กรวีร์ ปริศนานันทกุล หารือปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวที่ส่งผลต่อเกษตรกรอย่างรุนแรง เรียกร้องรัฐเร่งประกาศมาตรการช่วยเหลือทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมให้พิจารณาขยายเวลาหรือจ่ายย้อนหลังสำหรับผู้ที่เก็บเกี่ยวไปก่อน สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่กลไกแบ่งปันกำไรอย่างยั่งยืน และเสนอให้มีกฎหมายคุ้มครองเกษตรกรทุกสาขาอาชีพ รวมถึงผลักดันการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคการเกษตรเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และดึงดูดแรงงานรุ่นใหม่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนเงินทุนและส่งเสริมการพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิตเพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยครับ ในอันดับแรกผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาเปิดโอกาสให้กับผม ในฐานะที่เป็นสมาชิกได้ร่วมอภิปรายในญัตติด่วนเรื่องของการแก้ไขปัญหาเรื่องของพืชผล ทางการเกษตรที่ตกต่ำ แล้วผมต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกเช่นเดียวกันครับ ทั้งฟากของ ฝ่ายค้าน และในส่วนของรัฐบาลที่ได้ร่วมกันได้ยื่นญัตติและเห็นตรงกันว่าปัญหาเรื่องของ พืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำนั้นควรที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นปัญหาในการที่จะต้องนำไปสู่ การแก้ไขเป็นประการแรกร่วมกันของสภาแห่งนี้ เราเลือกตั้งเสร็จกันมาตั้งแต่ วันที่ ๒๔ มีนาคมครับ จนถึงปัจจุบันนี้ต้นเดือนกรกฎาคมแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่ ก็สามารถที่จะตั้งได้ในเร็ววันนี้ ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะยังไม่ได้ตั้งก็ตาม แต่ความหวังของ พี่น้องประชาชนที่เขาตั้งหน้าตั้งตารอคอยรัฐบาลชุดใหม่ แล้วก็รัฐสภาชุดใหม่เข้ามาเพื่อที่จะ แก้ไขปัญหาเขานั้นมันรอไม่ได้แล้วครับ วันนี้พี่น้องประชาชนเขาคาดหวังครับ คาดหวังว่า ส.ส. หรือผู้แทนที่เขาเลือกมาเป็นตัวแทนที่มาทำหน้าที่ในสภานั้นจะสามารถ เอาปัญหาที่เป็นข้อเท็จจริงของพี่ประชาชนจากทั่วทั้งประเทศมานำเสนอต่อสภาแห่งนี้ และหวังครับว่าปัญหาต่าง ๆ ของพี่น้องเกษตรกรทั่วทั้งประเทศนั้นจะได้นำไปสู่การแก้ไข ปัญหาแบบเข้าอกเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง และหวังที่สุดก็คืออยากจะเห็น นโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ไม่ใช่เฉพาะการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น แต่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร ในระยะยาว ผมมี ๒-๓ ประเด็นที่อยากจะนำมาสะท้อนด้วยการรวบรวมเอาปัญหาของ พี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรชาวนาครับ วันนี้พี่น้องเกษตรกรชาวนา เขาคาดหวังอะไรกับรัฐบาลใหม่ครับ เขาคาดหวังว่าการเก็บเกี่ยวในฤดูข้าวนาปีที่กำลัง จะเกี่ยวอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านั้นเขาหวังว่าราคาข้าว ซึ่งเคยขายกันมาช่วงครอป (Crop) ล่าสุดก็ขายอยู่ที่ประมาณ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท ราคาข้าวมันจะขยับสูงขึ้นไปครับ แล้วเขา ไม่ได้หวังมากเขาไม่ได้หวังว่าราคาข้าวที่เขาจะไปขายงวดนี้นั้นจะได้ ๑๓,๐๐๐ บาท ๑๕,๐๐๐ บาท เปล่าครับ เขาหวังแต่เพียงว่ามันขยับขึ้นมา ๙,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท เขาก็พอใจแล้วครับ สิ่งที่เขาฝากสะท้อนมาถึงผมและอยากจะกราบเรียนไปยังท่านประธาน ไปถึงทางคณะกรรมาธิการวิสามัญที่เรากำลังจะตั้งร่วมกัน
