กนก ห่วงไทยพีบีเอสรักษาจิตวิญญาณสื่อสาธารณะ-เสนอสร้างครูใหม่เปลี่ยนการศึกษา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๒

กนก วงษ์ตระหง่าน หารือบทบาทของไทยพีบีเอสในยุคดิจิทัล เน้นความจำเป็นในการรักษาหลักการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นธรรม และใกล้ชิดประชาชน โดยเสนอให้ขยายเนื้อหาด้านการศึกษาสะท้อนชีวิตครูและนักเรียน ผลักดันการเข้าใจปัญหาความเครียดของเด็ก และสนับสนุนการพัฒนาครูอย่างมีคุณภาพ พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องงบการเงินที่มีกำไรและเงินสะสมสูง วิพากษ์การใช้จ่ายที่ขาดการลงทุนด้านบุคลากรและเทคโนโลยีอย่างเพียงพอ และเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายให้สอดคล้องกับภารกิจหลักในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางสังคม วัฒนธรรม และการศึกษา รวมถึงเสนอโครงการสร้างครูใหม่และการรักษาจิตวิญญาณของสื่อสาธารณะภายใต้การปรับโครงสร้างองค์กรและการพิจารณาแหล่งเงินอุดหนุนจากรายได้ภาษีบาป

นายกนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายให้ข้อสังเกตในรายงานผลการปฏิบัติงาน ประจำปี ๒๕๖๑ ไทยพีบีเอส ๔ ประเด็นดังต่อไปนี้

