จุติ แจงแผนลงพื้นที่ 8 กระทรวง เดินหน้าดูแลสิทธิประชาชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓

จุติ ไกรฤกษ TSRMLS รายงานการดำเนินงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกล พร้อมเร่งแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิผ่านการจัดทีมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จริงและประสานบริการข้ามกระทรวงอย่างต่อเนื่อง

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอขอบพระคุณ ในคำแนะนำของท่าน ส.ส. ที่แนะนำว่าให้จัดทีมลง อยากจะกราบเรียนท่านว่าเราคิด เหมือนกัน แล้วเราห่วงประชาชนเหมือนกันครับ ตอนที่มีโควิด (COVID) ระบาดอย่างรุนแรง แล้วก็ปิด ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเราได้เตรียมการว่าเมื่อสถานการณ์เบาบางลง ถึงแม้ว่าจะยังไม่ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์นั้นได้จัดทีมตามที่ท่านแนะนำครับ เราจะมีวันโฮม (One home) ก็คือ ทุกหน่วยงานของเราในกระทรวงในแต่ละจังหวัดจะออกไปเยี่ยมตามหมู่บ้าน แล้วออกไป เยี่ยมพร้อมกับอาสาสมัครพัฒนาชุมชนซึ่งมีประมาณ ๑๓๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ ทำงาน ร่วมกับทีมของพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทุกจังหวัด แล้วก็ทุกคนนั้น จะต้องรายงานมาที่กระทรวงทุกสัปดาห์ว่าปัญหาที่มีอยู่นั้นมีอะไรที่คุณแก้ไปได้แล้วบ้าง มีอะไรที่คุณแก้ไม่ได้บ้าง นอกจากนั้นทั้งกระทรวงนำโดยปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ได้หารือกัน แล้วผมได้มอบนโยบายไปว่าข้าราชการของกระทรวง พม. ตั้งแต่ระดับ ๓ ถึงระดับ ๘ ๕๐๐ กว่าคนลงพื้นที่หมด แบ่งเป็นทีม ทีมละ ๖ คน คือ ๑ คน ต่อ ๑ หน่วยงาน แล้วทุกคนที่ไปเป็นทีมนั้นลงพื้นที่เพื่อสามารถตัดสินใจแก้ปัญหา แล้วอย่างที่ท่านบอกครับใครก็ตามที่ไม่ได้ขึ้นบัญชีเราก็แนะนำให้เขาขึ้นบัญชี แล้วผม กราบเรียนท่านว่าผมลงพื้นที่เองนะครับ ผมอยู่การเมืองนี้มานาน แล้วครูผมคือท่านชวน หลีกภัย เหมือนกัน ก็เป็นวัตรปฏิบัติที่บอกว่าให้ผมเข้าไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนเยอะ ๆ ผมไปแม้กระทั่งในกรุงเทพฯ หรือตามหัวเมืองต่าง ๆ ยังมีคนที่ยากจนแล้วก็เข้าไม่ถึงสิทธิ อย่างที่ท่านพูดนั่นละครับ ก็ได้ดำเนินการให้เขาเข้าถึงสิทธิ สิ่งที่เราทำก็คือนอกจาก เข้าถึงสิทธิเพื่อขอเบิกเงินเด็กแรกเกิดหรือแม้กระทั่งขึ้นทะเบียนคนพิการแล้ว ผมกราบเรียน ท่านว่าเราไม่ได้ไปเพื่อแจกถุงยังชีพ เราเข้าไปเพื่อดูแลสิทธิของคนต่าง ๆ เหล่านี้ว่า เขามีปัญหาหรือไม่ แล้วตอนหลังก็ปรับปรุงไปเรื่อย ๆ จนขณะนี้เวลาลงไปพื้นที่จะบูรณาการ กัน ๘ กระทรวงครับ ใครที่มีปัญหาเรื่องของสุขภาพอนามัยที่จะต้องไปหาหมอ กรมอนามัย กับเราประสานส่งไปที่โรงพยาบาลอำเภอ ใครที่จำเป็นจะต้องไปขึ้นทะเบียนขอความช่วยเหลือ ไปอยู่ในบ้านที่จะต้องดูแลผู้พิการ อย่างเมื่อวันก่อนจังหวัดราชบุรีเราไปกันวันอาทิตย์ วันจันทร์เรามีทีมมารับคนพิการไปเข้าสถานที่ดูแลของคนพิการ เราไปเจอแม้กระทั่งที่ จังหวัดปัตตานีครับ มีลูก ๖ คน เด็กต้องเสียสละ ได้เรียนแค่ ๒ คน เพราะว่าไม่มีเงินเรียน เราก็จัดหาให้เขามีที่เรียนหนังสือ แล้วก็จัดหาทุนให้เขาด้วย นี่เป็นการบูรณาการกัน อย่างที่ท่าน ส.