ปิยบุตร ยันตั้งกรรมาธิการป้องกันรัฐประหาร หลังอภิปราย 47 ท่าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๐ · ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

ปิยบุตร แสงกนกกุล หารือข้อเสนอการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางป้องกันรัฐประหาร พร้อมวิพากษ์รัฐประหารในอดีตที่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงและทำลายความชอบธรรมของทั้งระบบประชาธิปไตยและการตรวจสอบการใช้อำนาจ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ ผมขอใช้เวลา ในสภาแห่งนี้เพื่อสรุปญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา แนวทางการป้องกันมิให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกในอนาคตครับ การประชุมสภาในวันนี้ วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ผมมีคิวลุกขึ้นอภิปรายหลายครั้งครับหลังจากสรุปญัตติแล้ว ช่วงบ่ายแก่ ๆ จะมีรายงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน อีก ๒ ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ต้องขอความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกว่า อย่าเพิ่งเบื่อหน้าผมไปเสียก่อนถ้าวันนี้ผมจะมีคิวลุกอภิปรายขึ้นบ่อยครั้ง สาเหตุเนื่องจากว่า แม้ผมเองและคนอีกจำนวนมากนั้นจะมั่นใจว่าพรรคอนาคตใหม่จะไม่ถูกยุบในวันพรุ่งนี้ แต่ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมาการยุบพรรคเกิดขึ้นบ่อยครั้งคงทำให้คนจำนวนมากคาดการณ์ ไปต่าง ๆ นานาครับ ผมจึงตั้งสติอยู่ในความไม่ประมาทและคิดเสมอว่าจะทำทุกวันให้เสมือน วันสุดท้ายเพื่อที่เราจะใช้ทุกวินาทีให้คุ้มค่าในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ท่านประธานครับ ผมขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมกันอภิปรายในญัตตินี้ รวมทั้งสิ้น ๔๗ ท่าน เป็น ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ ๒๑ ท่าน พวกเราใช้เวลาอภิปรายกัน เกือบ ๕๐๐ นาที นี่แสดงให้เห็นถึงว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรของเรา ให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกันรัฐประหาร ผมจะขอสรุปโดยกล่าวถึงรัฐประหารใน ๒ ครั้ง ล่าสุดซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญในการที่ยังเกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน แม้จะเริ่มคลี่คลายลงไปได้บ้าง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเราอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่สร้างฉันทามติให้กับสังคมการเมืองไทยครั้งสุดท้าย เพราะพลังทางการเมืองไทย พลังทางสังคม ทุกกลุ่มต่าง ๆ ต่างพร้อมใจกันยอมรับว่ารัฐธรรมนูญแห่งนี้ จะต้องเดินหน้าใช้และจะสร้างประชาธิปไตยให้มั่นคง สร้างการเมืองให้มีเสถียรภาพได้ พร้อมกับมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจต่าง ๆ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใช้ไปสักระยะหนึ่งครับ พลังทางการเมืองกลุ่มหนึ่งก็ตั้งข้อกล่าวหาพลังทางการเมือง อีกกลุ่มหนึ่ง ว่าได้บิดผันรัฐธรรมนูญจนเกิดการครอบครองเสียงข้างมากและปราศจากซึ่งการตรวจสอบ การใช้อำนาจนำมาซึ่งความขัดแย้งครับ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าประเทศไทยไม่เลือกใช้วิถีทาง แบบประชาธิปไตยในการคลี่คลายปัญหา เรากลับเกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ขึ้นมา แล้วตั้งแต่นั้นก็มีการออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะกำจัดพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง อย่างสม่ำเสมอครับ เมื่อยังทำไม่สำเร็จก็จะเกิดรัฐประหารในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นรัฐประหารซ่อมอีกครั้งหนึ่ง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเมืองแบบแตกขั้วอย่างถึงที่สุด หรือที่เราเรียกกันในภาษาวิชาการในภาษาฝรั่งว่าโพลาไรเซชัน (Polarization) ฝ่ายหนึ่งอ้าง ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง อีกฝ่ายหนึ่งอ้างความชอบธรรมในเรื่องของการตรวจสอบ การใช้อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งนี่คือเรื่องปกติ เป็นคู่ขัดแย้งในระบบเสรีประชาธิปไตย หรือลิเบอรัล เดมอคเครซี (Liberal democracy) ฝ่ายที่อ้างความชอบธรรมคนละด้านนั้น ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรมคนละด้าน แต่ระบบการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย จำเป็นต้องมีความชอบธรรมทั้ง ๒ ด้าน ต้องมีอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งเป็นความชอบธรรม ทางประชาธิปไตย เช่นเดียวกันต้องมีเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจ จำกัดการใช้อำนาจ นี่คือความชอบธรรมแบบเสรีนิยม นี่คือรูปแบบของเสรีประชาธิปไตยครับ แต่รัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ เราได้ทำลายความชอบธรรมทั้ง ๒ สิ่งนี้ลงไปอย่างสิ้นเชิงครับ ความชอบธรรม จากการเลือกตั้งถูกทำลาย คนจำนวนมากเริ่มไม่มีใครเชื่อมั่นอีกแล้วว่าระบบการเลือกตั้ง ระบบรัฐสภาจะพาบ้านเมืองไปต่อได้ คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับความชอบธรรมของ ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจว่าในท้ายที่สุดเลือกปฏิบัติ ๒ มาตรฐานเป็นเครื่องมือ ในการกำจัดศัตรูทางการเมืองหรือไม่ครับ แล้วในท้ายที่สุดก็จะมีทหารออกมายึดอำนาจ และรัฐประหารอีกครั้งในปี ๒๕๕๗ รัฐประหารทั้งปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๗ รัฐประหาร ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๙ และซ่อมแซมรัฐประหารซ่อมอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๕๗ นี้ ไม่ใช่ ทางออกที่ถูกต้องครับ เราไม่สามารถขจัดปัญหาความขัดแย้งได้เลย เราไม่สามารถริเริ่ม สร้างความปรองดองได้อย่างแท้จริง เราไม่สามารถฟื้นฟูความชอบธรรมของระบบการเลือกตั้ง ระบบรัฐสภากลับมาได้ เราไม่สามารถฟื้นฟูความชอบธรรมของระบบตรวจสอบการใช้อำนาจ กลับมาได้ เราไม่สามารถสร้างหลักการแบบเสรีประชาธิปไตยลงไปได้ ที่เราได้กลับมาคือ เราได้นายพลคณะหนึ่งเข้ามาครองอำนาจอย่างยาวนานและสืบทอดอำนาจจนถึงทุกวันนี้ นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมและเพื่อนได้ตัดสินใจก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมาก็เพื่อจะหวังว่า อย่างน้อยเราจะได้เป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ อันหนึ่งในการร่วมกันแสวงหาฉันทามติใหม่ให้กับ สังคมไทย ท่านประธานครับ รัฐประหารจะเกิดขึ้นและสำเร็จได้นั้นเมื่อมีการยอมรับนับถือ รัฐประหารนั้นและไม่มีใครไปต่อต้าน ถ้าหากข้าราชการทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของนายพล ที่ก่อการรัฐประหารนั้นดื้อแพ่งไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายพลผู้ยึดอำนาจรัฐประหารย่อมไม่มี วันสำเร็จครับ ถ้าหากข้าราชการทั้งหมดไม่ฟังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายพลผู้ยึดอำนาจก็จะ ไม่มีกลไกรัฐ ไม่มีมือไม้ในการทำงานให้กับคณะรัฐประหารรัฐประหารย่อมไม่สำเร็จครับ ถ้าหากนักกฎหมายเนติบริกรไม่เข้าไปรับใช้คณะรัฐประหาร คณะรัฐประหารพวกนายพล ทั้งหลายไม่มีทางรู้หรอกว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญป้องกันตนเองอย่างไร จะเขียนรัฐธรรมนูญ เพื่อการสืบทอดอำนาจได้อย่างไร ถ้าหากผู้พิพากษาตุลาการไม่ตัดสินยอมรับรัฐประหาร และกล้าหาญที่จะตัดสินยืนยันว่ารัฐประหารนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและผู้ก่อการเป็นกบฏ รัฐประหารย่อมไม่มีทางสำเร็จครับ ถ้าหากผู้แทนราษฎรของเราตระหนักถึงอำนาจสูงสุดว่า เป็นของราษฎรและผู้แทนราษฎรคือผู้แทนของราษฎรอย่างแท้จริง เรามาร่วมมือกันทำงาน การเมืองให้ดี ให้มีคุณภาพ ถกเถียงอภิปรายกันอย่างสร้างสรรค์ ขัดแย้งเห็นต่างกันภายใต้ กติกาและพร้อมใจจะจับมือร่วมกันทันทีเพื่อต่อต้านรัฐประหาร รัฐประหารย่อมไม่มีวันสำเร็จ ถ้าหากนักธุรกิจใหญ่นายทุนผูกขาดแห่งประเทศไทยไม่ลงขันสนับสนุนการก่อการยึดอำนาจ ไม่ไปเป็นทุน ไม่ไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับคณะรัฐประหาร รัฐประหารย่อมไม่มีวันสำเร็จครับ ถ้าหากสื่อมวลชนพร้อมใจกันนำเสนอข่าวในลักษณะ ต่อต้านรัฐประหาร ไม่ยอมรับรัฐประหาร ไม่เรียกบิ๊กนั่น บิ๊กนี่ ไม่เรียกลุงคนนั้น อาคนนี้ รัฐประหารไม่มีวันสำเร็จครับ ถ้าพี่น้องประชาชนคนไทยยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย และมีจิตสำนึกร่วมกันว่ารัฐประหารเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วร่วมกัน ต่อต้านรัฐประหาร การรัฐประหารย่อมไม่มีวันสำเร็จ ท่านประธานครับ สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๕ ของเรา ได้มีมติในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญสำคัญ ๆ ขึ้นมาหลายคณะ โดยส่วนใหญ่แล้วก็สามารถตั้งได้ เราสามารถสร้างมติ เราสามารถสร้างฉันทามติร่วมกัน ระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้หลายคณะ ญัตติหนึ่ง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนั่นก็คือการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งซีกรัฐบาลและซีกฝ่ายค้านให้การสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่ก็มีอีกญัตติหนึ่ง ที่ในท้ายที่สุดไม่สำเร็จ นั่นก็คือญัตติเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาประกาศคำสั่ง คสช. และการใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ เรียนท่านประธานฝากไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านว่า ญัตติที่ผมกำลังอภิปรายสรุปอยู่นี้ก็ทำนองเดียวกัน มันควรจะต้องเป็นญัตติที่จะหาฉันทามติ ร่วมกันในสภาแห่งนี้ได้ ญัตตินี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายค้าน ญัตตินี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ญัตตินี้ไม่ใช่การเอาชนะคะคานกันระหว่างฝ่ายค้าน กับฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นการประกาศศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎรว่าพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนของราษฎรที่จะไม่ยอมจำนนต่อรัฐประหาร เรามิใช่ผู้แทน ของคณะรัฐประหาร ผมขอความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกให้ร่วมกันมองข้ามเรื่องของมติ วิป (Whip) รัฐบาล แต่มองให้เห็นว่าญัตตินี้ไม่ได้กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐบาล มีคณะกรรมาธิการชุดนี้เกิดขึ้น รัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ไม่ได้ล้มหายตายจาก ไปไหนครับ ท่านต้องไปลุ้นสัปดาห์หน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ ญัตตินี้ไม่ได้กระทบกระเทือน ต่อการทำงานของรัฐบาล รัฐบาลยังเดินหน้าทำงานบริหารราชการแผ่นดินได้ต่อไป ญัตตินี้ หากจะกระทบกับใครคนใดคนหนึ่งก็คงกระทบต่อความรู้สึกของนายกรัฐมนตรีที่ยึดอำนาจ เขามา ญัตตินี้หากจะกระทบกับความรู้สึกของใครคนใดคนหนึ่งก็คงกระทบกับรัฐมนตรีที่เป็น นายพลจำนวนมากที่ได้ดำรงตำแหน่งก็เพราะยึดอำนาจเขามา แต่ถ้าเราเอาเรื่องนี้มาเป็นเหตุ ให้เราต้องกังวลใจว่าอย่างนี้ไม่กล้าลงมติให้ความเห็นชอบการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ ก็จะกลับกลายเป็นว่าในท้ายที่สุดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราตกลงแล้วเราเป็นผู้แทน ของราษฎรหรือเรากลายเป็นนายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะต้องรับฟังคำสั่งของนายพล ผู้ยึดอำนาจมา หากมติของสภาผู้แทนราษฎรยืนยันว่าไม่ตั้งมันจะแสดงให้เห็นเลยครับว่า คราบไคลของรัฐประหารยังคงอยู่กับเรา มันแสดงให้เห็นว่าเงาทะมึนของคณะรัฐประหาร ยังวนเวียนอยู่รอบ ๆ สภาผู้แทนราษฎร แต่ตรงกันข้ามครับ ถ้ามติของสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันให้ตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราพร้อม จะจับมือร่วมมือกันในการเดินหน้าป้องกันมิให้รัฐประหารเกิดขึ้นอีก และสร้างความหวังให้กับ พี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ประเทศไทยเราเกิดรัฐประหารขึ้นมาแล้ว อย่างน้อย ๑๓ ครั้ง เพื่อนสมาชิกในห้องนี้ต่างประสบพบเจอกับรัฐประหารมาด้วยกันทั้งสิ้น ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๔๘๑ ท่านเจอรัฐประหาร ในชีวิตของท่านมาแล้ว ๑๑ ครั้ง ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ท่านสุชาติ ตันเจริญ ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ ท่านเจอรัฐประหารมาแล้ว ๗ ครั้ง ท่านรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ท่านศุภชัย โพธิ์สุ ท่านเกิดวันปีใหม่ วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๑ ท่านเจอรัฐประหารมาแล้วทั้งหมด ๗ ครั้ง ผมเกิดปี ๒๕๒๒ ครับ ผมเจอ มาแล้ว ๓ ครั้ง พูดกันง่าย ๆ ก็คือคนไทยทั้งแผ่นดินนี้ใครที่เกิดก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ต้องมีประสบการณ์ร่วมกันครับ คือเคยเจอรัฐประหารมาแล้วด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ในหนังสือวิชาการเล่มหนึ่งที่ปรัชญาเมธี ชาวเยอรมัน ชื่อว่าคาร์ล ไฮน์ริซ มาคส์ (Karl Heinrich Marx) เขียนขึ้นมานั่นก็คือหนังสือที่ชื่อว่าเอธทีน บรูแมร ออฟ หลุยส์ นโปเลียน (Eighteenth Brumaire of Louis Napoleon) เรื่องนี้พูดถึงเรื่องอะไร เขาพูดถึงการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ๒ ครั้ง โดยคนหนึ่งคือ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ทำไปเมื่อปี ๑๗๙๙ แต่ต่อมาเมื่อปี ๑๘๕๑ หลุยส์ นโปเลียน (Louis Napoleon) ซึ่งเป็นหลานก็ทำรัฐประหารซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เขาต้องการ พูดให้เห็นว่าทำไมรัฐประหารถึงเกิดขึ้นได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนหนังม้วนเก่าฉายขึ้นมาได้ เรื่อย ๆ คาร์ล ไฮน์ริซ มาคส์ (Karl Heinrich Marx) เริ่มต้นเปิดประโยคในหนังสือเล่มนี้ครับว่า จอร์จ วิลเฮม เฟรดริก เฮเกล (George Wilhelm Fiddich Hegel) ซึ่งเป็นปรัชญาเมธี ชาวเยอรมันเช่นเดียวกัน ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แล้วของบุคคล ที่ยิ่งใหญ่ของโลกมักปรากฏขึ้นซ้ำ ๒ ครั้งอยู่เสมอ แต่เฮเกล (Hegel) คงลืมไปว่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นครั้งแรกนั้นคือโศกนาฏกรรม แต่เมื่อเกิดซ้ำครั้งที่ ๒ มันคือเรื่องตลกชวนหัว ผมคิดว่า ประเทศไทยเรามีรัฐประหารเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มาแล้วหลายครั้ง ผมอยากเชิญชวนให้ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาร่วมกัน รัฐประหารที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากโศกนาฏกรรม เริ่มกลายเป็นเรื่องตลก จากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร เริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ เรามาร่วมกันทำให้รัฐประหารหายไปจากประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ การอภิปราย สรุปญัตติในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ชุดที่ ๒๕ ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นการอภิปรายสรุปญัตติ ครั้งสุดท้ายในชีวิตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผมหรือไม่ เพราะชะตากรรมของผมตอนนี้ อยู่ในกำมือของศาลรัฐธรรมนูญ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสรุปญัตติครั้งนี้จะช่วยโน้มน้าว ให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราได้ลงมติให้ความเห็นชอบตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาแนวทางการป้องกันมิให้รัฐประหารเกิดขึ้นอีกในอนาคต นี่ไม่ใช่วาระของผม นี่ไม่ใช่วาระของพรรคอนาคตใหม่ นี่ไม่ใช่วาระของพรรคฝ่ายค้าน นี่ไม่ใช่วาระของฝ่ายรัฐบาล แต่นี่เป็นวาระแห่งชาติที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องร่วมมือกันครับ มนุษย์เป็นผู้ขีดเขียน ประวัติศาสตร์ ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ร่วมกันยกมือเห็นชอบเพื่อสร้าง ประวัติศาสตร์ร่วมกันครับ ขอบคุณครับท่านประธาน