ปดิพัทธ์ ตั้งคำถามการจัดการน้ำ-งบฯท้องถิ่น ชี้ไร้วิสัยทัศน์-ซ้ำเติมจน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๓ กันยายน ๒๕๖๒

ปดิพัทธ์ สันติภาดา ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบ วิสัยทัศน์ และความสามารถของรัฐบาลในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งการดำเนินการที่ผิดพลาดส่งผลให้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและตอกย้ำความยากจน โดยเฉพาะการพึ่งพางบประมาณเยียวยาแทนการลงทุนอย่างยั่งยืน พร้อมวิพากษ์คำแนะนำที่ไร้ความเข้าใจต่อวิกฤติของประชาชน และเรียกร้องให้เปลี่ยนแนวทางการแก้ปัญหาจากความเมตตาเป็นความยุติธรรมร่วมกับแผนระยะยาวที่ชัดเจน รวมถึงการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเป็นธรรมให้ท้องถิ่น รวมถึงการเยียวยาที่เหมาะสมต่อประชาชนที่ต้องสละพื้นที่เพื่อโครงการพัฒนาต่างๆ

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พิษณุโลก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคอนาคตใหม่ ท่านประธานครับ จังหวัดพิษณุโลกตอนนี้สถานการณ์น้ำดีขึ้นบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงค้าง อยู่ในใจของพี่น้องประชาชน ก็คือคำถามว่าถ้าพวกเขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์นี้อีก พวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ท่านประธานครับ พอเราเห็นรูปแบบของอุทกภัยที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ของประเทศตอนนี้มันเกิดรูปแบบซ้ำ ๆ รูปแบบซ้ำ ๆ ก็คือเมื่อรัฐบาลบริหารจัดการน้ำผิดพลาด น้ำท่วมรัฐบาลก็เยียวยา รัฐบาลก็รู้สึกดี เมื่อบริหารเศรษฐกิจผิดพลาดคนจนมีมากขึ้นก็แจกบัตรคนจนมากขึ้น รัฐบาลก็รู้สึกดี แต่นี่คือความไม่ยุติธรรมท่านประธาน ความไม่ยุติธรรมนี้ก็คือว่าแทนที่งบประมาณ ที่เป็นภาษีของพี่น้องประชาชนจะถูกลงทุนใช้ในสิ่งที่ยั่งยืน แต่กลับถูกใช้ในสิ่งที่รู้ว่า จะต้องใช้แล้วใช้อีกและไม่มีประสิทธิภาพ แล้วสิ่งที่พี่น้องประชาชนตั้งคำถาม ก็คือ ความรับผิดชอบ วิสัยทัศน์และความสามารถของนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ เรายังไม่เคยได้ยินคำขอโทษจากรัฐบาลที่บริหารจัดการน้ำผิดพลาด แต่กลับบอกให้พึ่งตัวเอง นายกรัฐมนตรีเพิ่งบอกชาวจังหวัดพิษณุโลกว่า ถ้าน้ำท่วมก็ให้ไปเลี้ยงปลาแทน ท่านประธานครับ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่ตลก และเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้คำตอบว่า ทำไมถึงยังปล่อยให้สภาพแบบนี้เกิดขึ้น นี่คือความไม่ยุติธรรมที่ต้องปล่อยให้พี่น้องประชาชน ต้องเผชิญชะตากรรมแบบนี้ โดยที่รัฐบาลใช้งบประมาณที่เป็นภาษีของพวกเขาเอง มาแจกข้าว ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ได้ช่วยที่ต้นตอของปัญหาเลย