ส. ได้ปรารถนาว่าเด็กชายขอบทั้งหลายที่เข้าไม่ถึงนี้เราพยายามเน้น แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียน ตชด. ทั้งหมด เด็ก ๓๖,๐๐๐ คนก็เป็นกลุ่มเป้าหมายหนึ่ง ที่เราเข้าไป เพราะว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างที่จะเข้าไม่ถึง เราได้เข้าไปหมด แล้วก็ได้พยายามเก็บตกตัวเลขตรงนี้มาเรื่อย ๆ ท่านอาจจะถามว่าสิ่งที่เป็นปัญหาก็คือว่า คนที่ตกหล่นจากเงินกลุ่มนี้ไปแล้วจะไปเข้ากลุ่มของผู้ประสบภัยฉุกเฉินครับ ซึ่งเรา จะสามารถจัดงบประมาณให้ตามความเหมาะสม นอกจากนั้นแล้วเราก็ไปดูถึงบ้าน มีการประชาคมในหมู่บ้านว่าคนในหมู่บ้านนี้คนไหนที่จนที่สุด ลำบากที่สุด ที่สมควรจะต้อง ซ่อมบ้าน จะฟังเสียงจากประชาคมนั้นเพื่อให้งบซ่อมบ้านไป แล้วงบซ่อมบ้านก็ไม่ได้มีเยอะ มีงบซื้อวัสดุ ผมคิดว่าสิ่งที่จะช่วยเขาได้คือเขาได้งบประมาณประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท เพื่อที่จะซ่อมบ้าน ก็ประหยัดให้เขาด้วยการที่ไปขอทหารช่างร่วมกับช่าง อบต. แล้วก็ช่าง อบต. ได้เงินค่าจ้างบ้าง แต่ทหารช่างจะเป็นหลักเพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ซ่อมบ้าน เหล่านั้น โดยที่เงิน ๔๐,๐๐๐ บาทเดิมจะใช้เป็นค่าแรง ๒๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ค่าวัสดุ ๒๐,๐๐๐ บาท เราใช้เป็นซื้อวัสดุทั้งหมด ๔๐,๐๐๐ บาทเลย อาจจะแบ่งมาให้เป็นค่าแรงบ้าง เล็กน้อย แล้วก็ที่เหลือทหารช่างก็ทำงานให้ฟรี เป็นการบูรณาการกันที่ทำให้ประชาชนนั้น ได้เข้าถึงได้มาก เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงมีพระราชดำรัสว่าอยากให้ ดูแลประชาชนให้มีความสุข อย่าให้ลำบาก แล้วล่าสุดนี้ท่านพระราชดำรัสมาว่าขอให้ ปรับปรุงให้ดีขึ้นทุก ๆ มิติ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านสุดท้ายคือว่าตัวเลขเด็กแรกเกิดที่ได้รับ การสนับสนุน ก็คือ ๑,๓๙๔,๗๕๙ ราย เป็นวงเงินทั้งหมด ๔,๑๘๔,๒๖๘,๐๐๐ บาท ผู้สูงอายุ ที่ได้รับเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุนั้นหลังจากหักความซ้ำซ้อนแล้วก็จะได้เงิน ๑๒,๑๖๙ ล้านบาท ส่วนคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการนั้นก็ได้ ๓,๙๙๑ ล้านบาท รวมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด จะเป็นเงิน ๒๐,๓๔๕,๖๔๓ ล้านบาท ฉะนั้นนี่คือกลุ่มเป้าหมายที่เราได้ดูแล แล้ววันนี้ ก็ยังต่อเนื่องไม่หยุด เพราะว่าเงินที่กระทรวงมีทั้งหมด ก็กราบเรียนท่านว่าได้ตัดความ ฟุ่มเฟือยต่าง ๆ หรือตัดงบที่ไม่จำเป็นออกไปเข้ามาอยู่ในกองของที่จะต้องช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย กลุ่มคนเปราะบางทั้งหมด แล้วก็ยังทำงานไม่หยุดจนกว่า จะวันสุดท้ายที่งบประมาณจะมี แล้วงบประมาณปีใหม่มาก็จะทำต่อเนื่องครับ ขอกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