ประเด็นที่ ๑ การเปลี่ยนแปลงในบริบทของการสื่อสาร วันที่เกิดไทยพีบีเอส กับวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง พูดให้ชัดเจนก็คือเราเปลี่ยนแปลงจากยุคอนาล็อก (Analog) มาสู่ยุคดิจิทัล เพราะฉะนั้นย่อมจะต้องมีผลกระทบต่อทุก ๆ มิติของไทยพีบีเอส คำถามก็คือว่า ไทยพีบีเอสจะรักษาหลักการของสื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นหลักการที่ดี ในการก่อตั้งไว้ได้อย่างไรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของบริบทเหล่านั้น ในรายงานของไทย พีบีเอสประจำปีนี้ ได้อ้างประโยคของอัลส์รูดี้นักวิทยุโทรทัศน์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีชื่อเสียง ได้เขียนบอกว่าหน้าที่ของสื่อสาธารณะคือการทำรายการให้ดี ทำงานกับคนในพื้นที่ ให้มาก ใกล้ชิดกับสังคมและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ผมคิดว่านี่คือจิตวิญญาณ ของสื่อสาธารณะที่สำคัญแล้วก็เป็นเรื่องที่ผมอยากเห็นไทยพีบีเอสรักษาไว้ ถึงแม้ว่าบริบท ทางเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราเห็นวันนี้ก็คือว่าการเปลี่ยนแปลง ของสื่อนั้นทำให้เกิดบริบทที่เราเรียกว่าโซเชียลมีเดีย (Social media) เกิดขึ้นในสังคม ของเราอย่างมาก และโซเชียลมีเดีย (Social media) นี้ก็มีความเข้มแข็ง มีลักษณะที่ดี มากมาย และที่สำคัญก็คือเกิดการเข้าถึงกลุ่มบุคคล โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อย่างกว้างขวาง แต่ในเวลาเดียวกันโซเชียลมีเดีย (Social media) ก็มีข้อจำกัด ในเรื่องของการให้ข้อมูล ข่าวสารที่ครบถ้วนที่เป็นธรรมแล้วก็ที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจึงทำให้เกิดการรับรู้ข่าวสาร ในสังคมที่ไม่สมดุล เพราะฉะนั้นคำถามตรงนี้จึงทำให้เกิดต่อไทยพีบีเอสในฐานะ ที่เป็นสื่อสาธารณะว่าในยุคดิจิทัลนี้ ไทยพีบีเอสจะช่วยสร้างความสมดุลต่อการรับข้อมูล ข่าวสารของประชาชนได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โซเชียลมีเดีย (Social media) มีบทบาทเป็นอย่างมาก นั่นคือประเด็นที่ ๑ ท่านประธานครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตเข้าไปในรายละเอียดของเนื้องาน ในปี ๒๕๖๑ นั้น ไทยพีบีเอสได้ทำโครงการดี ๆ ไว้เยอะมาก ผมขออนุญาตหยิบขึ้นมาเพียงบางประเด็น และชี้ให้เห็นว่าผมอยากเห็นการเพิ่มเติมในอย่างไร ตัวอย่างเช่น ท่านมีโครงการเรื่องโรงเรียน ของสังคม คนไทยเรียนรู้ตลอดชีวิต อันนี้เป็นโครงการที่ดีและตัวอย่างในเรื่องของ การสร้างแรงบันดาลใจให้กับครู โดยมีรายการวาไรตี้ (Variety) ชุดฉันจะเป็นครู ผมคิดว่าเป็นรายการที่ดีน่าจะต้องมีรายการ ลักษณะนี้ให้มากขึ้น แต่ถ้าเข้าไปดูในรายละเอียดจะพบว่าในระบบการศึกษาของ ประเทศไทยนั้นมันมีอยู่ ๒ ระบบใหญ่ ๆ ระบบแรกก็คือระบบที่เป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนของรัฐบาล และก็โรงเรียนของเอกชน อันนี้เป็นระบบโรงเรียนที่เป็นทางการ แล้วก็เรามีระบบโรงเรียนตามอัธยาศัยอีกหลายรูปแบบมาก ผมอยากเห็นไทยพีบีเอสได้สร้าง ความเข้าใจ สร้างการยอมรับ แล้วก็สนับสนุนโรงเรียนในรูปแบบทั้ง ๒ ระบบนี้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เข้าใจชีวิตของครูที่ทำหน้าที่ในโรงเรียนทั้ง ๒ ระบบนี้ ซึ่งในความเป็นจริง เรารู้ว่าครูในโรงเรียนตามอัธยาศัยนั้นมีชีวิตที่แตกต่างจากการเป็นชีวิตครูในโรงเรียนของ สพฐ. หรือโรงเรียนเอกชนอย่างมาก สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะทำให้เราเข้าใจแล้วก็พร้อม ที่จะให้การสนับสนุนกับทางการเลือกทางการศึกษามากขึ้น สังคมไทยของเรายังขาดแคลน ครูที่ดีอีกมาก เรายังขาดครูที่มีใจอยากสอนหนังสืออีกมาก ผมมีคำถามกับไทยพีบีเอสว่า รายการของท่านนอกจากการเสนอข่าวแล้ว ไทยพีบีเอสจะช่วยสร้างครูที่ดีให้กับสังคมไทย ให้มากขึ้นได้อย่างไร นี่คือตัวอย่าง ความจริงมีเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างเช่น เรื่องของเด็ก นักเรียนที่มีความเครียดนะครับ เมื่อไม่กี่วันนี้ก็มีเด็กนักเรียนที่จังหวัดชลบุรีคิดเลขช้า ก็โดนลงโทษ อย่างนี้เป็นต้น ลักษณะของปัญหาของนักเรียนที่ละเอียดอ่อนผมคิดว่าไทยพีบีเอส มีหน้าที่จะต้องนำมาสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ไม่ใช่แค่เพียงว่าครูทำหน้าที่แล้วก็จบกัน นักเรียนเป็นผู้ถูกกระทำแล้วก็จบกัน แล้วก็ถูกลงโทษมันไม่ควรจะเป็นแบบนั้น เพราะว่า ความเป็นจริงความเครียดของนักเรียนมันมีเบื้องหลังอีกเยอะมาก และความจริง ที่ครูไม่สามารถจัดการกับนักเรียนที่มีปัญหาเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องก็มีเบื้องหลังอีกเยอะมาก สิ่งเหล่านี้เป็นชีวิตครูจริงที่ไทยพีบีเอสควรจะต้องนำมาเสนอเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะขออนุญาตเรียนว่าในเนื้อหาสาระไทยพีบีเอสทำได้ดี แต่สิ่งที่ทำ ได้ดีนั้นผมคิดว่ายังต้องทำให้ดีมากกว่านี้ เพราะสังคมของเราเปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน และไทยพีบีเอสก็มีภาระที่จะต้องทำในเรื่องนี้

