อภิชาติ ชี้ปัญหาราคาอ้อย-น้ำตาลผันผวน หลังยกเลิกกองทุนและโควตา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒

อภิชาติ ศิริสุนทร อภิปรายปัญหาราคาอ้อยที่ร่วงลงอย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยกว่า 400,000 ครัวเรือน โดยชี้ว่าการยกเลิกอำนาจของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลและการล้มเลิกกองทุนอ้อยและน้ำตาลภายใต้ยุค คสช. ทำให้โครงสร้างอุตสาหกรรมเสียสมดุล ราคาไม่เป็นธรรม และเกษตรกรไม่ได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสม ทั้งที่โรงงานได้กำไรเพิ่มจากธุรกิจพลังงานและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและกรรมาธิการเร่งทบทวนการนำรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเข้าสู่ระบบการแบ่งปันอย่างเป็นธรรมตามหลัก 70 : 30 เพื่อฟื้นฟูความมั่นคงทางรายได้ให้กับชาวไร่อ้อย

นายอภิชาติ ศิริสุนทร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิชาติ ศิริสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่จะอภิปรายเรื่องพืชผลทางการเกษตรอยู่ ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก เรื่องราคาผลผลิตอ้อยที่ตกต่ำ ท่านประธานครับ อ้อยเป็นพืช เศรษฐกิจที่สำคัญในประเทศไทย เกษตรกรชาวไร่อ้อยกำลังเดือดร้อนครับ ขณะนี้อ้อยราคา ตกต่ำมาก มีปัจจัยหลายองค์ประกอบหลายประการที่เกี่ยวเนื่องครับท่านประธาน พื้นที่ปลูก อ้อยในประเทศไทยมีประมาณ ๑๑.๕ ล้านไร่ พื้นที่เพาะปลูกมากที่สุดอยู่ในภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๔๔ ของพื้นที่ เพาะปลูก แต่จำนวนไร่ต่อครัวเรือนโดยเฉลี่ยน้อยที่สุดครับท่านประธาน เพียง ๑๙ ไร่ ในขณะที่ภาคตะวันออกมีจำนวนพื้นที่เฉลี่ย ๕๐ ไร่ต่อครัวเรือน แต่โดยเฉลี่ยผลผลิต ใกล้เคียงกันครับ ๑๑.๖๘ ตันต่อไร่ครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ อุตสาหกรรม อ้อยและน้ำตาลมีปัญหาที่น่าเป็นห่วง เพราะกระทบต่อพี่น้องชาวไร่อ้อยโดยตรง ทำให้มี รายได้ลดลง เกษตรกรชาวอีสานท่านหนึ่งได้สะท้อนสภาพปัญหาให้ผมฟังระหว่างลงพื้นที่ เก็บข้อมูลความเดือดร้อนของพี่น้องชาวไร่อ้อยว่า ผู้แทนเอ๊ย ปุ๋ยก็แพง ค่าแรงก็แพง ยกเว้น ราคาอ้อยบ่แพง เฮ็ดสิบแปดไร่ หักค่าใช้จ่ายทุกอย่าง เหลือเงิน ๔๖,๐๐๐ บาท จากที่เคย เหลือ ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี ต่อไปสิปลูกป่าดอก ขอลาแล้วการปลูกอ้อย ท่านประธานครับ คำพูดของเกษตรกรท่านนี้สะท้อนให้เห็นความท้อแท้และสิ้นหวัง และเป็นเสมือนตัวแทนของ สภาพปัญหาที่ดำรงอยู่คู่กับชาวไร่อ้อยทั้งหลาย ท่านประธานครับ สมาชิกในครัวเรือนของ เกษตรกรท่านนี้มีจำนวน ๕ คน เฉลี่ยรายได้ที่ได้จากการปลูกอ้อย ๙,๒๐๐ บาทต่อคนต่อปี หรือคนละ ๗๖๖ บาทต่อเดือนเท่านั้นเอง แล้วรายได้แค่นี้จะให้เขาดำรงชีวิตอยู่เยี่ยงไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้อำนาจพิเศษของรัฐบาล คสช. เป็นต้นเหตุสำคัญปัญหานี้ปัญหาหนึ่ง เพราะหลังจากคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่ ๑/๖๑ เรื่อง การแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ ส่งผลให้โรงงานปรับลดราคาอ้อยหน้าโรงงาน คงเหลือที่ ๖๘๐ บาทถึง ๗๐๐ บาทต่อตัน จากเดิมพี่น้องเกษตรกรเคยขายได้ในราคา ๑,๑๐๐ บาทต่อตัน ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกร พอลืมตาอ้าปากได้ครับท่านประธาน ท่านประธานครับ สาระสำคัญของคำสั่งฉบับนี้ คือยกเลิกอำนาจของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขจำหน่ายน้ำตาลทรายและกำหนดราคาขายตามมาตรา ๑๗ (๘) ของ พ.ร.บ. อ้อย และน้ำตาล จนทำให้เกิดผลสืบเนื่องหลายประการครับท่านประธาน

