ ยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ต่อยอดจาก ความสำเร็จของโครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ซึ่งประเทศไม่ได้มีการ ลงทุนในอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ นี้มามากกว่า ๓๐ ปีแล้ว อีอีซี (EEC) นั้นชูเรื่องการพัฒนาพื้นที่ ทางเศรษฐกิจใหม่ในจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีเป้าหมายหลัก ว่าจะเติมเต็มภาพรวมในการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรม ของประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น ในประเทศ ไม่ใช่อุตสาหกรรมเดิม ๆ และที่แน่นอนก็คือทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทย เติบโตได้ในระยะยาว
ในรูปเล่มรายงานประจำปีฉบับนี้ได้มีการเขียนอย่างชัดเจน ชี้แจงถึง ผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานว่าประสบความสำเร็จจากการร่วมลงทุนต่าง ๆ ของเอกชน มากน้อยอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ซึ่งก็คือ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่เชื่อมโยงไปทางภาคตะวันออกไปจนถึงแผนพัฒนาสนามบิน อู่ตะเภา และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ ๓ ซึ่งทางอีอีซี (EEC) และรัฐบาลเอง มีความมั่นใจว่าหากโครงการใหญ่ ๆ นั้นแล้วเสร็จจะสามารถสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับ เศรษฐกิจของประเทศได้ ซึ่งการลงทุนพัฒนานี้ไม่ได้เกิดขึ้นภายในปีสองปีที่ทางเพื่อนสมาชิก อยากจะเห็นผลลัพธ์ได้โดยเร็ว ซึ่งอันนี้อยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ การประสบผลสำเร็จ ในโครงการต่าง ๆ ต้องมีการลงทุน มีการก่อสร้างอะไรต่าง ๆ ซึ่งเราคาดว่าทาง คณะกรรมการได้มีการคิด แล้วก็วางแผนชัดเจนแล้วว่าในโครงการแต่ละโครงการนั้นจะมี ความสำเร็จในโครงการในปีไหน เพื่อให้เกิดผลประโยชน์กับประชาชนมากที่สุดนะคะ
ท่านประธานที่เคารพ ภายใต้ พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) นี้เองได้มีการให้สิทธิพิเศษ กับนักลงทุนหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ของคนต่างชาติ สิทธิ ที่จะได้รับการยกเว้นลดหย่อนภาษี สิทธิในการทำธุรกรรมทางการเงิน เป็นต้น ซึ่งสิทธิพิเศษหลาย ๆ อย่างเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้กับนักลงทุนเป็นอย่างดี แต่ดิฉัน อยากจะตั้งข้อสังเกตไปยังทางคณะกรรมการว่าผลประโยชน์เหล่านั้นเองที่นักลงทุนได้ไป สิทธิพิเศษเหล่านั้นเองควรกระจายมายังบุคคลส่วนใหญ่ซึ่งก็คือประชาชนของประเทศไทย ไม่ใช่กระจุกอยู่เพียงแค่กลุ่มนายทุน แล้วก็หวังว่าเม็ดเงินเหล่านั้นเองที่เกิดขึ้นจากการลงทุน ของในพื้นที่นั้นจะไม่เป็นเพียงเงินลงทุนที่กลับไปยังประเทศต้นทางของต่างชาติที่มาลงทุน ในประเทศไทย ผลประโยชน์ควรจะเกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศไทยให้มากที่สุดค่ะ
จากที่ดิฉันได้กล่าวไปข้างต้นแล้วนะคะว่าอีอีซี (EEC) นั้นเปรียบเสมือน บทที่ ๒ ของอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ความสำเร็จของอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) นั้นประชาชนทราบกันดีว่าทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับ ประชาชนในพื้นที่อีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern Seaboard) เพียงใด ซึ่งในรายงานฉบับนี้เอง ได้มีการเขียนว่าหากโครงการอีอีซี (EEC) นั้นเกิดขึ้นจะก่อให้เกิดการลงทุนมากถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี สร้างงานใหม่ให้กับคนไทยไม่ต่ำกว่า ๑๐๐,๐๐๐ อัตราต่อปี ทำให้ เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ ๒ และสามารถลดความเหลื่อมล้ำของคนกรุงเทพฯ และ ประชาชนในพื้นที่อีอีซี (EEC) ได้ ซึ่งประเด็นนี้เองดิฉันเชื่อว่าประชาชนคนไทยทุกคนมีความ คาดหวังว่าโครงการอีอีซี (EEC) นี้จะทำให้เศรษฐกิจการค้าและการลงทุนภายในประเทศ ดีขึ้น
แต่อีก ๑ ข้อสังเกตที่ดิฉันจะฝากไปทางคณะกรรมการอีอีซี (EEC) ก็คือวิกฤติ โควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นเองส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก แล้วเราก็ทราบกันดี ว่าส่งผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งดิฉัน ได้มีการดูผลงานของทางคณะกรรมการ ก็ได้ทราบว่าท่านมีการประชุมหารือ แล้วก็ทบทวน เป้าหมายการลงทุน ยุทธศาสตร์การลงทุนในพื้นที่อีอีซี (EEC) ซึ่งดิฉันต้องขอขอบคุณ ทางคณะกรรมการ แล้วก็ขอชื่นชมว่าทางคณะกรรมการมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายเพื่อให้ เหมาะสมกับการลงทุนในพื้นที่นี้ เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงหลังจากเราได้รับ ผลกระทบจากโควิด-๑๙ (COVID-19) และดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะประสบ ความสำเร็จ และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงก็คือประชาชนในประเทศไทย ขอบพระคุณค่ะ