เมื่อถึงตรงนี้ผมก็กลับไปถึงประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธานครับ ผมเข้าไป ตั้งคำถามนี้กับงบการเงินของไทยพีบีเอส งบการเงินนี้นะครับ ผมไม่ต้องพูดเงินอุดหนุน ๒,๐๕๘ ล้านบาท แล้วก็รายได้ของท่านมี ๒,๗๑๓ ล้านบาท นั่นหมายความว่าท่านมีกำไร ๓๐๐ กว่าล้านบาท ผมตั้งคำถามว่า ไทยพีบีเอสจำเป็นต้องมีกำไรหรือไม่ ในลักษณะของ สื่อสาธารณะ ถ้าผมจำไม่ผิดเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วที่เราสนับสนุนให้มีไทยพีบีเอส และพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรคหนึ่งที่สนับสนุนเรื่องนี้ เราอยากเห็นการบริการ ที่มีคุณภาพมากกว่านี้ เราไม่ได้อยากเห็นกำไรของไทยพีบีเอส และผมจำได้ด้วยซ้ำไปตอนนั้น เราพูดเลยว่าเราไม่ต้องการไทยพีบีเอสมีกำไร เราต้องการให้ไทยพีบีเอสใช้งบประมาณทั้งหมด ให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง แต่วันนี้ไทยพีบีเอสมีกำไร ๓๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าท่านน่าจะต้องตอบอันนี้กับสภาแห่งนี้ เมื่อผมลงไปดูในรายละเอียดเพิ่มเติมครับ กระแสเงินสดของท่าน กระแสเงินสดในกิจกรรมการลงทุนนั้นท่านซื้อลิขสิทธิ์รายการ และต้นทุนการผลิตรายการ ๒๙๔ ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้มีผู้อภิปรายไปแล้วผมไม่ต้องพูดถึงนะครับ เราอยากเห็นการนำเงินส่วนนี้มาช่วยสร้างผู้ผลิตคนไทยใหม่ ๆ ให้มากขึ้น ถ้าท่านเอากำไร ๓๐๐ ล้านบาทตรงนั้นมาใช้ต่อปี เพื่อสร้างผู้ผลิตรายการที่มีคุณภาพที่เป็นคนไทย เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยท่านปรับเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้ดีขึ้น ผมว่าตรงนั้นน่าจะเป็นกิจกรรม ที่ควรจะส่งเสริมใช่หรือไม่ และยิ่งไปกว่านั้นท่านซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ๔๔ ล้านบาท ถ้าพูดจริง ๆ ตัวเลขตัวนี้ดูเหมือนจะมาก แต่ในธุรกิจของท่านภารกิจหลักของท่าน ผมคิดว่า ท่านซื้อน้อยเกินไป เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเทคโนโลยีตรงนี้สำหรับการสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างยิ่ง ไทยพีบีเอสที่เราอยากเห็นก็คือเป็นผู้บุกเบิกทางด้านเทคโนโลยี ทางด้านสื่อสาธารณะ ที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน เพราะเทคโนโลยีเป็นหัวใจของไทยพีบีเอส และที่สำคัญท่านประธานครับ ผมมีคำถามและขอคำตอบนะครับ ผมพบว่ามีเงินฝากประจำระยะยาว ๑๗-๒๔ เดือนของไทยพีบีเอสสูงถึง ๑,๓๖๐ ล้านบาท และที่น่าสนใจก็คือว่า เมื่อเทียบกับปีที่แล้วท่านมีสูงขึ้น ๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ก็คงจะเป็น เงินกำไรที่ท่านคาดการณ์ล่วงหน้าอยู่แล้ว นั่นก็หมายความว่าไทยพีบีเอสมีเงินเหลือนะครับ ปีหน้าไม่ให้ต้องงบประมาณเลยก็ได้ท่านก็ยังอยู่ได้นะครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่จะต้องกลับ ไปถามคำถามต่อคณะกรรมการนโยบายและคณะกรรมการบริหารไทยบีเอสว่า ท่านคิด อย่างไร ผมเข้าใจในฐานะที่ท่านเป็นผู้บริหารที่จะต้องรักษาความต่อเนื่องและความมั่นคง ให้กับองค์กร แต่ตรงนั้นเท่ากับว่าท่านกำลังสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับองค์กรโดย ไม่เชื่อมั่นใน พ.ร.บ. ของไทยบีเอส ตรงนี้ผมว่าท่านจะต้องคิดให้หนักนะครับ และเมื่อผมลง ไปดูในงบการเงินรายละเอียดเพิ่มเติมพบว่า ท่านอบรมบุคลากรมี ๖ ล้านบาทนะครับ ผมคิด ว่าบริษัทเล็ก ๆ ยังใช้เงินมากกว่าไทยพีบีเอสในการอบรมพนักงานด้วยซ้ำไป และเราก็รู้อยู่ว่า คนของไทยพีบีเอสเป็นคนที่มีคุณภาพนะครับ ผมไม่ต้องเอ่ยชื่อคนเหล่านั้น ทำไมเราไม่สร้าง คนใหม่ ๆ ยกระดับเขาให้มากขึ้น แล้วก็คนเหล่านั้นต่อไปเขาอาจจะไม่อยู่ไทยพีบีเอสก็ได้ จะไปอยู่ช่องอื่นก็ได้ แต่อันนี้เป็นการสร้างคนให้กับวงการสื่อสารของประเทศไทย ตรงนี้ ผมว่าเป็นภารกิจอีกด้านหนึ่งของไทยพีบีเอสที่แฝงอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นท่านน่าจะต้อง ลงทุนกับคนให้มากกว่านี้นะครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมอยากขอให้ท่านไปทบทวน นโยบายการเงินและนโยบายการให้บริการสื่อสาธารณะที่มีความสมดุล และสอดคล้องกับ บริบทของการเปลี่ยนแปลงให้มากขึ้น หัวใจของความสำเร็จของไทยพีบีเอสไม่ใช่กำไร จากการดำเนินการ ไม่ใช่จากการมีเงินทุนสะสมสูงนะครับ แต่เป็นเพราะว่าสังคมของเรา ได้ความรู้ ความเข้าใจและพัฒนาคุณภาพของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่เสียเปรียบ ที่จะได้รับการพัฒนาในสังคมของเรา อันนั้นต่างหากที่จะเป็นความสำเร็จของไทยพีบีเอส ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อผมไปดูแผนงานในปี ๒๕๖๒ ของไทยพีบีเอส โดยเฉพาะ ในส่วนที่เป็นวาระหลักเพื่อขับเคลื่อนสังคม ไทยพีบีเอส คอร์ อเจนดาร์ (Core agenda) ท่านพูดถึงหลัก ๓ หลัก คือหลักของความเท่าเทียมทางสังคม โซเชียล อิควอลิตี (Social equality) หลักของวัฒนธรรมคัลเจอร์ (Culture) แล้วก็หลักของการศึกษาคือ เอ็ดดูเคชัน (Education) ใน ๓ ตัวนี้ท่านได้เขียนประเด็นว่าท่านจะสนใจในเรื่องอะไรบ้าง ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ประเด็นของท่านตรงนั้นถูกส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่แหลมคมเพียงพอ ยังไม่มีเป้าหมายที่จะหวังผลของการเปลี่ยนแปลงเพียงพอ ผมขออนุญาตเสนอเป็นรูปธรรมเลยครับ ท่านประธานครับ ผมอยากเห็นไทยพีบีเอส ในปี ๒๕๖๒ เราต้องการสร้างครูใหม่เข้าสู่ระบบการศึกษา ไทยพีบีเอสจะต้องไปคิดเรื่องนี้ และทำโครงการเรื่องนี้

ประการที่ ๒ เราจะยกระดับครูประจำการที่สอนอยู่ในโรงเรียนของเรา ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนของรัฐ โรงเรียนของเอกชนหรือโรงเรียนตามอัธยาศัย เราจะยกระดับ ของครูเหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาระของไทยพีบีเอสที่จะสร้างสำนึกให้กับสังคม ได้เข้าใจในเรื่องของความจำเป็นที่จะต้องมีครูที่ดีในระบบการศึกษาของเรา ในส่วนของ การเมืองท่านพูดถึงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมอยากจะตั้งประเด็นกับท่านให้ ชัดเจนลงไปมากกว่านี้ก็คือว่า การเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ยกตัวอย่างเช่น ตำรวจ เรามีสำนวนของตำรวจที่ส่งฟ้อง เมื่อคดีสิ้นสุดแล้วไทยพีบีเอส เอาสำนวนเหล่านั้นมาเปิดเผยกับประชาชนได้หรือไม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่าสำนวน ของตำรวจที่ทำแบบนี้ทำให้ผู้ต้องหาหลุดคดี หรือผู้ต้องหาได้รับการลงโทษจากศาล เป็นต้น

ในเรื่องของวัฒนธรรม ไทยพีบีเอสทำโครงการที่จะทำให้เกิดการยอมรับ การเข้าใจและโดยเฉพาะการมีปฏิสัมพันธ์ ไม่ใช่ไปทำเวิร์กชอป (Workshop) เสวนาสร้างสรรค์เฉย ๆ แต่การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ต่างศาสนาแอลจีบีที (LGBT) หรืออะไรก็แล้วแต่ทำให้เป็นรูปธรรมแล้วเกิดการยอมรับ ร่วมกันจริง ๆ ได้หรือไม่

ในส่วนของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ท่านอยากจะทำ ประเด็นชัดเจนวันนี้ พวกเราเป็น ส.ส. เรามีประชาชนที่ยากจนทั้งประเทศ ไทยพีบีเอสทำรายการที่จะให้ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีออกไปแก้ไขปัญหาความยากจนของพี่น้องประชาชนโดยตรง ได้หรือไม่ และรัฐบาลได้ตระหนักว่าจะต้องมีการลงทุนในเรื่องนี้ได้แล้ว มหาวิทยาลัยจะต้อง เปลี่ยนบทบาทไม่ใช่สอนอย่างเดียวแล้วต้องรับผิดชอบต่อความยากจนของพี่น้องประชาชน ที่อยู่ล้อมรอบมหาวิทยาลัยเหล่านั้นด้วยได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ไทยพีบีเอสควรจะทำ ท่านประธานที่เคารพครับ ตรงนี้เป็นแผนงานซึ่งผมอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง

ผมขออนุญาตใช้เวลาที่เหลือสรุปให้ไทยพีบีเอสได้เห็นว่า ประเด็นทั้งหมด ที่ผมกล่าวมานี้ ๑๐ ปีไทยพีบีเอสประเด็นที่ท้าทายท่าน

ประการที่ ๑ การเปลี่ยนแปลจากอนาล็อก (Analog) สู่ดิจิทัล เทคโนโลยี อันนี้เป็นประเด็นที่ท้าทาย

ประการที่ ๒ เงินอุดหนุน ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ของภาษีบาปประมาณปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะมีต่อไปหรือไม่

ประการที่ ๓ การปรับองคาพยพทั้งหมดของไทยพีบีเอสเนื่องจากบริบทที่ เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างองค์กร บุคลากร เทคโนโลยี จนกระทั่งถึงผลผลิตหรือ โพรดักต์ (Product) ของไทยพีบีเอสจะทำอย่างไร นั่นคือประเด็นที่ท้าทาย ๓ ประการ ที่ผมอยากจะขออนุญาตฝากกับไทยพีบีเอส

และประเด็นที่ผมขออนุญาตย้ำก็คือว่า ทั้งหมดที่ผมกล่าวนี้เป็นการ เปลี่ยนแปลงตามบริบท แต่ผมขอให้ไทยพีบีเอสรักษาจิตวิญญาณของสื่อสาธารณะไว้ เหมือนเดิม เพราะว่าตรงนั้นคือหลักประกันของการรับรู้ของสังคมในด้านข้อมูลข่าวสาร ที่เราจะเชื่อมั่นได้ว่า สังคมของเราจะเป็นสังคมที่ได้รับความเป็นธรรม สังคมที่มีความเข้าใจ อย่างถูกต้องและไม่ได้ถูกบิดเบือนโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคมของเรา เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น แล้วก็ขออนุญาตย้ำอีก ครั้งหนึ่งครับท่านประธานด้วยความเคารพ จิตวิญญาณของสื่อสาธารณะท่านต้องรักษาไว้ ขอขอบพระคุณครับ