ประการที่ ๑ ทำให้น้ำตาลในประเทศเป็นไปตามกลไกราคาตลาดโลก มีความ ผันผวนสูง ไม่แน่นอน ไม่มีหลักประกันในเรื่องของราคา

ประการที่ ๒ ทำให้ระบบโควตาถูกยกเลิก

ประการที่ ๓ ทำให้เกิดการยกเลิกการหักเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาล จำนวน ๕ บาทต่อกิโลกรัมหน้าโรงงาน ซึ่งเงินส่วนนี้ได้นำไปอุดหนุนราคาอ้อยให้กับ เกษตรกรประมาณไร่ละ ๑๖๐ บาท สาเหตุอาจมาจากการขยายตัวของน้ำตาลในเอเชีย ตะวันออกและประเทศบราซิลต้องการเจาะตลาดนี้ครับ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. อ้อย เป็นกฎหมายที่ออกมาก่อนข้อตกลงทางการค้า การฟ้องร้องยังไม่รู้ผลแพ้ชนะเลยครับ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ยังไม่ได้ตัดสินว่าประเทศไทยผิดข้อตกลงหรือเปล่า นี่เป็นเกม การแข่งขันของประเทศบราซิลเพื่อแย่งชิงพื้นที่ทางการตลาดในประเทศไทย แทนที่รัฐบาล จะต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและปกป้องพี่น้องชาวไร่อ้อย แต่รัฐบาล คสช. กลับใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา ๔๔ เร่งออกคำสั่งโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ ไม่รู้กลัวอะไร หรือกลัวไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ซึ่งอันที่จริง การขึ้นมาบริหารประเทศด้วยการรัฐประหารก็เป็นที่ครหาของสังคมโลกมากพออยู่แล้ว ท่านประธานครับ รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรเพิ่มพื้นที่ในการปลูกอ้อย อีกทั้งสนับสนุนให้ตั้งโรงงานน้ำตาลในรัศมีพื้นที่ทุก ๆ ๕๐ กิโลเมตร แต่ในทางกลับกันครับ ท่านประธาน รัฐบาลใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ซึ่งเท่ากับรัฐบาลได้ลอยแพพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยให้เผชิญชะตากรรมเพียงลำพังครับ ท่านประธานครับ ผลของการลอยแพดังกล่าวส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ ผมมีข้อมูลเบื้องต้นดังนี้ ภาคเหนือ ๕๓,๑๑๗ ครัวเรือน ภาคกลาง ๘๔,๘๐๔ ครัวเรือน ภาคอีสานซึ่งเป็นภาคของกระผม ๒๗๑,๔๕๑ ครัวเรือนท่านประธาน ภาคตะวันออก จำนวน ๑๓,๕๐๒ ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น ๔๒๒,๔๐๐ ครัวเรือน ผลกระทบเกิดขึ้นไม่ใช่น้อย ครัวเรือน หนึ่งมีสมาชิกไม่ต่ำกว่า ๓-๔ ท่าน ถ้าคูณดูครับ ราว ๆ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ถึง ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน นั่นคือชีวิตที่เผชิญชะตากับราคาอ้อยที่ตกต่ำ ท่านประธานครับ ปกติระบบการแบ่งปัน ผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงานน้ำตาลจะใช้ระบบ ๗๐ : ๓๐ ซึ่งระบบนี้จะช่วยลด ความเสี่ยงของการผันผวนของราคาอ้อยเข้าโรงงาน ท่านประธานครับ ณ วันนี้แม้ผลผลิต อ้อยราคาตกต่ำ แต่ในทางกลับกันครับ อัตรากำไรจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเพิ่มมากขึ้น โรงงาน หันมาลงทุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมากขึ้นเพราะกำไรสูง โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานครับ ท่านประธาน จากข้อมูลปี ๒๕๕๙ สัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีสัดส่วน ๒๒ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์มาจากพลังงาน ประมาณกำไรขั้นต้นจากการผลิตเอทานอล (Ethanol) ๒๗ เปอร์เซ็นต์ โรงไฟฟ้าชีวมวล ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ กำไรในส่วนนี้มีมาก แต่ไม่ได้นำกำไรในส่วนนี้มาแบ่งปันเป็นรายได้ให้แก่เกษตรกรตามระบบแบ่งสันปันส่วน การผลิต ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการนำมาแบ่งสันให้เกษตรกรแม้แต่บาทเดียวครับ ดังนั้นท่านประธานครับ ควรนำรายได้ในส่วนนี้นำเข้าระบบ ๗๐ : ๓๐ เพื่อแบ่งปันให้กับ เกษตรกร เพราะอะไรครับ เพราะถือว่ารายได้ในส่วนนี้เกิดจากอ้อย ดังนั้นต้องนำมาจัดสรร อย่างควรจะเป็นและเป็นธรรม ท่านประธานครับ ในประเด็นนี้ผมขอฝากท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น ณ เร็ว ๆ นี้ว่าควรพิจารณานำประเด็นที่ผมนำเสนอ เข้าสู่เวทีพิจารณาด้วย ท่านประธานครับ วันนี้รายได้เข้าระบบลดลง มีสาเหตุหลายประการครับ ท่านประธานให้เวลาผมกี่นาทีครับ