นิกร จี้ กมธ. พิจารณา พรบ.ทรัพยากรน้ำฯ แก้ปัญหาความล่าช้าและสร้างความยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

นิกร จํานง อภิปรายญัตติการบริหารจัดการน้ําทั้งระบบ โดยชี้ว่าปัญหาหลักคือความไม่สอดคล้องของหน่วยงานและกฎหมายเดิม จึงเสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. ๒๕๖๑ อย่างรอบคอบเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและสร้างความยั่งยืนในการบริหารจัดการน้ำ พร้อมทั้งหารือเรื่องความล่าช้าของกลไกงบประมาณที่ส่งผลกระทบต่อความช่วยเหลือกรณีน้ำท่วม และเสนอให้คณะกรรมการตรวจสอบเพื่อหาจุดแข็งในการบริหารจัดการก่อนแก้ไขกฎหมายใหม่

นายนิกร จํานง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ขออภิปรายญัตติเกี่ยวกับการบริหาร จัดการน้ําทั้งระบบที่เราอภิปรายอยู่ในวันนี้จํานวนหลายฉบับมาก ผมเรียนท่านประธานว่า ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการน้ํา ของประเทศทั้งระบบ จากญัตติต่าง ๆ ที่ได้พิจารณา ที่ได้รับฟังแล้ว เราจะเห็นว่า ต่อที่ประชุมเรามีปัญหาขณะนี้เรื่องน้ําหลายมิติมาก ปัญหาน้ําน้อยคือน้ําไม่เพียงพอ ต่อความจําเป็นในการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเกษตรกรรมของประชาชน ซึ่งไปซ้อนทับปัญหาราคาพืชผลที่มีอยู่แล้ว ปัญหาน้ํามากก็คืออุทกภัยที่สร้างความเสียหาย เป็นประจําในทุกปี ดังนั้นการแก้ปัญหาดังกล่าวชัดเจนว่าต้องการหน่วยงานหลายหน่วยมาก ทั้งบุคลากร เครื่องมือ งบประมาณในแต่ละปีต้องใช้กฎหมายหลายฉบับ ระเบียบข้อบังคับ หลากหลายต่าง ๆ ทําให้ต้องเป็นระบบในการจัดการอย่างเป็นระบบ แต่ท่านประธานครับ ตลอดมาเราก็ชัดเจนในการอภิปรายของท่านสมาชิกทุกท่านว่าการบริหารจัดการน้ําของประเทศ กลายเป็นปัญหาเสียเอง มีปัญหาระหว่างหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องเดียวกันในเรื่องน้ํา ที่ไม่สัมพันธ์กันเกือบทุกด้าน ทั้งนโยบาย เป้าหมายที่ไม่สอดประสานกันทั้งพื้นที่รับผิดชอบ ที่ทับซ้อนกัน งบประมาณที่ซ้ําซ้อนกัน สามารถสรุปได้ว่าปัญหาการบริหารจัดการน้ําเป็น ปัญหาที่เหมือนจะมากกว่าปัญหาการขาดแคลนน้ําตามธรรมชาติเสียอีก ดังนั้นดีแล้วนะครับ ที่สภาจะได้มีการพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการน้ําอย่างเป็นระบบเพื่อการแก้ปัญหา ให้ตรงกับความต้องการของประชาชนต่อไป ผมมีข้อเสนอครับท่านประธาน ข้อเสนอ ที่อยากจะฝากคณะกรรมาธิการไปพิจารณา คือตอนนี้มีเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นยังไม่ได้ทดสอบ แต่เป็นเรื่องแรกที่อยากจะฝากไว้ก็คือพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งเป็น กฎหมายใหม่ถอดด้ามเลยนะครับ ผมเชื่อว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเด็น ที่เรากําลังพิจารณาเป็นอย่างมากแน่นอน กฎหมายฉบับนี้เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๒ นี้เองบางส่วน อย่างหมวด ๔ การบริหารจัดการน้ําต้องรอไปอีกปีกว่า นับตั้งแต่วันนี้ถึงจะมีผลบังคับใช้ คือกฎหมายที่ออกมาเป็นกฎหมายแม่บทเรื่องการจัดการน้ํา โดยแท้ ยังมีผลบังคับใช้ คือเป็นกฎหมายที่ออกมาเป็นกฎหมายแม่บทเรื่องการจัดการน้ําโดยแท้ เพราะเดิมการจัดการน้ําที่เป็นบูรณาการกันใช้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเท่านั้นเอง มันมีพลังไม่พอเขาก็ไปออกกฎหมายมา กฎหมายนี้เขียนไว้ชัดในเหตุผล เหตุผล ในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นี่เขาระบุไว้ในเหตุผล ในการออกกฎหมาย ประเทศไทยเขียนไว้ชัดเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายได้ประสบปัญหา การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในหลายด้าน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่มีอํานาจ ตามกฎหมายหลายฉบับ ถึงแม้รัฐบาลที่แต่งตั้งจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ทําหน้าที่เป็นการบูรณาการบริหารทรัพยากรน้ําอย่างเป็นระบบในทุกมิติแล้ว แต่ก็ยังมี ความต้องการกฎหมายที่บูรณาการการจัดสรร การใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบํารุงรักษา การฟื้นฟู การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ํา และสิทธิในน้ําเพื่อให้ทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องสามารถบริหารได้มีความสอดคล้องกันในทุกมิติ สมดุลและยั่งยืน รวมทั้งวางหลักการ ในการประกันสิทธิพื้นฐานตัวนี้สําคัญ ของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรน้ําสาธารณะ ตลอดจัดให้มีองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรในระดับชาติคือนายกรัฐมนตรี ระดับลุ่มน้ํา ระดับองค์กรผู้ใช้น้ําที่สะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชนร่วมกัน บริหารทรัพยากรน้ํา อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล นี่คือเหตุผลท้ายพระราชบัญญัติ ทีนี้เมื่อผมลงไปดูเนื้อใน ของกฎหมายฉบับนี้เราจะเห็นว่าอย่างในมาตรา ๙ คณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติฉบับนี้ ทําได้ดี มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นรองประธาน มีกรรมการโดยตําแหน่งคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็มี ทางสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีโครงการพระราชดําริรวมกันอยู่ ที่สําคัญคือ มีผู้แทนจากกรรมการลุ่มน้ํา คือประชาชนจํานวน ๖ คน มีตัวแทนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีผู้ทรงคุณวุฒิตามที่กฎหมายว่าคือมีความหลากหลาย มีองค์ประกอบครั้งแรกในประเทศไทย ทีนี้หน้าที่ของเขามีหน้าที่ในนั้นเยอะในการบริหาร จัดการตามที่กล่าวแล้วข้อเสนอที่ผมอยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการที่จะมีขึ้นก็ไปดูว่า ๑. กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ออกโดย สนช. ไม่ได้มาจากสภาประชาชน ดังนั้น อาจจะมีหลายข้อที่ไม่ได้ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริงของประชาชน เราเป็นสภา ของประชาชนเราต้องไปตามดูว่ามีข้อขัดแย้งหรือไม่สอดคล้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมการ ที่มาจากประชาชนตรงนี้สําคัญ อีกอย่างหนึ่งก็คือผลข้างเคียงในทางลบ คือเท่าที่ผมทราบขณะนี้ ผมตรวจสอบไปดูกฎหมายมีเจตนารมณ์ที่ดี แต่ปรากฏว่าเวลาเรื่องจะเข้าไปองค์กรก่อน องค์กรดึงมาจากกรมชลประทานส่วนหนึ่ง ดึงมาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กลายเป็นว่าพวกใครพวกมัน เนื้อขณะนี้ยังไม่เข้าเนื้อกันเท่าไร ก็เลยมี แบบกลุ่มนี้ก็อยู่กลุ่มนี้ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน นี่เป็นประเด็นแรกอาจจะต้องใช้เวลา

อันที่ ๒ ในการตัดสินใจเรื่องงบประมาณต้องผ่านชุดนี้ก่อนก็กลายเป็นว่าช้า มากกว่าเรื่องจะเข้า กว่าจะเรียกประชุม กว่านายกรัฐมนตรีจะมานั่ง กว่ารองนายกรัฐมนตรี จะมานั่งทําให้เกิดความล่าช้า เป็นความประสงค์ดีแต่มันมีกลไก แล้วสุดท้ายที่เร่งด่วน เช่น ขณะนี้เวลาน้ําท่วมการจะช่วยเหลือมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ําจะไปเข้าตรงนี้ด้วย เดิมกระทรวง เกษตรและสหกรณ์สามารถจะช่วยได้เลย แต่ตอนนี้ต้องไปรอตรงนั้น ปัจจุบันนี้ปีหนึ่ง สามารถจะจ่ายเงินให้เกษตรกรได้ในกรณีที่เสียหาย ตอนนี้ต้องไปรออยู่ในกลไกนี้ มันทําให้ ช้าไปอีก ดังนั้นสุดท้ายก็คือว่าผมอยากให้คณะกรรมการไปตรวจสอบว่าเรื่องนี้มีส่วนดีอยู่แน่ ในการเปลี่ยนการบริหารจัดการ ดังนั้นถ้ามีส่วนดีคือถ้าแมวจับหนูได้สีอะไรเราก็เอา แต่อยากให้ไปตรวจสอบมันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แล้วสามารถจะแก้ปัญหา ที่เราพูดคุยกันได้เป็นอย่างยิ่ง ถ้ามีปัญหาเราก็เป็นสภานิติบัญญัติอยู่แล้ว เราก็เอากฎหมายนั้น มาแก้ใหม่ ยังใหม่ ๆ อยู่ครับ ก็กราบเรียนท่านประธานฝากไปยังคณะกรรมาธิการที่จะ ตั้งขึ้นมาครับ กราบขอบพระคุณครับ