ชินวรณ์ ชี้แก้ข้อบังคับประธานสภามีกลาง อาจกระทบการประชุม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ สิงหาคม ๒๕๖๒

ชินวรณ์ บุณยเกียรติ แสดงความกังวลต่อการแก้ไขข้อบังคับของกรรมาธิการที่เพิ่มบทบัญญัติให้ประธานสภายึดมั่นความเป็นกลาง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อบทบาทเดิมในการบริหารการประชุมและความเรียบร้อยของสภา โดยมองว่าการใช้ข้อบังคับข้อ 9 มาประท้วงประธานอาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย จึงเสนอให้กำหนดหลักจริยธรรมแทนการบัญญัติในหน้าที่ และเรียกร้องให้ทบทวนการแก้ไขเพื่อรักษาความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความเป็นธรรมในการขับเคลื่อนงานของสภาต่อไป

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผมยกมือ เพื่อที่จะอภิปรายท่านประธานครับ เพราะว่าข้อบังคับในหมวด ๒ ข้อ ๙ คณะกรรมาธิการ ได้มีการแก้ไข ผมก็เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีการอภิปราย เหตุผลที่ผมจะต้อง อภิปรายก็คือว่าประเด็นแรกที่ผมเป็นห่วงค่อนข้างมากก็คือว่า การที่กรรมาธิการไปอ้างว่า เอาบทบัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยบททั่วไปให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภาวางตนเป็นกลาง นั่นเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุด ในการปกครองประเทศได้กำหนดบทบาทของท่านประธานสภา ซึ่งถือว่าเป็นประธาน ของ ๓ อำนาจหลักของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งแน่นอนที่สุดผมคิดว่าถ้าหากกรรมาธิการ ได้พิจารณา เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนที่จะรับหน้าที่เป็นประธานสภาก็ย่อมต้องมี ความสำนึกและต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ตามที่ท่านประธานสภาในฐานะที่เป็นสมาชิก สภาคนหนึ่งก็ต้องกล่าวคำปฏิญาณตนว่า จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญโดยเคร่งครัด เพราะฉะนั้นคนที่เราเลือกไปเป็นประธานสภา เราก็ต้องให้ความเชื่อมั่นว่าท่านจะต้องไป วางตนเป็นกลางในทางการเมือง แต่ว่าประเด็นที่ผมค่อนข้างจะข้องใจคณะกรรมาธิการว่า ทำไมมาแก้ไขไปจากร่างเดิม เมื่อไปทบทวนดูข้อบังคับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็พบว่า ข้อบังคับที่ได้มีบทบัญญัติในเรื่องหน้าที่และอำนาจของประธานสภานั้น ไม่ได้มีบทบัญญัติ ในเรื่องของการวางตนเป็นกลาง ผมก็ไปทบทวนดูว่าอำนาจหน้าที่ที่ได้มีไว้ในข้อบังคับนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหน้าที่ของประธานที่เกี่ยวข้องกับการประชุม เกี่ยวข้องการกำกับดูแล ดำเนินกิจการของสภา ควบคุมรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นผู้แทนสภาในกิจการภายนอก แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินกิจการใด ๆ และหน้าที่อำนาจอื่นตามที่กฎหมายกำหนด พอผมได้มาฟังรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ได้ลุกขึ้นตอบ และได้ฟังเพื่อนสมาชิก ในสภาแห่งนี้ได้มีการอภิปรายก็ยิ่งทำให้ผมเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าเราจะปล่อยให้ คณะกรรมาธิการไปเพิ่มเติมในบทที่ว่า ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ผมเกรงว่า นี่คือหลุมดำที่สำคัญที่สุด ผมกำลังมองไปสู่อนาคต มองไปสู่อนาคตจากภาพปัจจุบันในวันนี้ ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการที่กรรมาธิการได้ใส่ข้อความนี้ลงไป อาจจะทำให้เกิดปัญหา ในอนาคต ๒ ประการ

ประการแรก ผู้อภิปรายหลายคนได้พูดว่า ต่อไปนี้จะได้ประท้วงท่านประธาน โดยใช้ ข้อ ๙ คณะกรรมาธิการลองนึกภาพดูสิครับว่าเพียงเราใช้ข้อบังคับตามปกติ ในเรื่องของการเสียดสี การพาดพิง การกระทำให้ผู้อื่นเสียหาย แค่นี้ก็ทำให้การประท้วง ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมที่ไม่ให้เกิดความวุ่นวายในสภายากอยู่แล้ว แต่ถ้าหากว่า คณะกรรมาธิการใส่ข้อความนี้ลงไป และในท้ายที่สุดการกล่าวโดยยกว่า ประธานวางตน ไม่เป็นกลาง ขึ้นมาประท้วงยิ่งจะทำให้เกิดความวุ่นวายขนาดไหน อันนี้เป็นเรื่องที่ มีความสำคัญครับ ผมไม่อยากจะให้เอาคำนี้มาเป็นหลุมดำในการปฏิบัติหน้าที่ของสภา และการปฏิบัติหน้าที่ของเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้

