นริศ ขำนุรักษ์ หารือปัญหาการใช้สารเคมีในภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตเพื่อการค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพดิน น้ำ และวิถีชีวิต พร้อมเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เรียกร้องยุติการนำเข้าสารเคมีทั้งสามชนิดทันที ควบคุมการใช้และสต็อกอย่างเข้มงวด ห้ามใช้ในพื้นที่สาธารณะ และผลักดันให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์เพื่อลดการพึ่งพาน้ำยาเคมี โดยเฉพาะในภาวะน้ำท่วมที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีจากพื้นที่เกษตรและโรงงาน จึงเน้นย้ำการป้องกัน การจัดเก็บอย่างปลอดภัย และการลงโทษผู้ฝ่าฝืนเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้เสนอญัตติ เรื่องขอให้ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีในภาคเกษตรเพื่อให้สภาพิจารณา แต่หากว่าสภาพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ไม่ขัดข้องนะครับ แล้วก็ถือว่าเป็น พระคุณอย่างยิ่งนะครับ เพื่อจะได้ศึกษาเรื่องนี้โดยละเอียดยิ่งขึ้นนะครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าตั้งแต่ผู้เสนอญัตติมาท่านแรกจนถึงขณะนี้ผมคิดว่าพวกเราสภาแห่งนี้ ได้รับทราบสถานการณ์เรื่องความรุนแรง ความเสียหาย ผลกระทบจากการใช้สารเคมี ทั้ง ๓ ชนิด ซึ่งประเทศไทยใช้อย่างมากมายทีเดียวนะครับ ปีหนึ่งประมาณ ๗๐,๐๐๐ ตัน ปีหนึ่งใช้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ถือว่าใช้อย่างรุนแรง ใช้อย่างมีผลกระทบ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าจนถึงนาทีนี้เราจะไปโทษใครไม่ได้อีกแล้วนะครับว่า ใครเป็นผู้ก่อเหตุเรื่องนี้ขึ้นมา ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ผมคิดว่าเราทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ เพื่อป้องกันปัญหาสารเคมีที่มีผลกระทบต่อสังคมไทย ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญที่สุดคงเกิดจาก เราได้เปลี่ยนวิถีผลิตนะครับ เราได้เปลี่ยนวิถีผลิตจากผลิตเพื่อบริโภคกลายมาเป็นผลิต เพื่อการค้า ผลิตเพื่อการขาย สิ่งนี้นะครับทำให้เราต้องใช้สารเคมีอย่างรุนแรงนะครับ เดิมสังคมไทยผลิตเพื่อบริโภค มีเหลือบ้างก็จุนเจือ สารเคมีจึงไม่มีความจำเป็นสำหรับ พวกเราในอดีต แต่วันนี้เมื่อเราเปลี่ยนแปลงวิถีผลิตมาเป็นผลิตเพื่อการขาย ผลิตเพื่อ การบริโภค การใช้สารเคมีและวิถีชีวิตของคนไทยจึงเปลี่ยนไป เดิมคนไทยได้รับสมญานามว่า คนไทยยิ้มแย้มแจ่มใส โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพราะวิธีผลิตเราเป็นวิถีผลิตเพื่อบริโภค และเรามีทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่ดิน ทั้งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ และมีคุณภาพที่มากพอ แต่สภาพ วันนี้เมื่อเราเปลี่ยนแปลงวิถีผลิต ดินเราขาดคุณภาพ น้ำเราขาดคุณภาพ และเรามีสารเคมี ไปปนเปื้อนอยู่ในดินในน้ำ สังคมไทยจึงเปลี่ยนแปลงไป ผมไม่เชื่อว่าวันนี้คนไทยจะยิ้มแย้มแจ่มใส จะโอบอ้อมอารี จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เหมือนในอดีตนะครับ เพราะในทางทฤษฎีก็บอกว่าเมื่อน้ำ เมื่อดินเปลี่ยน พืชพรรณจะเปลี่ยน เมื่อน้ำ ดินเปลี่ยน พืชพรรณเปลี่ยน สัตว์เปลี่ยน เมื่อน้ำ ดินเปลี่ยน พืชพรรณเปลี่ยน สัตว์เปลี่ยน คนเปลี่ยน และสังคมเปลี่ยนไปในที่สุด นี่เป็น หลักทฤษฎีในทางสิ่งแวดล้อม วันนี้ดินกับน้ำเปลี่ยนจากดินดี น้ำดี เป็นปนเปื้อนนะครับ และขาดแคลน และไม่มีคุณภาพทำให้สังคมไทยเปลี่ยน ผมจึงขออนุญาตได้ฝากข้อสังเกต ไปยังคณะกรรมาธิการที่จะเกิดขึ้น ๓-๔ ประเด็นสั้น ๆ ไม่มากนะครับ
๑. ขอให้ยุติการนำเข้าสารเคมีทั้ง ๓ ชนิดโดยเด็ดขาด เพราะว่าผลร้าย เกิดขึ้นมากมายและกว่าเราจะคลี่คลายปัญหานี้คงใช้เวลาอีกนานหลายปีนะครับ จึงขอให้ เริ่มยุติเสียตั้งแต่บัดนี้ เพื่อใช้เวลาสักช่วงหนึ่งแก้ไขปัญหาที่ตกค้างอยู่
๒. ให้เช็กสต็อก (Check stock) ว่าเรานำเข้ามาจำนวนเข้ามาเท่าไร เพราะทราบว่าตั้งแต่มีแนวโน้มสภาจะพิจารณา มีแนวโน้มมาก่อนหน้านี้ว่าจะมีนโยบายไม่ให้ มีการสั่งเข้ามา ผู้ประกอบการ ผู้ทำธุรกิจเรื่องนี้นำเข้ามาเพื่อสะสมเพื่อกองไว้ เพราะรู้ว่า เกษตรกรไทยยังจำเป็นจะต้องใช้อยู่ ผมอยากให้ตรวจสต็อก (Stock) ที่มีอยู่ทั้งหมดว่า ประเทศไทยเก็บไว้ที่ไหน ใครเป็นผู้เก็บไว้นะครับ
๓. ช่วงนี้หรืออาจจะมีช่วงในวันข้างหน้าต้องมีการควบคุมการใช้ ด้วยความระมัดระวัง และเป็นไปตามหลักวิชาการ หลักของความปลอดภัย โดยเฉพาะ สารเคมีไม่ควรให้ส่วนราชการหนึ่งส่วนราชการใดใช้เลยนะครับ โรงเรียนก็ไม่ควรใช้ ศาสนสถาน วัด มัสยิด ก็ไม่ควรใช้สารเคมี ผมสะเทือนใจมากครับท่านประธาน เห็นเทศบาล หลายเทศบาลฉีดหญ้าโดยใช้สารเคมี แทนที่จะตัดหญ้า กลายเป็นฉีดหญ้า เป็นหน่วยงานรัฐ ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมเสียเอง
เรื่องถัดมาที่ผมอยากจะฝากท่านประธานก็คือ เรื่องที่จัดเก็บสารเคมีที่อยู่ใน ครอบครองของพี่น้องเกษตรกรในวันนี้ ขอให้เก็บรักษาด้วยความระมัดระวังและมีมาตรการ การป้องกันที่มีความปลอดภัยพอ ผมห่วงเรื่องช่วงน้ำท่วมนี้เป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ในช่วงก่อนหน้านี้ที่น้ำท่วมใหญ่ ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของสภาผู้แทนราษฎร เราได้ค้นพบว่าสารเคมีที่โรงงานได้ เก็บเอาไว้นี้ปนเปื้อนไปกับน้ำท่วมหลายนิคม หลายโรงงาน ก่ออันตรายมากนะครับ เพราะว่า สารเคมีโดนน้ำท่วมชะลงไปสู่ลำคลอง สู่อ่าวไทย อยู่ในต้นไม้ อยู่ในพืช แล้วก็อยู่ในคน น้ำท่วม ที่ภาคอีสานตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นแน่ วันที่ผมเรียนกับท่านประธาน วันนั้นถ้ากรรมาธิการแถลง ผมคิดว่าจะเกิดความหวั่นวิตกเรื่องสารเคมีปนเปื้อนน้ำท่วม ผมคิดว่ากระเทือนไปทั้งประเทศ แต่ว่าเราเรียนรู้แล้วก็ได้แจ้งรัฐบาลไปในทางลับในขณะนั้น ว่าต่อไปโรงงานที่เก็บสารเคมีควรจะมีที่เก็บที่ปลอดภัย เช่น ต้องมีลิฟต์เก็บ เมื่อน้ำมาก็ต้อง ยกสารเคมีที่เป็นถัง หรืออยู่ในที่เก็บชนิดใดก็ตาม ต้องยกลิฟต์ขึ้นมาให้สูง ไม่ใช่เก็บไว้ที่ต่ำ แล้วก็เมื่อเวลามีน้ำท่วมก็ไม่สามารถยกเก็บไปไว้ในที่ปลอดภัยได้ แล้วก็ผมอยากที่จะให้มี การลงโทษอย่างรุนแรงสำหรับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นลักลอบนำเข้า ลักลอบจำหน่าย และลักลอบไปใช้ ขอให้ทางกรรมาธิการได้พิจารณาเรื่องการจูงใจให้ เกษตรกรกลับไปเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยให้รัฐบาลช่วยเหลือเหมือนกับหลายประเทศ หลายประเทศถ้าทำนา สมมติว่าปีนี้ได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าเกษตรทำนาแบบ เกษตรอินทรีย์ รัฐบาลให้เปล่าอีก ๓๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๔๐๐,๐๐๐ บาท นี่ก็ทำกันใน หลายประเทศในกลุ่มประเทศยุโรป ประเทศไทยนี้ผมคิดว่าได้เวลาที่สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร เป็นเกษตรกรอินทรีย์ โดยไม่ใช้สารเคมี ถัดมาผมอยากสนับสนุนให้รัฐบาลได้สนับสนุนเกษตรกร ให้ทำเกษตรพรีเมียม (Premium) ปลอดสารอินทรีย์ ช่วยขาย ยกระดับสินค้าเกษตรเราเป็น เกษตรอินทรีย์ สุดท้ายผมอยากเรียกร้องให้กรรมาธิการไปช่วยศึกษาว่าทำอย่างไรให้ เกษตรกรไทย ให้สังคมไทยกลับไปใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เหมือนกับรับสั่งของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๙ ทำอย่างไรให้เกษตรกรเราและคนไทยเรากลับไปใช้ชีวิต มีวิถีผลิตเพื่อการบริโภคอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเรายังผลิตเพื่อการขายอยู่เช่นนี้ และเราไม่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เราไม่เปลี่ยนที่เป็นอยู่ เช่นนี้ให้กลับไปเป็นวิถีพอเพียง และวิถีผลิตเพื่อการบริโภคแล้ว ผมคิดว่าสารเคมียังมีการใช้ และยังมีผลกระทบต่อคน ต่อพืช ต่อสัตว์ และเมื่อคน สัตว์ มีสารเคมีสะสมไป สังคมไทยก็จะ เปลี่ยนขอเรียกร้องให้พวกเรากลับมาอีกครั้งหนึ่ง กลับมาใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และใช้ วิถีผลิตแบบดั้งเดิม ผมคิดว่าวันนั้นสารเคมีจะหมดไป แล้วเราก็จะปลอดภัยนะครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