ท่านประธานครับ ความไม่ยุติธรรมอย่างที่ ๒ ก็คือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชนที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ นั้นเขาไม่ได้รับการเสริมอำนาจ ไม่ได้รับการเสริมทรัพยากร ไม่ได้รับการเสริมงบประมาณในการที่พวกเขาจะต้องเผชิญ ภัยพิบัติในรอบหน้า ผมมีโอกาสได้พบกับกลุ่มภาคประชาชน นักวิชาการในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงรายนะครับ ที่พวกเขากำลังเตรียมตัวที่จะเผชิญกับภาวะหมอกควันพิษ ที่จะมาในต้นปีหน้า ซึ่งพวกเขารู้อยู่แล้วว่าจะมี แต่เรายังไม่เห็นการเตรียมการของรัฐบาลใด ๆ เกิดขึ้น ผมคุยกับนักประดิษฐ์ที่ต้องการสร้างเครื่องตรวจวัดควันพิษ พวกเขาต้องการ เงินแค่ไม่กี่แสนบาทเท่านั้นเองที่จะทำให้การแจ้งเตือนภัยดีขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับ งบประมาณเหล่านี้ และเมื่อมองไปที่แหล่งงบประมาณต่าง ๆ ที่เป็นภาครัฐก็กลับไม่มี คำตอบท่านประธานครับ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยที่ถูกตั้งขึ้นมาโดยอำนาจของทาง กระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัด คำถามของผมคือปีหน้าถ้ามีอุทกภัยอีก พวกเขาจะมีข้อมูลในการตัดสินใจดีขึ้นกว่านี้หรือไม่ ถ้าการแจ้งเตือนเป็นการแจ้งเตือน เมื่อน้ำมาถึงหน้าบ้านและต้องไปเอาเรือที่เก็บไว้ แล้วค่อยมาตั้งศูนย์อุทกภัย ผมคิดว่านี่คือ ความผิดพลาดของรัฐบาลนะครับ ผมไม่ได้มองว่าอุทกภัยที่มาถึงเรานั้นเป็นเหตุการณ์ ที่รัฐบาลจะมาตอบว่า ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อไรและอย่างไร นี่ปี ๒๐๑๙ แล้วนะครับ เรามีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น แต่คำถามที่เราต้องมาตั้งคำถาม คือแล้วทำไมเรายัง รับมืออุทกภัยแบบเดิมอยู่ นี่เป็นการสะท้อนนะครับว่าเราไม่มีสัดส่วนของงบประมาณ แผ่นดินที่มีการลงทุนในการวิจัย ลงทุนในการศึกษาหรือสร้างเทคโนโลยีขึ้นมา ประเทศ ที่ประสบอุทกภัยหรือปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ พวกเขาแข็งแรงขึ้นทุกครั้ง เช่น ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ในเมื่อพวกเขาตั้งใจที่จะอยู่กับภัยพิบัติเหล่านี้ และสร้างตัวให้เก่งขึ้น โดยเทคโนโลยีที่ดีขึ้น แต่ประเทศไทยของเรายังกลับแก้ปัญหาแบบเดิมอยู่ และผมคิดว่านี่คือ ความไม่ยุติธรรมที่ประชาชนจะต้องเผชิญกับชะตากรรมแบบนี้ ท่านประธานครับ ผมมาจาก จังหวัดพิษณุโลกและผมอยากจะยกตัวอย่างกรณีหนึ่งที่ทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำ และความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นก็คือที่อำเภอบางระกำ อำเภอบางระกำเป็นพื้นที่ท่วมซ้ำซาก และเรามีบางระกำโมเดล (Model) ที่เป็นความภูมิใจเพราะเราชนะในปี ๒๕๖๑ ว่า เป็นการบริหารจัดการน้ำที่ดี แต่ท่านประธานครับเมื่อผมมีโอกาสได้ไปพูดคุยกับพี่น้อง ประชาชน พวกเขาไม่ได้มีความภูมิใจกับรางวัลนั้นสักเท่าไรนะครับ เพราะสิ่งที่พวกเขา ต้องแลกมาในการที่จะต้องอยู่กับน้ำท่วม ๓-๖ เดือนต่อปี พวกเขาต้องแลกมากับการที่ พวกเขาไม่เคยมีถนนที่ดีเลย การสร้างถนนในอำเภอบางระกำเป็นการสร้างที่รู้ว่า สร้างอย่างไรก็พัง เพราะว่าน้ำก็จะท่วมซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อมีการคิดแต่ว่าสร้างอย่างไรก็พัง ก็เลยไม่มีการสร้างถนนที่ดีพอ สูงเพียงพอที่จะพ้นระดับน้ำ ทั้งที่มันท่วมทุกปีนะครับ และไม่มีการที่จะวางท่อน้ำที่จะมีการระบายน้ำได้เพียงพอ ถ้ามีการท่วมที่มีระดับไม่มากนัก สภาพของพี่น้องประชาชนไม่ใช่แค่เฉพาะในปีนี้แต่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็คือเมื่อมีน้ำท่วม พวกเขาก็ยังต้องพายเรือออกไปส่งลูก พายเรือเอาคนป่วยไปส่งที่โรงพยาบาล พายเรือ ออกไปตลาด ท่านประธานครับ ผมคิดว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครนะครับ แค่สัปดาห์เดียว ผมคิดว่ารัฐบาลแทบจะอยู่ไม่ได้แล้วนะครับ แต่นี่มันเกิดขึ้นกับคน ต่างจังหวัดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่เสียงของพวกเขาที่มองว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรมนั้น ที่พวกเขาจะต้องเป็นพื้นที่รับน้ำกลับไม่ได้รับการได้ยินและการแก้ปัญหา ท่านประธานครับ แล้วเมื่อน้ำลดท้องถิ่นก็ต้องซ่อมถนนอีก และงบประมาณที่จะซ่อมถนน ขุดลอกคูคลอง เป็นงบประมาณ ๒ ก้อนที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดว่ามีการคอร์รัปชันหรือไม่ นี่จึงเป็นสิ่งที่ พ่อแม่พี่น้องฝากคำถามมาว่า ตั้งใจจะให้เขาอยู่ในสภาพแบบนั้นเพื่อจะมีการซ่อมถนนต่อไป จริงหรือเปล่า