ประการแรก คือเรื่องของช่วงเวลาครับ เรากำลังพิจารณากันญัตติเร่งด่วน ในช่วงเดือนกรกฎาคม รอบของนาปีที่เริ่มทำ ชาวบ้านเขาเริ่มทำตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พฤษภาคม มิถุนายน นั่นหมายความว่าเขากำลังจะไปเก็บเกี่ยวในช่วงประมาณ เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน เหลือเวลานับจากนี้ไปไม่กี่สัปดาห์ครับ แต่เขายังรอคอย และเงี่ยหูฟังอยู่เลยว่านโยบายที่จะมาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ราคาข้าวนี่เราจะช่วยเหลือ กันแบบไหน ราคาข้าวจะเป็นเท่าไร ดังนั้นผมฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการและรัฐบาล ที่กำลังจะเข้ามาถึงครับ ควรที่จะต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อที่จะช่วยเหลือราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของราคาข้าวสารที่กำลังจะเก็บเกี่ยวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แล้วถ้าไม่ทันครับ ถ้าไม่ทันก็อยากจะขอความเมตตาว่าให้ช่วยขยายระยะเวลา หรือจ่ายย้อนหลังให้กับพี่น้องเกษตรที่อาจจะเกี่ยวไปก่อนนโยบายใหม่ที่จะออกมา วันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรามีรายชื่อเกษตรกรที่ทำนาพร้อมอยู่แล้วครับ ดังนั้น การช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรจะได้ทั่วถึง เป็นธรรมและเท่าเทียม
ประการต่อมา เรื่องของการแก้ไขมาตรการในระยะยาว ที่ผ่านมาเราจะเห็นครับ รัฐบาลแต่ละชุดเข้ามานั้นก็จะมีนโยบายแต่ละนโยบายเข้ามา เป็นนโยบายที่ดี ที่ว่าดี ก็เพราะว่าพี่น้องเกษตรกรนั้นเขาได้เงินในกระเป๋าของเขาเพิ่มมากขึ้น หลายปีก่อนเรามี นโยบายเรื่องของการประกันรายได้ หลายปีถัดมาพอเปลี่ยนนโยบายทีหนึ่งจากประกันรายได้ ก็มาเป็นจำนำข้าว จากการเป็นโครงการจำนำข้าวก็มาเป็นช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว ช่วยเหลือ ค่าต้นทุนต่าง ๆ ให้กับพี่น้องเกษตรกรดีทั้งนั้นละครับ แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นมันเป็นเพียงแค่ มาตรการหรือนโยบายในระยะสั้น พี่น้องเกษตรกรเขาคาดหวังครับ และเขาอยากจะเห็น แผนในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในระยะยาว และการช่วยเหลือนั้นจะไม่เป็นภาระของ รัฐบาลที่ต้องใช้เงินของรัฐบาลมาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรปีละหลายแสนล้านบาท เหมือนในอดีตที่ผ่านมา นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมพวกกระผม ที่พรรคภูมิใจไทยในตอนที่ รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเราจึงตั้งใจที่จะนำเสนอนโยบายเรื่องของโพรฟิต แชร์ริง (Profit sharing) ที่จะเอากำไรในระบบทั้งหมดเอามาแบ่งปันกันให้สมน้ำสมเนื้อระหว่างผู้ผลิต ก็คือ ชาวนา ระหว่างผู้แปรรูปก็คือโรงสี และระหว่างผู้ค้าก็คือผู้ค้า เอารายได้ เอากำไรทั้งหมด มาแบ่งปันกัน นั่นก็จะเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่อยากจะฝากไปถึงกรรมาธิการวิสามัญที่จะได้ช่วย เอาไปเป็นแนวทาง และถ้าเป็นไปได้เราก็อยากจะเห็นกฎหมายครับ วันนี้เรามี พ.ร.บ. อ้อย และน้ำตาล จะเป็นไปได้ไหมครับถ้าหากว่าสินค้าทางการเกษตรอย่างอื่น ชนิดอื่น เราก็จะมี กฎหมายคุ้มครองเกษตรกรแต่ละสาขาอาชีพให้เหมือน ๆ กัน
และประการสุดท้ายที่อยากจะฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการวิสามัญ และรัฐบาลครับ นั่นคือการทำการเกษตรแบบใหม่ นั่นคือการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เอามาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนา ผมดูตัวเลขจากสำนักเศรษฐกิจการเกษตร ตกใจครับ ที่วันนี้ผลผลิตเฉลี่ยของข้าว อันนี้ผมดูของข้าวเจ้าจากทั่วประเทศแล้ว ข้าวเจ้าไร่หนึ่ง ผลผลิตอยู่ที่ประมาณ ๖๐๐ กว่ากิโลกรัมเท่านั้นเอง ครึ่งเกวียนกว่า ๆ เท่านั้นเอง วันนี้ต้นทุนในการผลิตอยู่ที่ประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าบาท ราคาขายถ้าหากว่า ในรอบที่ผ่านมาขายกันได้ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาทแบบนี้เจ๊งครับ ขายเมื่อไรก็ไม่ได้หรอกครับ ถ้าหากว่าเรามีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่ำในขณะที่ต้นทุนในการผลิตสูงนั้นในระยะยาวมันไม่สามารถ ที่จะทำให้เกิดการแข่งขันให้กับประเทศของเราอย่างยั่งยืนได้เลยครับ ผมจึงเห็นว่าการใช้ นวัตกรรมใหม่ ๆ การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อที่จะสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรให้เขาลดต้นทุน ในการผลิต ให้เขาสามารถที่จะเพิ่มผลิตเฉลี่ยต่อไร่ให้เพิ่มขึ้นได้นั้นก็น่าจะเป็นวิธีการ ในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรในระยะยาวได้ แต่ข้อจำกัดครับ การลงทุนในเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยของพวกเรานั้น เทคโนโลยีทางด้านของการทำสมาร์ตฟาร์เมอร์ (Smart farmer) อาจจะยังไม่นิยมแพร่หลายครับ การลงทุนในช่วงแรกต้องใช้เงินลงทุน มากมายมหาศาล พี่น้องเกษตรกรต้องการครับ แต่เขาไม่มีเงินลงทุนครับ ผมจึงคิดว่า น่าจะเป็นบทบาทและหน้าที่ของภาครัฐบาลที่จะได้ช่วยพี่น้องเกษตรกรในการส่งเสริม สนับสนุนให้กับเงินทุนของเขาในการไปลงทุนในเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรในการลดต้นทุนในการผลิต แล้วก็เพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ให้กับเขา ในระยะยาวได้ และนอกจากนั้นสิ่งที่พวกเราต้องคำนึงถึงก็คือสังคมไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุครับ การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สิ่งที่เกิดผลกระทบกระทบกับภาคการเกษตร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ วันนี้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือพี่น้องชาวเกษตรกรส่วนใหญ่แล้ว เป็นคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ คนรุ่นลูก รุ่นหลาน คนอายุ ๒๐ กว่าเพิ่งจบการศึกษาปริญญาตรีมา ไม่มีใครอยากจะกลับไปทำนาหรอกครับ เนื่องจากรายได้ของเขาไม่สามารถที่จะเลี้ยงดู ครอบครัวได้ วันนี้คนที่จบปริญญามาส่วนใหญ่ก็เข้าไปสู่โรงงาน ส่วนใหญ่ไปเป็นพนักงาน บริษัท ออกจากภาคการเกษตรไปหมด ต่อไปในอนาคตที่เราเคยภาคภูมิใจว่าอาชีพเกษตรกร อาชีพชาวนาเป็นสันหลังของชาติ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถที่จะสร้างชาวนารุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ ถ้าเราไม่สามารถที่จะเอาคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าไปสู่ภาคการเกษตรได้ ผมคิดว่าอนาคต ภาคเกษตรของประเทศไทยก็น่าเป็นห่วงครับ ดังนั้นเทคโนโลยีแบบนี้เพื่อที่จะลดแรง ลดต้นทุนในการผลิต แล้วก็ดึงเอานวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ก็น่าจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา แล้วก็ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในระยะยาว และการใช้เทคโนโลยีผมก็อยากจะกราบเรียนว่าเราควรที่จะต้องใช้ให้ครบรูปแบบครับ ตั้งแต่ต้นทางก็คือการผลิต รวมไปถึงการแปรรูปและรวมไปถึงการจัดจำหน่าย วันนี้เราไม่ได้มี ปัญหาในเรื่องของการผลิต เรามีประสบการณ์ เรามีพี่นองเกษตรกรที่มีประสบการณ์ เรามีสินค้าที่มีคุณภาพสามารถที่จะส่งออกไปขายยังต่างประเทศเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกได้ เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องคุณภาพของสินค้าครับ สิ่งที่เรามีปัญหาคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ สินค้าให้กับของที่ดีของเราต่างหากว่าจะทำอย่างไรที่จะให้มูลค่าสินค้าทางการเกษตร ของพวกเรานั้นมีราคาที่สูงมากขึ้นไปขายในตลาดโลกได้อย่างสมภาคภูมิ แล้วท้ายที่สุดครับ ท่านประธาน ผมก็อยากจะฝากไปถึงทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ แล้วก็รัฐบาลชุดใหม่ ที่กำลังจะตั้งขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้ ผมเห็นด้วย แล้วก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกทั้งพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็ฝ่ายรัฐบาลที่ร่วมกันหยิบยกนำเอาปัญหาเรื่องนี้มาพิจารณาและมาร่วมกันหาทางออก ให้เป็นเรื่องแรก ก็ขอบคุณท่านประธานครับ