ประการที่ ๒ ถ้าหากเราจะส่งเสริมให้ประธานได้วางตนเป็นกลาง เหมือนที่ เพื่อนสมาชิกท่านรังสิมาได้พูดถึง ผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งท่านประธานครับ แต่ผมคิดว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องของการมาเขียนไว้ในบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับอำนาจและหน้าที่ ของประธานสภา ถ้าเราต้องการที่จะให้มีอย่างนี้ คณะกรรมาธิการต้องไปคิดบทบัญญัติในเรื่องจริยธรรม ของประธานสภาด้วยครับ แต่ที่นอกเหนือไปกว่านั้นผมคิดว่าวันนี้ขอประทานโทษ ที่ต้องเอ่ยนาม ท่านประธานสภาของเราท่านชวน หลีกภัย พยายามที่จะวางบทบาท ในการที่จะสร้างจริยธรรม ในการที่จะสร้างวางตนในความเป็นกลางโดยการปฏิบัติ ตรงนี้ผมว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคล เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ พวกเราต่างคนต่างเคารพ ข้อบังคับ ถึงแม้เราจะเขียนว่า ให้วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด แต่ว่าสั่งได้ สมัยหนึ่ง บอกว่าประธานสั่งได้ อย่างนี้จะวางตนเป็นกลางได้อย่างไรครับ หรือท่านประธาน แสวงหาผลประโยชน์ เหมือนเพื่อนสมาชิกเคยอภิปรายในสภานี้และผมเป็นคนท้วงติงเองว่า ผมไม่อยากพูด เพราะนั่นเป็นการใช้ประสบการณ์เดิมที่ผ่านมา ผมอยากมองไปสู่อนาคตว่า วันนี้เรามาร่างกรรมาธิการ ถ้าท่านประธานกรรมาธิการจำได้ ผมอภิปรายด้วยในวาระ รับหลักการ ผมบอกวันนี้ท่านประธานต้องมาคิดในการที่เราจะต้องวางหลักอย่างไรที่จะให้ สภาของเรานั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นที่หวังพึ่งของพี่น้องประชาชน ให้อำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจหลักนั้นเป็นที่ไว้วางใจของพี่น้องประชาชน และเป็นที่ขับเคลื่อนในการพัฒนา ประเทศอย่างแท้จริง แต่ท่านประธานกรรมาธิการครับวันนี้ผมอยากเห็นท่าน วันนี้ท่าน ลุกขึ้นถอนเถอะครับที่ท่านแก้ไขเพิ่มเติมมา เพราะวันนี้ก็เห็นภาพอย่างชัดเจนแล้วว่า การที่แก้ไขขึ้นมา โดยท่านประธานกรรมาธิการอาจจะหวังดีว่าไปยอมรับข้อเสนอของ เพื่อนสมาชิกเพื่อว่าจะให้มีการอภิปรายในสภาน้อยลง ซึ่งผมก็อภิปรายเช่นนี้ว่าก็ต้องการ ความเห็นประนีประนอม แต่วันนี้เมื่อเพื่อนสมาชิกขึ้นอภิปรายและกรรมาธิการหลายท่าน ลุกขึ้นตอบ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีเจตนาที่ผมอยากกราบเรียนว่า ไม่ตรงไปตรงมา และไม่ตรง ตามบทบัญญัติในหมวด ๒ ที่ต้องการจะให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของประธานสภา และเป็นหลุมดำในอนาคต

ประการสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ วันนี้ได้มี การพูดถึงกันในสภาแห่งนี้นะครับ ถึงเรื่องในอดีตและมีหลายคนก็บอกว่า ทนฟังไม่ได้ ผมอยากจะกราบเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่า พวกผมก็เช่นเดียวกันครับ ไม่อยากเห็น เหตุการณ์ในอดีตเหล่านั้นเกิดขึ้นมาอีกแล้ว แต่ไม่ใช่พวกผมจะใช้ความเคียดแค้นชิงชังมา เพื่อต้องการจะไปแก้ไขข้อบังคับ เพียงแต่เพื่อต้องการที่จะเห็นว่าใช้ประโยชน์ในการที่จะมา กล่าวหาท่านประธาน เพราะฉะนั้นในอนาคตต่อไปนี้ท่านประธานประชุมอะไรก็แล้วแต่ ท่านก็อ้างข้อ ๙ ว่าวางตนไม่เป็นกลาง อย่างนี้ท่านมองอนาคตในการที่เราจะขับเคลื่อน สภาไปในทิศทางใดครับ ผมคิดว่าถ้าท่านมองการขับเคลื่อนในการประชุมสภาโดยเห็น จากกรรมาธิการชุดนี้ได้ถอนข้อที่ท่านเพิ่มเติมนี้ออกไป แต่ถ้าท่านไม่ถอนพวกผมจำเป็น วันนี้ต้องเรียกร้องเพื่อนสมาชิกว่า เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของสภา เพื่อรักษาให้การทำงานของสภา ได้เป็นที่หวังพึ่งของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ผมคิดว่าการวางตนเป็นกลางให้เป็นเรื่องที่ อยู่ในบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ และเป็นเรื่องที่เราอยากจะฝากความหวังไว้กับ ท่านประธานชวน หลีกภัย ที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เป็นจริงและเป็นที่ประทับใจ เป็นที่พึง พอใจของเพื่อนสมาชิกในสภานี้ต่อไป ขอบคุณครับ