ท่านประธานครับ แล้วเมื่อเราดูความไม่ยุติธรรมอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อชาวบ้านอำเภอบางระกำจะต้องอุทิศพื้นที่กว่า ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ในการเป็นพื้นที่ ในการรับน้ำ พวกเขาได้รับการชดเชยเพียงพอหรือเปล่า เรื่องนี้เกิดขึ้นเป็นคำถาม ที่เกิดขึ้นกับอีกหลาย ๆ ที่นะครับ ชาวบ้านที่จะต้องอุทิศที่ในชุมชนของเขาเป็นบ่อขยะ พวกเขาได้รับการชดเชยคุ้มค่าหรือเปล่า พวกเขาที่อุทิศพื้นที่บ้านของเขาให้ตั้งโรงงาน อุตสาหกรรมได้เพื่อความเจริญของประเทศ จริง ๆ แล้วไม่ใช่พื้นที่ของพวกเขาเลย พวกเขา ต้องรับมลพิษไปทั้งหมดนั้น พวกเขาได้รับความยุติธรรมได้รับการชดเชยหรือเปล่า นี่เป็นคำถามสำคัญในเรื่อง อีอีซี (EEC) ด้วยนะครับ

ท่านประธานครับ การเยียวยา การรักษา ผมคิดว่าเราจะต้องหลุดพ้น จากเรื่องของความสงสารเมตตา เพราะเรื่องนี้คือความยุติธรรมที่คนไทยจะต้องได้รับ แต่ถ้าเกิดภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมาจากการผิดพลาดของรัฐบาล มาจากการไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่มีการแก้ปัญหาในระยะกลางและระยะยาว ผมคิดว่าเราปล่อยให้ประชาชนคนไทย อยู่ในชะตากรรมที่น่าเศร้ามาก และไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะไปเยี่ยมกี่จุดกี่ที่ เราก็ยังไม่เคยเห็น ว่ารัฐบาลจะสามารถมีคำตอบที่ดีไปกว่านี้ได้ นอกไปจากการที่ให้พวกเราพึ่งพาตัวเอง ท่านประธานครับ ในปี ๒๕๖๐ ถึง ปี ๒๕๖๑ นายกรัฐมนตรีก็มีโอกาสได้พูดถึง เรื่องของการส่งเสริมการประมงในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งเป็นที่มาของคำพูดที่ท่านไปแนะนำ ชาวจังหวัดพิษณุโลกที่อำเภอวังทอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวบ้านรับไม่ได้ เพราะที่จริงแล้ว ถ้าจะทำให้พื้นที่ท่วมเหล่านั้น ถ้าเรามองในแง่ดีว่าท่านนายกรัฐมนตรีพูดจริงนะครับ ก็คือพื้นที่เหล่านั้นจะต้องเป็นพื้นที่ประมงที่ไม่ได้ทำตามยถากรรม แต่จะต้องเป็นการประมง ที่ยั่งยืน เป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่มีคำตอบหรือไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ออกจากรัฐบาล เพราะฉะนั้นผมจึงอยากสะท้อนว่าปัญหาน้ำท่วมที่เราพบเจอกันอยู่ และเราพูดอยู่ทุกวันนี้ ถ้าเรามองในมิติของแค่เป็นโชคชะตาที่ประเทศไทยเจอน้ำท่วม เราก็จะจบลงแค่การช่วยเหลือแบบครั้งคราว แต่ถ้าเรามองเรื่องนี้ว่านี่คือความเหลื่อมล้ำ นี่คือการไม่ยุติธรรม และเป็นการที่เรากำลังใช้งบประมาณของประเทศไปในทางที่สูญเปล่า ผมคิดว่าเราต้องทบทวนเรื่องนี้ใหม่ ขอบคุณครับ